การป้องกันและรับมือกับการระบาดของ COVID-19 เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือประชาชน อย่างไรก็ตาม การขอความร่วมมือจากประชาชนโดยที่ไม่มีบทบังคับข้อลงโทษในหลายกรณี ก็อาจจะไม่สัมฤทธิผล และอาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการบริหารจัดการและการควบคุมการระบาด

หนึ่งในความพยายามของรัฐบาลในหลายประเทศในการควบคุมพฤติกรรมประชาชน คือการนำเอา เทคโนโลยีมาใช้ ตัวอย่างที่เราเห็นกัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งกล้องในสถานที่ต่างๆ การใช้โดรนออกตระเวน การติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ การใช้ Application ในโทรศัพท์มือถือเพื่อติดตาม การเดินทาง ฯลฯ อย่างไรก็ตามการนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งรัฐบาลและผู้ตัดสินใจเชิงนโยบาย จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนนำมาปฏิบัติใช้ รวมถึงประชาชนที่ควรจะตระหนักรับรู้ถึงผลทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาวที่จะตามมาจากเทคโนโลยีเหล่านี้

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่มีการนำมาใช้เพื่อรับมือกับการระบาดของ COVID-19

  • Machine learning และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เช่น แอพพลิเคชั่น Alipay ในโทรศัพท์มือถือที่มี algorithm ในการระบุระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลโดยใช้รหัสสีและกำหนดพื้นที่ที่บุคคลนั้นสามารถเดินทางไปได้
  • เทคโนโลยีติดตามตำแหน่งของบุคคล เทคโนโลยีบน โทรศัพท์มือถือหรือ social media platform นี้จะติดตาม ตำแหน่งของผู้ใช้ โดยหากมีการเดินทางออกนอกเขตที่ได้ รับอนุญาต ระบบจะส่งสัญญาณเตือนผู้ใช้และแจ้งให้ เจ้าหน้าที่รับทราบเพื่อดำเนินการ
  • การใช้โดรนบินลาดตระเวนเพื่อตรวจสอบว่ามีประชาชน เดินทางในช่วงเวลาเคอร์ฟิว หรือมีการจับกลุ่มกันมากกว่า จำนวนที่ทางการกำหนดหรือไม่
  • การใช้ Bluetooth เพื่อตรวจสอบหากมีประชาชนอยู่ใกล้ กันเกินกว่า 6 ฟุต เช่น TraceTogether ของประเทศสิงคโปร์

การใช้เทคโนโลยีเพื่อการสอดส่องตรวจตรากับประเด็นทางกฎหมาย

รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต ของประชาชน ในบางครั้งรัฐบาลจำเป็นต้องจำกัดสิทธิบาง ประการของประชาชนเพื่อให้การปฏิบัติงานของรัฐบาล เกิดผล อย่างไรก็ตามการสอดส่อง ตรวจตรา และควบคุม พฤติกรรมประชาชน หากทำมากเกินไปก็จะเป็นการละเมิด สิทธิส่วนบุคคล ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า มาตรการต่างๆ นั้นมีความจำเป็น ผ่านการพิจารณาจาก หลายฝ่าย และได้รับการรับรองทางกฎหมาย อีกทั้งการ ดำเนินงานจำเป็นต้องมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบ ได้ และที่สำคัญที่สุด รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่ามาตรการดัง กล่าวทำให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย

ข้อระวังอีกประการ คือ มาตรการต่างๆ ที่มีการบังคับ ใช้อาจจะถูกบังคับใช้ต่อไปแม้ว่าจะหมดเหตุการณ์ที่จำเป็น แล้วก็ตาม เช่น หลังจากเหตุการณ์ 9/11 รัฐบาลของสหรัฐฯ ได้มีการสร้างมาตรการใหม่เพื่อความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายใดตามมาอีก อย่างไร ก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป มาตรการเหล่านั้นยังมีการปฏิบัติใช้อยู่ แม้ว่าหลายฝ่ายคิดว่าเกินความจำเป็นสำหรับในช่วงเวลาปกติและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป แต่เมื่อเมื่อโครงสร้าง พื้นฐานต่างๆ แนวปฏิบัติ ตำแหน่งงานต่างๆ เมื่อถูกสร้างขึ้น และดำเนินไปแล้ว ก็เป็นการยากที่รัฐบาลจะยกเลิกและ ปล่อยมืออำนาจควบคุมจากมาตรการนั้นๆ

การใช้ข้อมูลตำแหน่งส่วนบุคคลกับสิทธิส่วนบุคคล

หลายประเทศมีการใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือในการ ตรวจสอบตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของประชาชนเพื่อวัตถุ-ประสงค์การลดการระบาดของ COVID-19 ประเทศออส- เตรเลีย เบลเยียม อิตาลี สหราชอาณาจักร และเยอรมนี รายงานว่ารัฐบาลมีการเก็บข้อมูลตำแหน่งส่วนบุคคลจาก บริษัทด้านโทรคมนาคมต่างๆ โดยที่ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถ ระบุตัวตนของผู้ใช้

แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่า คือ บางประเทศ มีการใช้ข้อมูลจาก โทรศัพท์มือถือโดยที่ไม่มีการป้องกันการระบุตัวตน เช่น รัฐบาลเอกวาดอร์ได้อนุมัติให้มีการใช้ข้อมูล GPS ในการ บังคับให้ประชาชนกักตัวอยู่ในที่พัก ประเทศอิสราเอล มีการใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือในการติดตามผู้ติดเชื้อไวรัสและมีการส่งข้อความไปเตือนคนอื่นๆ หากมีการใกล้ชิดกับ ผู้ติดเชื้อ

มาตรการเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นในสังคมเกี่ยวกับ การเก็บ การใช้ประโยชน์ และการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งหากได้มีการเก็บข้อมูลเหล่านี้แล้ว แม้ว่าในตอนนี้จะมี เหตุผลเพื่อการรับมือกับโรคระบาด แต่ในอนาคตข้อมูล เหล่านี้อาจจะถูกนำไปใช้เพื่อเหตุผลอื่นๆ เช่น รัฐบาลสามารถ ใช้ข้อมูลนี้เพื่อตรวจสอบว่ามีการรวมตัวกันเพื่อประท้วงหรือ ไม่ หรือนำเอาข้อมูลระบุตำแหน่งใช่ร่วมกับเทคโนโลยี face recognition เพื่อติดตามผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองหรือนัก ข่าวที่กำลังถูกจับตาว่ามีการเคลื่อนไหวใดๆ ซึ่งเป็นการ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data อำนาจควบคุมที่เกิดจากข้อมูล

AI และ Big Data นี่เป็นอีกเทคโนโลยีสำคัญที่หลาย ประเทศได้นำไปใช้ในการต่อสู้กับ COVID-19 สาธารณะ ประชาชนจีนมีการเทคโนโลยีที่เกิดจากการรวมกันระหว่าง เครื่องวัดอุณหภูมิกับเทคโนโลยีจดจำใบหน้าคน ในที่สาธารณะ เพื่อตรวจจับการระบาดของไวรัส ยิ่งไปกว่านั้น Alibaba บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ได้มีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เหล่านี้มาวิเคราะห์และระบุสถานะทางสุขภาพของแต่ละ บุคคลด้วยระบบสี เช่น สีเขียวหมายถึงปลอดภัย สีเหลืองห มายถึงอยู่ระหว่างการดูอาการ 7 วัน และ สีแดงคือคนที่อยู่ใน ช่วงการกักตัว 14 วัน

รัฐบาลโปแลนด์และอินเดียมีการใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อ มิให้มีการฝ่าฝืนกฎระหว่างการกักตัวดูอาการ โดยหน่วยงาน จะขอให้ผู้ที่อยู่ระหว่างการกักตัวส่งภาพถ่าย ณ เวลานั้นของ ตนเอง (selfie) มาให้ส่วนกลาง จากนั้น ระบบจะนำ ข้อมูลภาพไปจับคู่กับข้อมูลตำแหน่งของบุคคลนั้น เพื่อ ตรวจดูว่าบุคคลผู้นี้อยู่ในสถานที่กักตัวตามที่กำหนดไว้หรือไม่

เทคโนโลยี AI และ Big Data ก่อให้เกิดอำนาจที่ยากแก่ การต้านทานแก่รัฐบาล หน่วยงาน หรือบริษัทผู้ครอบครอง ข้อมูล ส่งผลให้ประชาชนสูญเสียสิทธิส่วนบุคคล เพราะเราไม่ สามารถรู้เกี่ยวกับการนำเอาข้อมูลไปใช้ หรือควบคุมผู้ที่มี ข้อมูลอยู่ในมือได้ ซึ่งรัฐบาลควรที่จะให้ความสำคัญในการ เก็บ การใช้ประโยชน์ และการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อ ป้องกันสิทธิของประชาชนทั้งระหว่างและหลังเหตุการณ์ ระบาดของไวรัส

บทบาทของบริษัทเอกชน

แม้ว่าบริษัทเอกชนจะมีเทคโนโลยีและบริการล้ำสมัย สามารถนำไปใช้ในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาดได้ แต่ รัฐบาลต่างๆ มีความกังวลว่าการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการระเมิดสิทธิส่วนบุคคล ตัวอย่างที่มีเช่น บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งของอิสราเอล ชื่อ NSO Group มีประวัติเคยขายข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าให้แก่รัฐบาล

ที่ฉ้อฉล ขณะนี้ได้โฆษณาขายเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วย ในการตรวจจับการเคลื่อนที่ของประชากร ซึ่งหากรัฐบาล เลือกใช้สินค้าและบริการของบริษัทนี้ ก็เป็นที่กังวลว่าบริษัท นี้จะใช้ข้อมูลของประชาชนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างที่เคยทำอีกหรือไม่ เช่นเดียวกับบริษัท NSO Group บริษัท เอกชนอีกหลายแห่งมีประวัติในการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แม้ว่าเทคโนโลยีและบริการที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชนเหล่านี้อาจจะมีประโยชน์ในการช่วยตรวจหาและตรวจสอบผู้ติดเชื้อ ป้องกันและลดการระบาดของโคโรนาไวรัสได้ แต่สิ่งทีต้อง ระวังคือบริษัทเหล่านี้จะมีความรับผิดชอบในสิทธิส่วนบุคลและมนุษยธรรมมาน้อยแค่ไหน

สิ่งที่ควรพิจารณาในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในช่วง วิกฤตเช่นนี้มีสองประการคือ 1) ต้องพยายามมองข้อจำกัด เช่นกัน เช่น หากเราไม่มีเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่ในมือ เรามี ทางเลือกอื่นใดบ้าง และทางเลือกไหนมีประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคล และสังคมส่วนรวมมากที่สุด และ 2) การเลือกใช้ เทคโนโลยีต้องยึดเป้าหมายสร้างสรรค์ หรือเพื่อประโยชน์สุข เป็นสำคัญ เช่นด้านการป้องกันโรคระบาด การรักษาความ สงบเรียบร้อยของสังคม และการอำนวยประโยชน์ในการ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เช่นการจ่ายเงินเยียวยา ลงทะเบียน คนจน/คนเดือดร้อน

การให้ข้อมูลและการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ต้อง พึงระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลทุกอย่างถูกยึดโยงกันไว้ใน ระบบอภิมหาข้อมูล (Big data) ที่ทำให้ข้อมูลมนุษย์สามารถ เคลื่อนย้ายไปมาในระบบสืบค้นที่เชื่อมต่อกันมากมายและ หลากหลาย ที่มีอุปกรณ์ส่วนตนชิ้นเดียวคือโทรศัพท์มือถือ เป็นจุดจำแนกและแจกจ่าย ซึ่งเมื่อตกไปอยู่ในเงื้อมมือของ ผู้ไม่หวังดี ทั้งในระดับฮาร์ดแวร์ (แบบเอาไปทั้งเครื่อง) หรือ ในระดับซอฟต์แวร์ (แฮกล้วงเอาข้อมูล) ก็อาจทำให้ปํญหา ต่างๆ ตามมา อย่างเช่นกรณี ที่มีคนแอบอ้างว่า เป็นตัวแทน มาจากโรงแรมสถานกักตัว จะเอาโทรศัพท์มือถือมาให้เป็น ของสมนาคุณ ซึ่งเพียงเสียบซิมเข้าไป สักพักเงินก็ไหลไป และไม่ย้อนคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้น ในความสะดวก สบาย จึงมีความวกวนวุ่นวายอยู่ใกล้ๆ เช่นกัน


ที่มา:

  • https://www.amnesty.org/en/latest/news/2020/04/covid-19-surveillance-threat-to-your-rights/
  • https://www.eff.org/deeplinks/2020/04/some-covid-19-surveillance-proposals-could-harm-free-speech-after-covid-19
  • Ethics and Governance for Digital Disease Surveillance  วันที่ 11 พ.ค. 63 วารสาร Science

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *