แม้ว่าไวรัสโคโรน่า SARS-COV 2 และโรคโควิด – 19 จะไม่ใช่โรคร้ายชนิดแรกที่ได้คร่าชีวิตคนจำนวนมาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่โรคระบาดส่งผลกระทบไปทุกประเทศทั่วโลกและมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของทุกคนในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์คิดว่าความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ตนเองสรรค์สร้างขึ้น จะสามารถเอาชนะอุปสรรคนานัปการได้ไม่ยาก แต่ในความเป็นจริง ประเทศยิ่งพัฒนามาก ยิ่งโดนจัดหนัก และ ณ ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกอย่างไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้อย่างเห็นผล โดยเฉพาะ พวกประเทศที่อยู่ภายใต้รัฐบาล สายเอาเศรษฐกิจมาก่อนและไม่มีมาตรการ Lock down ที่เข้มงวด

ข้อแนะนำหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อลดการระบาดและป้องกันตัวเองจากไวรัสร้ายนี้ คือ การหลีกเลี่ยง การอยู่ในที่สาธารณะและการพบปะรวมกลุ่มกับคนจำนวนมาก แน่นอนว่าข้อปฏิบัตินี้ประกอบกับมาตรการ Lock down ต่างๆ ที่กำหนดโดยภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมทางสังคมหลายอย่างไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็น การประชุมในที่ทำงาน การเข้าชั้นเรียน การร่วมชมการแสดง และคอนเสิร์ตต่างๆ

แม้ว่าการปฏิบัติตัวที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองจากไวรัสคือการหยุดการพบปะปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่ในทาง ปฏิบัติก็ทำได้ยาก เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อไม่สามารถพบปะกันได้ จึงมีการนำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ มาใช้เพื่อให้กิจกรรมสังคมต่างๆ ดำเนินต่อไปได้ไม่มากก็น้อย เทคโนโลยีการสื่อสารที่มีบทบาทเชื่อมโยงสังคมในช่วง การระบาดของโควิด-19 มีดังนี้

เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานทางไกลและการทำงานจากที่บ้าน

เทคโนโลยีที่สำคัญ เช่น เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (Virtual Private Network: VPN) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย จากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ระบบ voice over internet protocols (VoIPs) หรือการสื่อสารด้วย เสียงผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ระบบการประชุมทางไกล (virtual meetings) เช่น การประชุมผ่านระบบ Zoom หรือ WebEx เทคโนโลยี Cloud และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้เกิดการทำงานเป็นทีม

แม้ว่าในช่วงต้น หลายคนจะประสบปัญหาต่างๆ ในการทำงานจากบ้าน แต่เมื่อทุกคนได้เรียนรู้และคุ้นเคย กับระบบเทคโนโลยีแล้ว พบว่า การทำงานจากบ้านมีประโยชน์หลายประการ

  • พนักงานสามารถทำงานในสิ่งแวดล้อมและเวลาที่เหมาะสมกับตนเองและรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละ บุคคล ทำให้สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ ทำงานได้เร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลง แม้ว่าหลายคน จะค้านว่า สิ่งแวดล้อมที่บ้านไม่เหมาะสมกับการทำงานเพราะมีสิ่งรบกวนหลายรูปแบบ แต่งานวิจัยหนึ่งจาก University of Illinois พบว่า เมื่อได้โอกาสให้ทำงานอยู่ที่บ้าน พนักงานมีความตั้งใจทำงาน มากกว่าเดิมเพื่อแสดงให้นายจ้างเห็นว่าพวกเขาสามารถทำงานจากที่บ้านด้วยตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
  • นอกจากประสิทธิภาพการทำงานที่มากขึ้นของพนักงานแล้ว บริษัทยังสามารถลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าดูแลอาคารสำนักงาน ค่าจ้างพนักงานบางตำแหน่ง ฯลฯ นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถดึงดูดและจ้าง พนักงานที่มีความสามารถเป็นที่ต้องการของบริษัทแม้ว่าเขาจะอยู่ในรัฐหรือเมืองอื่น หรือจ้างพนักงานที่ อาศัยอยู่ในเมืองที่มีค่าครองชีพต่ำกว่าด้วยอัตราจ้างที่น้อยลงได้
  • ผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยงานวิจัยพบว่า พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านมีความเครียดต่ำกว่าและ สามารถรับประทานอาหารที่มีคุณภาพดีกว่า อีกทั้ง การลดการเดินทางช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นเนื่องจาก จำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานพาหนะมีจำนวนน้อยลง

ระบบการเรียนทางไกล

โรงเรียนจำนวนมากเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นระบบทางไกลซึ่งสถานการณ์เช่นนี้อาจจะยืดเยื้อไปถึง ปีหน้า ดังนั้น ระบบการเรียนการสอนทางไกลกลายเป็นสิ่งที่ทั้งผู้สอนและผู้เรียนต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับ สถานการณ์ จากสถิติพบว่า ทั่วโลกมีนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียนถึง 1.38 พันล้านคน

เทคโนโลยีสำคัญที่สนับสนุนการเรียนทางไกลไม่ต่างจาก เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงานจากบ้าน เช่น ระบบการ ประชุมทางไกล เพื่อให้ผู้สอนสามารถสื่อสารกับผู้เรียนได้ หรือการประชุมหารือ ระหว่างนักเรียน ระบบ Cloud เพื่อรับ-ส่งแบบเรียนและการบ้าน บางโรงเรียนได้มีการนำเอาเทคโนโลยีอื่นๆ มาใช้ ตัวอย่างหนึ่งคือ ระบบ Virtual Reality (VR) ที่ผู้ใช้อุปกรณ์สามารถเห็นภาพในแบบ 3 มิติ ระบบนี้เหมาะสมกับการเรียนที่นักเรียนควรจะได้ เห็นวัตถุจริง เช่น การเรียนการสอนเกี่ยวกับโลก ดาวและอวกาศ หรือ การเรียนรู้ เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์และ การผ่าตัด หรือระบบการพิมพ์ 3 มิติ ที่นักเรียนสามารถเรียนรู้การออกแบบและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการผลิตชิ้นงาน

ความท้าทายของการเรียนทางไกลมีหลายประการ เช่น การเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ มากพอที่จะเรียนผ่านระบบดิจิตอลได้ ซึ่งในแต่ละประเทศ ก็มีความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างกัน เช่น นักเรียน 95% ของ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และออสเตรีย มีคอมพิวเตอร์ สามารถร่วมการเรียนผ่านระบบทางไกลได้ ในขณะที่นักเรียน ในอินโดนีเซียเพียง 34% ที่มีคอมพิวเตอร์ การควบคุมดูแล นักเรียนเด็กเล็กให้ใส่ใจในการเรียนทำได้ยาก และการเข้ามา มีบทบาทของบริษัทเอกชนในการเรียนการสอน

อย่างไรก็ตาม หากผู้บริหารประเทศหรือผู้รับผิดในการ วางแผนการศึกษาสามารถทำให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้ การเรียนทางไกลก็สามารถช่วยให้ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ตามความสนใจและ พฤติกรรมส่วนบุคคล อีกทั้ง ยังช่วยให้เกิดความเท่าเทียม ในการเรียนรู้ เพราะนักเรียนสามารถเข้าถึงแบบเรียนแบบ เดียวกันได้ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในเมืองหรือพื้นที่ห่างไกล

Telehealth การให้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

กิจกรรมหนึ่งที่ไม่สามารถหยุดหรือหลีกเลี่ยงได้ระหว่างการเกิดการระบาดของโควิด-19 คือการพบแพทย์เพื่อ รักษาโรคหรืออาการอื่นๆ เมื่อการเดินทางไปโรงพยาบาลอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ ระบบ Telehealth จึงกลายเป็นทางออกหนึ่ง ข้อมูลจากหลายงานวิจัยพบว่า จำนวนผู้ใช้ระบบ telehealth เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว ตั้งแต่มีการระบาดของโคโรนาไวรัส

เทคโนโลยีแบบสวมใส่หรือ wearable devices ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน อุณหภูมิร่างกาย ระดับออกซิเจน กิจกรรมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ภาพถ่ายจากอุปกรณ์ ฯลฯ อุปกรณ์ประเภท นี้มีหลายรูปแบบ เช่น นาฬิกาข้อมือ อุปกรณ์ที่ติดกับรองเท้า เสื้อผ้า ถุงมือ แว่นตา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์

ที่สามารถใช้ติดกับเครื่องใช้ในครัวเรือน อย่างโต๊ะ เก้าอี้ พรม หรือเบาะนั่งในรถยนต์ บริษัทผู้นำในตลาดอุปกรณ์ wearable devices อย่าง Apple และ Fitbit หรือบริษัทที่เพิ่งลงตลาดอย่าง Google ต่างก็เร่งพัฒนาประสิทธิภาพ ของอุปกรณ์เพื่อรับมือกับความต้องการที่มากขึ้น

Chatbot หรือโปรแกรมที่ช่วยตอบคำถามอัตโนมัติ ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถโต้ตอบในบทสนทนาได้ ไม่ว่าจะผ่านการพิมพ์หรือการใช้เสียงพูดคุย ซึ่งในปัจจุบัน Chatbot ไม่เพียงแต่สามารถตอบคำถามให้ข้อมูลได้ แต่ยังสามารถทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์และสามารถแสดงความเห็นใจ ให้กำลังใจ เพื่อให้คู่ สนทนารู้สึกดีขึ้นได้ Chatbot ได้เข้ามามีบทบาททางการแพทย์โดยเฉพาะการให้คำแนะนำและการจำแนก ประเภทผู้ป่วยในเบื้องต้นซึ่งช่วยลดภาระให้แก่ผู้ให้บริการทางการแพทย์เป็นอย่างมาก

ตัวอย่างการใช้ Chatbot ในช่วง COVID – 19 โรงพยาบาล Providence St. Joseph Health เมือง Seattle รัฐ Washington ได้ใช้ Chatbot ในการตรวจและติดตามผลผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสที่รักษาตัวอยู่ที่บ้าน ซึ่งปัจจุบันมี ผู้ป่วยกว่า 1 พันคนที่ใช้แอพพลิเคชั่นนี้ โดย Chatbot จะทักทายผู้ป่วยและสอบถามเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย ในแต่ละวัน ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับคำแนะนำหรือการรักษาได้รวดเร็วหากอาการแย่ลง

ความบันเทิงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์โลกเสมือน

อุปกรณ์โลกเสมือน หรือ Virtual reality (VR) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้อุปกรณ์ headset หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในการจำลองสภาพแวดล้อมจริงทั้งภาพ เสียง และสัมผัสต่างๆ ผู้ใช้ยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมนั้น เพื่อสร้างประสบการณ์เสมือนจริง เทคโนโลยีเสมือนจริงได้มีการพัฒนาและใช้ในหลายวงการและวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะเพื่อความบันเทิง เช่น เกมออนไลน์

เทคโนโลยีนี้ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มกิจกรรมและประสบการณ์จากกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ต้องระงับไปโดย สิ้นเชิงเนื่องจากวิกฤตการระบาดของโคโรนาไวรัส ไม่ว่าจะเป็นการจัดคอนเสิร์ต การท่องเที่ยว การชมกีฬา การเยี่ยม ชมพิพิธภัณฑ์ และสถานที่ต่างๆ

MelodyVR เป็นบริษัทที่จัดทำระบบ VR ให้กับคอนเสิร์ตให้กลับบริษัทต่างๆ เช่น Universal Music Group, Sony Music Entertainment และ Warner Music Group โดยผู้ฟังสามารถรับชมคอนเสิร์ตได้โดยใช้อุปกรณ์ 2 อย่างคือ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ Headset ผู้ฟังคอนเสิร์ตสามารถชมคอนเสิร์ตได้จากหลายมุมมอง ด้วยภาพ 3 มิติ และเคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าเวที ใกล้ชิดกับศิลปินบนเวที หรือชมการจัดแสดงต่างๆ ภายนอกหอแสดงคอนเสิร์ต

การท่องเที่ยวเชิงดิจิทัลก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชอบท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ แต่ไม่สามารถ ออกจากบ้านได้เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด Google ได้รวบรวมข้อมูลดิจิตอลของสถานที่และสถานบันต่างๆ กว่า 1,200 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะอย่าง Metropolitan Museum of Art, the Solomon R. Guggenheim Museum หรือ Amsterdam’s Van Gogh Museum

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเมื่อทุกอย่างไปเริ่มต้นที่บ้าน มันจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นไม่ว่า จะเด็กและผู้ใหญ่ การประชุมที่แยกพื้นที่กัน ทำให้การประชุมมีการดำเนินการตามวาระ และประเด็นได้เป็นลำดับ มากขึ้น ถกเถียงตอบโต้ในประเด็นนอกเรื่องน้อยลง ไม่มีคนนั่งคุยกันเองในขณะที่มี่คนพูด การประชุมที่ ต่างคนต่างอยู่ ทำให้คนมีจิตจดจ่ออยู่กับหน้าจอมากขึ้น และมุ่งไปยังเนื้อหาสาระแม้ว่าหลายคนอาจจะสวมใส่เสื้อผ้า ท่อนล่างไม่เรียบร้อย ส่วนในบรรดาเด็กๆ ก็ทำให้เด็กที่มีสมาธิ สามารถเรียนรู้ได้เต็มที่หากเขาสามารถจัดเวลาที่ เหมาะสมให้กับตนเอง ไม่โดนเพื่อนชัดนำให้ไขว่เขว หรือถูกกล่าวหาว่าเนิร์ด และสามารถค้นคว้าศึกษา ทุกสิ่งทุกอย่างได้จากหน้าจอตลอดเวลา ในมิตินี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนที่มีครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกัน อย่างชัดเจน ทั้ง work from home, study at home and eat home made food เพราะคงไม่มีเวลา ใดที่มนุษย์จะสามารถ “Make yourself at home” เท่ากับเวลาที่ “you are at home” แต่หากเป็นกลุ่มสาย ควบคุมวินัยตนเองไม่ได้ หรืออยู่ลำพังคนเดียว โอกาสที่จะเป็นโรคซึมเศร้า หรือฟุ้งซ่านขาดสมาธิก็เกิดได้เช่นกัน และอาจจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีอาการลักษณะนี้ หากมีการเก็บตัวนานเกินไป

แต่อย่างน้อยที่สุด การที่หลายองค์กร หลายหน่วยงาน สถาบันการศึกษา หันมาเริ่มใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในการ ให้บริการ การประชุม และการเป็นกลไกประสานกับคนในองค์กรมากขึ้น ก็จะเป็นอีกปรากฏการณ์ปรับตัวของ มนุษย์ต่อสภาวการณ์ โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ตนเองประดิษฐ์คิดค้นขึ้น สังเกตง่ายๆ ปัจจุบัน สังคมการทำงานก็คุ้นชิน กับการสั่งงานและประสานงาน ทาง Line Whatsapp Wechat ฯลฯ มาได้หลายปีแล้ว


ที่มา:
https://www.weforum.org/agenda/2020/04/10-technology-trends-coronavirus-covid19-pandemic-robotics-telehealth/
https://www.sodapdf.com/blog/video-conferencing-apps-virtual-meetings/
https://www.monster.com/career-advice/article/the-benefits-of-working-from-home
https://www.weforum.org/agenda/2020/04/coronavirus-education-global-covid19-online-digital-learning/
https://elearningindustry.com/educational-technology-trends-top-right-now
https://www.fiercehealthcare.com/tech/technology-experts-virtual-care-has-hit-a-turning-point
https://www.cnn.com/2020/02/27/tech/vr-live-music-intl/index.html
https://melodyvr.com/s
https://www.theartnewspaper.com/feature/on-coronavirus-lockdown-the-top-online-museum-and-art-tours

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *