ในเดือนพฤษภาคม 2563 การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิด ในโลกปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป โดยมีคนติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 100,000 คนจากทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ลักษณะการกระจายกลับมี ความแตกต่างจากสถานการณ์ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน 2563 ปริมาณของการติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากกลับย้ายฐานมายังโลกใหม่ ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีตัวเลขวิ่งขึ้นมาเป็น อันดับหนึ่งตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563 และเริ่มมีแนวโน้มว่าจำนวน ผู้ติดเชื้อลดลง และมีจำนวนผู้เสียชีวิตต่อวันลดลงอย่างชัดเจนในช่วง ครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นเดือนที่ สถานการณ์ในเอเชีย ตะวันออกและยุโรปตะวันตกดีขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว แต่สถานการณ์ในทวีป อเมริกาใต้ที่เชื้อโควิดเดินทาง ไปถึงหลังสุด กลับเริ่มมีอาการน่าเป็นห่วง โดยในสถานการณ์ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ประเทศที่มีจำนวน ประชากรติดเชื้อมากที่สุด 20 ประเทศ มีประเทศในลาตินอเมริกาอยู่ 4 ประเทศ ในบราซิล (ลำดับ 2) เปรู (ลำดับ 10) ชิลี (ลำดับ 13) เม็กซิโก (ลำดับ 15) และประเทศขนาดเล็กในอเมริกากลางและหมู่เกาะแคริบเบียน บางประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดี อย่างปานามาและโดมินิกัน ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงเช่นกัน ปัจจุบัน ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 จากจำนวนประชากร ที่ติดเชื้อสะสมทั่วโลก 6.3 ล้านคน เป็นชาวลาติน อเมริกากว่า 1 ล้านคนเศษ (อเมริกากลาง หมู่เกาะแคริบเบียน และอเมริกาใต้) ซึ่งเมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากร และสถานะทาง เศรษฐกิจของหลายประเทศ สถานการณ์ในลาตินอเมริกาหลายประเทศกำลังน่าเป็นห่วง

อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเดียวกัน ก็มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดไม่ดี ดังที่กล่าวมา แล้วข้างต้น กับประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี เช่น อุรุกวัย คอสตาริกา และคิวบา ในขณะที่บางประเทศที่มียอดการ ติดเชื้อต่ำ ก็ถูกเพ่งเล็งเกี่ยวกับมาตรการการตรวจเชื้อในประเทศที่มีสถานการณ์การเมืองเศรษฐกิจที่ไม่ปรกติ หรือศักยภาพ ในการตรวจหาเชื้อและการรักษาโรค อย่างเช่น เวเนซุเอลา นิคารากัว และเฮติ เป็นต้น กรณีศึกษาการแพร่ระบาด ในลาตินอเมริกา จึงกลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง และอาจมีนัยที่น่าสนใจในหลายๆ ประเด็น เนื่องจากการกระจาย ของการระบาด ไม่มีความสอดคล้องกันเท่าใดนัก แม้ในระดับภูมิภาคย่อยที่มีลักษณะภูมิประเทศติอต่อกัน หรือในสภาพ ภูมิอากาศ ที่ทำให้แนวคิดที่เกี่ยวกับอุณหภูมิและความชื้น ไม่มีนัยชัดเจนกับเหตุการณ์แพร่ระบาดที่กำลังถาโถมพื้นที่ส่วนนี้ของโลก

สองประเทศที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา อย่างบราซิล และเม็กซิโก มีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต จำนวนสูงมาก เกือบทุกวันในช่วงเดือนนี้ จนจำนวนผู้ติดเชื้อ สะสมของบราซิลขึ้นมาอยู่ที่ลำดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และสถานการณ์ปัจจุบันยังมีจำนวนผู้เสียชีวิต ต่อวันที่สูงมาก จนคาดว่าในที่สุดจำนวนผู้เสียชีวิตในบราซิล จะขึ้นมาแซงหน้าหลายประเทศในยุโรป และขึ้นมาเป็น ลำดับสองรองจากสหรัฐ และสถานการณ์ดังกล่าว ก็ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของ ผู้นำของสองประเทศ

สำหรับประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดีกว่าประเทศ อื่นอย่างชิลี ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านสาธารณสุข ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีจำนวนผู้ติดเชื้อต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดเช่นเดียว กับเปรู แต่ต่างกันตรงที่ยอดผู้เสียชีวิต ซึ่งชิลีมีอัตรา การตายที่ต่ำกว่ามาก และรัฐบาลแจ้งว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ ที่สูงจากการตรวจที่เข้มข้น อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสถิติ ขององค์การอนามัยโลก ประเทศที่มีการตรวจโควิด-19 /หัวประชากรมากที่สุด (34 คนใน 1,000 คน) คือเวเนซุ เอลาที่เป็นรัฐที่มีความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ แต่ได้รับการ สนับสนุนชุดตรวจจำนวนมหาศาลจากจีน (ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เวเนซุเอลาตรวจเชื้อให้ประชากร ไปทั้งสิ้น 975,825 คน ในขณะที่พบผู้ติดเชื้อป่วยจำนวน เพียง 1,510 คน ซึ่งข้อมูลนี้ อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลของประธานาธิบดี Nicolas Maduro

ในเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ซี่งว่ากันว่า โคโรนาไวรัส ที่ทำให้เกิดโรคโควิด – 19 ไม่สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงและ ความชื้น แต่สถานการณ์ของพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตรอย่าง เอกวาดอร์ ตอนเหนือของเปรู รัฐ Amazonas และ Ceara

ของบราซิล รวมทั้งในเขต Letizia ของโคลอมเบีย กลับเป็น เขตที่มีการระบาดที่แพร่กระจายรุนแรงภาพของผู้คนที่นอนตายตามข้างถนนที่ห่อไว้ด้วยผ้าในเมืองท่า Guayaquil เอกวาดอร์เป็นภาพที่น่าสลดใจ และพิสูจน์ ให้เห็นว่า การแพร่ระบาดสามารถไปถึงพื้นที่ที่มีสภาพอากาศที่ร้อน หรือชื้นได้ ประเทศที่มีพื้นที่มีเส้นศูนย์สูตรตัดผ่าน อย่างเอกวาดอร์ บราซิล เปรู จึงเป็นประเทศที่มีอัตรายอด ผู้เสียชีวิตสูงที่สุด 3 อันดับแรกเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร (191 138 และ 137 คนจากประชากร 1 ล้านคน) ซึ่งสถานการณ์นี้ ก็กำลังคุกคามประเทศร้อนๆ ในเอเชียใต้ และตะวันออกกลางหลายประเทศเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ลักษณะสถานการณ์การแพร่ระบาดในลาตินอเมริกา จึงมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการนอกเหนือไปจากปัจจัยทาง กายภาพ และชีวภาพ ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนา ที่พอจะ วิเคราะห์สรุปได้ ดังนี้

1. นโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั่วลาตินอเมริกา แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของรัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะ รัฐบาลของประเทศขนาดใหญ่ที่มีลักษณะการปกครองแบบหลายรัฐ อย่างสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล และสหรัฐเม็กซิโก ซึ่งมีความขัดแย้งในการจัดการทั้งในระดับรัฐบาลส่วนกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละรัฐ คล้ายๆ อาการที่เกิดขึ้น ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งบางรัฐบริหารด้วยนักการเมืองสายเดียว กับประธานาธิบดี บางรัฐก็ปกครองโดยนักการเมืองฝ่าย ตรงข้าม ความขัดแย้งเหล่านี้ ก่อให้เกิดความกระด้าง กระเดื่องในการบังคับใช้กฎหมายภายในของรัฐ ที่บางครั้งก็ สวนทาง หรือมีการยั่วยุให้ประชาชน ปฏิบัติตัวแตกต่างกัน ไปตามแนวคิดที่ผู้นำฝ่ายที่ตนยึดถือนำเสนอ การดำเนิน มาตรการต่างๆ จึงมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ สามารถบังคับโดยเบ็ดเสร็จ และหลายครั้งก็เกิดจากอคติของผู้นำที่มีต่อรัฐที่ปกครองโดยฝ่ายตรงข้าม หรือความห่วง สถานะคะแนนนิยมของตนเองจากประเด็นเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะเชื่อคำแนะนำจากฝ่ายสาธารณสุขที่มักมีข้อ เสนอที่เน้นไปยังประเด็นสุขภาพเป็นหลัก กรณีของบราซิล มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีสาธารณสุขไปแล้วสองคน ทั้งแบบ ปลดออกและลาออก ยิ่งไปกว่านั้น ในสถานการณ์การแพร่ ระบาดที่เริ่มรุนแรงมากขึ้น นาย Jair Bolsonaro ประธานาธิบดีบราซิล ได้ผลักดันให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาล ท้องถิ่นที่พยายามจำกัดการเคลื่อนไหวและกิจกรรม เศรษฐกิจการค้าของประชาชน จนกระทั่งฝ่ายค้านใน สภานิติบัญญัติและผู้ว่าการรัฐฝ่ายตรงข้ามเรียกร้องให้มีการฟ้องร้องของ Bolsonaro ว่ามีความผิดทางอาญาในการ ตอบสนองต่อการแพร่ระบาดที่ทำให้มีผู้คนเจ็บป่วยล้มตาย จำนวนมาก

2. สถานะทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปากท้องเป็นปัจจัย สำคัญที่บีบคั้นการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หลายประเทศ กรณีอย่างเช่นเม็กซิโก ซึ่งผูกติดเศรษฐกิจ ตนเองไว้กับอเมริกาเหนือ (สหรัฐอเมริกาและแคนาดา) และมีการหดตัวของเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะถดถอยมาตั้งแต่ ก่อนการระบาดใหญ่ ประธานาธิบดี Andres Lopez Obrador ผู้นำเม็กซิโก ก็มีความยากลำบากในการบริหาร ประเทศอย่างมากในการบริหารประเทศแบบหลายรัฐ และมีแนวโน้มที่จะต้องเดินตามสหรัฐอเมริกาในการเปิด กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก่อนที่การแพร่ระบาดจะสงบลงในระดับ ที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะนอกจากการเปิดกิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการดำรงชีพแล้ว ผู้นำเม็กซิโกยังประกาศเตรียมให้กิจกรรมการก่อสร้าง และบางส่วน ของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่ส่งตลาดอเมริกาเหนือให้กลับ มาดำเนินการได้เพื่อลดแรงกดดัน แม้ว่ากระทรวง สาธารณสุขเม็กซิโกเองออกมายอมรับว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่ แท้จริงน่าจะสูงกว่าสถิติที่มีการบันทึกหลายเท่า เนื่องจาก อัตราจำนวนการทดสอบของเม็กซิโกที่ทำได้ต่ำกว่าประเทศ ขนาดใหญ่อื่นๆ ในลาตินอเมริกา ในทางตรงกันข้ามประเทศ ที่ผ่านปัญหาทางเศรษฐกิจมาอย่างสมบุกสมบัน และยังติด หนี้ IMF อย่างอาร์เจนตินา รัฐบาลมีความระแวงภัยและ ตระหนักในศักยภาพที่จำกัดของตนเอง จึงมีมาตรการ ควบคุมการแพร่ระบาดที่รวดเร็ว และสามารถควบคุม การแพร่ระบาดได้ดีกว่า ประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ ใน ลาตินอเมริกา แต่รัฐบาลอาร์เจนตินาเอง ก็มีการบริหาร จัดการนำเงินเท่าที่มีมาเยียวยาประชาชนที่ประสบความยากลำบาก รวมทั้งมีการผิดนัดชำระหนี้กับ IMF ข้อดีของ ความมีหนี้สิน มีส่วนให้รัฐบาลมีความไม่ประมาทในด้านการ วางแผนทางเศรษฐกิจได้ไม่มากก็น้อย เนื่องจาก IMF ก็มี การตรวจสอบการใช้งบประมาณอยู่เป็นระยะ

3. ศักยภาพและความพร้อมด้านสาธารณสุข

ในความเป็นจริงศักยภาพด้านสาธารณสุขภายในประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาเท่าใดนัก หรือหากจะ วัดบางครั้งก็ใช้ปัจจัยนำเข้าที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมดนัก อาทิ การจัดอันดับ Global Health Security (GHS) ของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกินส์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่จัดอันดับความพร้อมของประเทศที่จะรับมือกับ โรคระบาด ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนารายได้ ปานกลางประเทศเดียวที่อยู่ในลำดับ 6 จาก 15 ประเทศ ที่มีมาตรฐานระดับชั้นนำ แต่ลำดับประเทศที่แวดล้อม ซึ่งเป็นประเทศพัฒนารายได้สูงเกือบทุกประเทศกำลังผ่าน การเผชิญวิกฤตการณ์แพร่ระบาดค่อนไปทางหนักกันถ้วน หน้า ตั้งแต่ ลำดับที่ 1 สหรัฐอเมริกา ลำดับที่ 2 สหราชอาณาจักร ลำดับที่ 3 เนเธอร์แลนด์ ลำดับที่ 4 แคนาดา รวมถึง สวีเดน ฝรั่งเศส สเปน ที่อยู่ลำดับ ต้นครึ่งหลังจากไทย ในลาตินอเมริกาเอง ประเทศที่มี นโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้านสา- ธารณสุขเป็นพิเศษคือ คิวบา ซึ่งเป็นประเทศที่มีความพร้อม และความก้าวหน้าทางการแพทย์สูงในระดับเยี่ยมของโลก โดยเฉพาะคิวบาซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาสาธารณสุขด้วยวิถี ของตนเอง มีโปรแกรมสุขภาพถ้วนหน้า ประชากรเข้าถึง

การรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นประเทศที่ สามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์ต่อปีจำนวนมาก และมีอุตสาหกรรมการผลิตยาดีและราคาถูกในระดับชั้นนำ ของโลก ทำให้อัตรายอดผู้ติดเชื้อที่ได้รับการรักษาจนหายขาด ของคิวบามีจำนวนสูงที่สุดในภูมิภาค

4. การเปิดรับชาวต่างประเทศ และการเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ลาตินอเมริกาเป็นภูมิภาคที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญของชาวต่างชาติจากยุโรป ไม่น้อยไปกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสถานที่และเทศกาลสำคัญหลายอย่าง อาทิ นครริโอ เดอจาเนโร ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวและ ชายหาดที่มีชื่อเสียง เปรู เป็นประเทศที่มีอารยธรรม อินเดียนโบราณ และสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างมาชูปิกชู เม็กซิโก เป็นแหล่งอารยธรรมอินเดียนโบราณอันยิ่งใหญ่ของ อเมริกากลาง รีสอร์ทขนาดใหญ่ตามชายหาดในหมู่เกาะ แคริบเบียน ดังเช่นเมืองตากอากาศในสาธารณรัฐโดมินิกัน และบาฮามาส รวมทั้งหลายประเทศก็ได้ใช้จุดที่ตั้งของ ตนเองเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ และทางเรือ อย่างเช่น ปานามา ดังนั้น การนำเข้าเชื้อไวรัสโคโรนา ไปยังลาตินอเมริกา จึงไม่ได้มาจากแหล่งเดียวในประเทศ ใดประเทศหนึ่งที่แพร่ขยายออกไป แต่หากเกิดจากการ เดินทางเข้าไปของชาวยุโรป หรือการเดินทางของคนท้องถิ่น ที่กลับมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปใต้ และ สหรัฐอเมริกา
การแพร่ระบาดจึงมีความรุนแรงที่เด่นชัดสำหรับประเทศ ที่พึ่งพาการเป็นศูนย์กลางการขนส่ง และการท่องเที่ยว หากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่ชัดเจนและทันท่วงที อาทิ การแพร่ระบาดในประเทศขนาดเล็กอย่าง สาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งอยูฝั่งขวาของเกาะฮิสปานิโอลา ในทะเล

แคริบเบียน ซึ่งรายได้หลักของประเทศมาจากอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว การนำเข้านักท่องเที่ยวจากยุโรปที่มีภาวะป่วย ติดเชื้อทำให้สาธารณรัฐโดมินิกันมียอดผู้ติดเชื้อสูงที่สุดใน บรรดาประเทศในหมู่เกาะทะเลแคริบเบียน และทำให้เฮติ เพื่อนบ้านชาติเดียวที่มีอาณาเขตติดต่อ และเป็นประเทศที่ มีความยากจนและด้อยพัฒนาที่สุดในลาตินอเมริกาต้อง ประกาศปิดกั้นพรมแดนก่อน (ปรากฏการณ์ที่ฝั่งคนจน ขอปิดกั้นฝั่งคนรวย) เฮติ ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากร ส่วนใหญ่ เป็นลูกหลานคนผิวดำที่อพยพจากแอฟริกา และใช้ภาษาฝรั่งเศส และได้รับการสนับสนุนจากองค์การ- อนามัยโลกอยู่เนื่องๆ จากสภาพแร้นแค้นและภัยพิบัติใหญ่ แผ่นดินไหว ขณะนี้ยังคงมีการแพร่ระบาดในอัตราที่ต่ำ แต่หากการแพร่ระบาดมากขึ้น โอกาสที่จะควบคุมและ รักษาคงเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนในกรณีของปานามา ซึ่งเป็น ประเทศศูนย์กลางการเชื่อมต่ออเมริกาเหนือ-ใต้ที่สำคัญทั้ง ทางเรือและอากาศ ก็อยู่ในสถานะประเทศที่มีอัตราการ แพร่ระบาด และการเสียชีวิตต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดใน อเมริกากลางและหมู่เกาะแคริบเบียน

5. ภูมิคุ้มกันของสังคม

ภูมิคุ้มกันของสังคม (resilience) กับภูมิต้านทานโรค (immunity) เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันแต่มีประสิทธิภาพ ในทางเดียวกัน สำหรับโรคเก่าแก่ที่มนุษย์มีประสบการณ์ มานานอย่างเช่น ไข้ทรพิษ อหิวาหตกโรค กาฬโรค วัณโรค การให้วัดซีน และการพัฒนาภูมิต้านทานตามธรรมชาติ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้การแพร่ระบาดของหลายโรคที่เคย รุนแรงในอดีตยุติหรือเบาบางไปมากแล้ว แต่สำหรับโรคอุบัติ ใหม่อย่างโควิด – 19 ที่ไม่มีประชากรชาติใดมีภูมิต้านทาน มาเดิม ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ การที่ประเทศ หนึ่งจะรอดได้ดีนั้น มีปัจจัยสำคัญหนึ่ง นั่นก็คือ ภูมิคุ้มกัน ในสังคม ภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมในประชาชน ผ่านมิติ ทั้งส่วนที่เป็นองค์ประกอบภายนอก เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ และการแบ่งสรรงบประมาณไปใช้ในทางสร้างสรรค์ โครงสร้าง พื้นฐานต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล และสถาบันวิจัย สถาบัน- การศึกษา อุปกรณ์การแพทย์ เวชภัณฑ์ ตลอดจน ข้อกฎหมาย และมาตรการแนวทางปฏิบัติอันเหมาะสม เป็นต้น และส่วนที่เป็นองค์ประกอบภายใน ก็คือ ความรู้ ความเชื่อในทางดี ความมีวินัย ความรู้รักสามัคคีในหมู่ ประชาชน ที่ทำให้เกิดความร่วมมือที่จะฝ่าฟันวิกฤตไปกับ

รัฐบาลในยามภัยมาเยือน สำหรับในประเด็นนี้ คงต้องชื่นชม 2 ประเทศ ประเทศแรกคือ คอสตาริกาในอเมริกากลาง และประเทศที่สอง คือ อุรุกวัยในอเมริกาใต้ ซึ่งทั้งคู่ เป็นประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิต รัฐบาลของสอง ประเทศได้สร้างสังคมให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และสังคม แห่งการอนุรักษ์มานาน (knowledge based society and environmental conservation) สำหรับคอสตาริกา เป็นประเทศที่ได้ผู้นำดีมาโดยตลอด รวมถึงคนปัจจุบัน นาย Carlos Alvarado Quesada ประธานาธิบดีหนุ่ม อายุเพียง 38 ปี ยังคงสานต่อนโยบายเคารพธรรมชาติ รัฐบาล- คอสตาริกาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่ ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ มีเป้าหมาย ที่จะนำประเทศไปสู่ zero emission ภายในปี ค.ศ. 2050 คอสตาริกาเป็นประเทศที่มีศูนย์วิจัยทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ ชั้นสูงและก้าวหน้า และแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติจำนวนมาก แม้ว่าตัวเลขด้านเศรษฐกิจ GDP จะยังไม่ได้จัดให้คอสตาริกา เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่การที่สังคมเป็นสังคมแห่ง การเรียนรู้ การใส่ใจสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ และมีแนว นโยบายเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าและพอเพียง ทำให้มาตรการ ที่รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนได้รับการยอมรับ และอานิสงส์ก็ต่อเนื่องมายังการควบคุมการแพร่ระบาดได้ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (ณ วันที่ 31 พฤษภาคม มีจำนวนผู้เสียชีวิต 10 คน ) และเป็นที่น่าเศร้าที่ รัฐบาลคอสตาริกาแจ้งว่ามีชาวคอสตาริกาเสียชีวิตในสหรัฐ- อเมริกาจากโควิด – 19 มากกว่าเสียชีวิตในประเทศตนเอง สำหรับอุรุกวัย การวางรากฐานประเทศโดยนาย Jose Mujica ประธานาธิบดีผู้ได้รับการบันทึกว่าเป็นผู้นำที่จน ที่สุดในโลก ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ช่วงปี 2553 – 2558 และยังได้รับความเคารพนับถือในฐานะพ่อของรัฐ มาจนถึงปัจจุบัน ได้วางรากฐานการบริหารเศรษฐกิจ ที่โปร่งใสให้กับประเทศ และทำให้อุรุกวัยเป็นสังคมของ พลเมืองดี ประธานาธิบดีได้เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิต อย่างเรียบง่าย และมุ่งพัฒนาประเทศจนมีเสถียรภาพ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการวิจัยพัฒนาต่างๆ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งนี้ มาตรการของรัฐบาล ได้รับการตอบรับอย่างดี และประชาชนก็พร้อมเพรียง กันปฏิบัติตามและรับฟังข่าวสารพร้อมกับให้ความร่วมมือ

เมื่อย้อนพินิจมาถึงจุดนี้ จะเห็นได้ว่า คำว่าภูมิคุ้มกัน (resilience) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในสังคมโลก ปัจจุบันที่ตัวชี้วัดแบบตะวันตกมักมองข้าม จนทำให้หลาย

ประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังสอบตกในการแก้ไขปัญหาการ แพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับมวลมนุษย- ชาติ ในยุคที่เราคิดว่าไม่มีอะไรจะเอาชนะสติปัญญาของ มนุษย์ที่คิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวล้ำไปมากแล้ว ยอดตัวเลขที่วิ่งขึ้นแต่ละวัน ในแต่ละประเทศนั้น ไม่ได้ เป็นเพียงสถิติเชิงปริมาณ แต่มีความหมายถึงชีวิตของ ปัจเจกชนที่มีชีวิตเกี่ยวข้องกับผู้อื่น และยึดโยงกับความสุข ทุกข์ของผู้คนในสังคมโดยรวม

ในฐานะคนไทย เราคงคุ้นเคยกับคำว่าภูมิคุ้มกัน มาระยะ หนึ่งแล้ว เพราะเมื่อรวมกับความพอประมาณ และความมี เหตุผล นั่นก็คือ 3 คุณสมบัติของหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงที่พระผู้สถิตอยู่บนฟ้า ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้กับพวกเราชาวไทย โดยต้องอาศัยเงื่อนไข ประกอบอีก 2 ประการ คือ ความรู้และคุณธรรม ดังนั้น คงถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยเองจะหันมาใส่ใจวัดการพัฒนา ประเทศกันที่แก่นความเจริญที่แท้จริง และจริงๆแล้ว คงมี นัยสัมพันธ์ไม่น้อยที่การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคอุบัติ ใหม่ที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในไทย เป็นส่วนหนึ่งของ คุณสมบัติที่พวกเราคนไทยได้ถูกปลูกฝังไว้ในตัว เช่นเดียวกับ ประเทศที่มีบุญบางประเทศในลาตินอเมริกา ที่ประชาชน รู้จักอดกลั้น แบ่งปัน และร่วมมือกันฝ่าเผชิญกับสถานการณ์ วิกฤตจนผ่านพ้นไปได้ด้วยดีพร้อมกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *