ประเทศในลาตินอเมริกาได้ดำเนินการใช้มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแพร่ระบาด การตรวจ หาเชื้อ การรักษาผู้ป่วย ตลอดจนการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่มีทั้งลักษณะสากล และแบบอย่างเฉพาะตัว ซึ่งในช่วงต่อไปนี้จะขอนำมาตรการของประเทศหลักๆ ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด – 19 มาเล่าสู่กันฟัง โดยคัดเลือกมาตรการเด่นของประเทศดังๆ มาดังต่อไปนี้

  1. มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด

    มาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ของประเทศในลาตินอเมริกา ส่วนใหญ่ ได้ใช้แนวทางสากลทั่วไป ในการป้องกันเช่นเดียวกับประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วยการป้องกันภายในสังคมที่ใช้มาตรการกักตัวอยู่กับบ้าน และการรักษาระยะห่างทางสังคม การบังคับให้ใส่ หน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้าน มาตรการกักตัว กรณีตัวอย่าง รัฐบาลกลางของบราซิลแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย ในที่สาธารณะ และได้ออกเป็นระเบียบบังคับใช้ในบางรัฐ รวมถึง มาตรการการเว้นระยะห่าง โดยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2563 นาย Nelson Teich อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (17 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2563) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งแทน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขคนก่อน คือ นาย Luiz Mandetta ที่ถูกประธานาธิบดี Jair Bolosonoro ปลดออก จากตำแหน่ง เนื่องจากความขัดแย้งกันในหลายเรื่อง โดยนาย Teich ได้ประกาศนโยบายการเว้นระยะห่างมี หลายระดับ และการบังคับใช้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละพื้น โดยการสั่งปิดพื้นที่ หรือ lockdown นั้น จะเป็นมาตรการเว้นระยะ ห่างขั้นสูงสุด ซึ่งจะบังคับใช้ในพื้นที่ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวน ผู้ติดเชื้อสูงและระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับผู้ป่วย ได้หรือรองรับได้ต่ำ เช่น รัฐ Amazonas รัฐ São Paulo และรัฐ Rio de Janeiro การที่รัฐบาลกลางไม่สามารถกำหนด กติกาที่ตายตัวในการควบคุมโรค ก็เป็นผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การแพร่ระบาดยังคงกระจายอย่างต่อเนื่องในบราซิล หลังจากประกาศมาตรการได้ 10 วัน นาย Teich ก็ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขตามไปอีกคน และการแพร่ ระบาดในบราซิลก็มีความรุนแรงเพิ่มมากจนนำเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ ทั้งหมดในโลก

    เช่นเดียวกับชิลี ที่ใช้ระบบควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโควิด – 19 แบบ “Dynamic Quarantine” คือ ปิดสถานที่ และให้ประชาชนกักตัวอยู่ในที่พักอาศัยเฉพาะบางเขตแทนการกักตัว พร้อมกันทั่วประเทศ โดยเขตที่ให้มีการกักตัวจะพิจารณาจากปัจจัยทางด้านสาธารณสุขและสังคม เช่น (1) จำนวนผู้ติดเชื้อต่อประชากร (2) อัตราเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อ (3) ความหนาแน่นของประชากร ในเขต (4) จำนวนผู้สูงอายุ (บ้านคนชรา) และบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง (รร.อนุบาล สถานเลี้ยงเด็ก) และ (5) จำนวนและอัตราการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขภายในเขต และเมื่อสามารถควบคุมจำนวน ผู้ติดเชื้อได้ในระดับที่พอใจแล้ว ก็จะยกเลิกมาตรการกักตัวนี้ชั่วคราว หากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ก็จะใช้มาตรการกักตัวอีกครั้งสลับแต่ละเขตไป เพื่อควบคุมการระบาดในพื้นที่จำเป็น ซื้อเวลาให้ระบบ สาธารณสุขสามารถรองรับจำนวนผู้ป่วยได้ทันเวลา และลดผลกระทบทาง เศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจาก การสั่งปิดในคราวเดียวกันทั่วประเทศ อีกทั้ง ประชากรโดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงซันติอาโก กว่าร้อยละ 40 และเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ที่ติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 85 ในขณะที่บางพื้นที่ เช่น Atacama, Coquimbo และ O’Higgins มีประชาการเบาบางและจำนวนผู้ติดเชื้อไม่ถึงร้อยละ 1 รัฐบาลจึงไม่เห็น ความจำเป็นที่จะต้องประกาศมาตรการบังคับกักตัวทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ติดเชื้อของชิลียัง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนพฤษภาคม และอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเมื่อเทียบกับจำนวน ประชากรแล้ว อัตราผู้ติดเชื้อของชิลี/จำนวนประชากร ถือว่ามีจำนวนสูงที่สุดในลาตินอเมริกา เช่นเดียว กับเปรู (ราว 3,500 คน/ประชากร 1 ล้านคน) แต่เนื่องจากมีการแพทย์ที่มีความก้าวหน้า และการที่ รัฐบาลชิลีให้ความสำคัญในการตรวจหาเชื้อแบบเข้มข้น เพื่อหาผู้ติดเชื้อแต่เนิ่นๆ ทำให้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ มีอาการไม่รุนแรง จึงทำให้อัตราของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จึงยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างบราซิล เปรู และเอกวาดอร์ แม้ว่าจะยังมีปัญหาในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ในภาพรวมก็ตาม

    สำหรับประเทศขนาดใหญ่อีกประเทศหนึ่งในลาตินอเมริกา อย่างอาร์เจนตินา ที่มีแนวพรมแดนยาวเหยียดขนานกับชิลี มีการควบคุมการแพร่ระบาดที่ทำได้ดีกว่า รัฐบาลบังคับใช้มาตรการกักตัวอยู่กับบ้าน (Social, Preventive and Compulsory Isolation) ภายใต้กฤษฎีกาความจำเป็นและเร่งด่วนที่ 297/2020 (Decree 297/2020) ที่เข้มข้นกว่า และใช้ทั่วทั้งประเทศ ต่อเนื่องไปอย่างน้อยจนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 โดยในกรุงบัวโนสไอเรสและจังหวัดบัวโนสไอเรสให้คงมาตรการเฟส 3 ไว้ ส่วนในจังหวัด อื่นๆ ให้เข้าสู่มาตรการเฟส 4 ซึ่งจะมีการผ่อนผันให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น (ผ่อนปรนให้ประชาชนออกมาได้ร้อยละ 75) รวมถึง อนุญาตให้เด็กออกมานอกบ้านได้ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดพร้อมผู้ปกครอง และผู้ปกครอง ต้องพกบัตรประจำตัว ประชาชน หากบัตรประจำตัวประชาชนผู้ปกครองลงท้ายด้วยเลขคู่สามารถพาเด็ก ไปเดินได้ในวันคู่ ส่วนบัตรประจำตัวประชาชนที่ลงท้ายด้วยเลขคี่สามารถพาเด็กไป เดินได้ในวันคี่ และออกจากที่พักได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง ในระยะไม่เกิน 500 เมตร จากที่พัก และยังคงมีมาตรการปิดการเรียนการสอนในห้องเรียน เมื่อเทียบกับจำนวน ประชากรแล้ว อัตราผู้ติดเชื้อ/จำนวนประชากรของอาร์เจนตินามีเพียง 300 คน/ประชากร 1 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 45 ล้านคน แต่ก็เริ่มเพิ่มในอัตราที่รวด เร็วขึ้นเรื่อยๆ

    มาตรการห้ามการเดินทาง

    หลายประเทศในลาตินอเมริกา ได้ทยอยปิดสนามบิน นานาชาติ ยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะลาติน อเมริกาที่มีเส้นทางการบินเชื่อมต่อกับอเมริกาเหนือและ ยุโรปใต้ที่เป็นแหล่งระบาดใหญ่ รวมทั้ง ทยอยยกเลิกเที่ยว บนภายในประเทศ ยกเว้นเที่ยวบินขนส่ง และอุปกรณ์การ แพทย์และเที่ยวบินพิเศษที่ได้รับอนุญาต นอกจากนั้น มีการ ประกาศปิดพรมแดนทางบก และน้ำด้วย อาทิ อาร์เจนตินา ได้สั่งปิดพรมแดนทางบกที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 7 จังหวัด มีการควบคุมการเดินทางข้ามจังหวัดอย่างเข้มงวด โดยสามารถขออนุญาตเดินทางได้เป็นกรณีไป และอนุญาตให้ผู้ที่ตกค้างในจังหวัด และเมืองต่างๆ ในประเทศ ที่ได้กักกัน ตัวครบ 14 วัน สามารถขอใบ อนุญาตเดินทางกลับถิ่นพำนัก ได้โดยรถยนต์ส่วนตัวหรือ รถรับจ้างที่ได้รับอนุญาตได้เพียง 1 ครั้ง ตั้งแต่ 5 พฤษภาคม 2563 เพื่อไม่ให้ออกจากภูมิลำเนาไป ที่อื่นอีก รวมทั้งขอให้ประชาชน ดาวน์โหลด application ชื่อ CuidAR ของรัฐบาล ซึ่งจะให้ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องต่างๆ เกี่ยวกับมาตรการของรัฐบาล

    ในกรณีของ เปรูมีการควบคุมการแพร่ระบาด โดยสั่ง ปิดพรมแดนทุกช่องทาง รวมถึง ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออก จากบ้านระหว่างเวลา 16.00 – 4.00 น. สำหรับเมืองที่มี การแพร่ระบาดรุนแรง และระหว่างเวลา 20.00 – 4.00 น. สำหรับกรุงลิมา และเมืองอื่นๆ อีกทั้ง ขยายเวลามาตรการ ให้ทุกคนกักตัวอยู่ภายในบ้าน อนุญาตให้ออกนอกบ้านได้ เฉพาะที่จำเป็น เช่น ซื้ออาหาร ธนาคาร โดยออกไปได้ครั้งละ 1 คน/ครอบครัว ต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และ วันอาทิตย์ห้ามประชาชนออกจากบ้าน โดยเด็กที่มีอายุ ต่ำกว่า 14 ปี สามารถออกนอกบ้าน ได้เป็นเวลา 30 นาที โดยจะต้องอยู่ภายในระยะ 500 เมตร จากที่พักอาศัย ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม สวมหน้ากากอนามัย
    และจะต้องมีผู้ปกครองคอยดูแล โดยกฎระเบียบได้เริ่มใช้ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563

    ในส่วนของการผ่อนคลายการควบคุมที่รัฐบาลประเทศ ต่างๆ เริ่มนำมาใช้กัน สำหรับสถานการณ์ที่ผ่านจุดสูงสุด (peak) มาแล้ว เพื่อเร่งให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถกลับ มาดำเนินได้ตามปรกตินั้น กรณีของรัฐบาลเม็กซิโก จะมีการ จัดทำโซนไว้ในระบบฐานข้อมูลและสื่อสารกับประชาชน โดยใช้ระบบสีเป็นเครื่องหมายแสดงพื้นที่ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด หรือมีการผ่อนคลายมาตรการ จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 โดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ

• ระยะที่ 1 พื้นที่สีแดง – เมื่อมีระดับ ผู้เข้ารับการรักษาเนื่องจากติดเชื้อ โควิด – 19 ที่ร้อยละหรือมากกว่า ร้อยละ 65
• ระยะที่ 2 พื้นที่สีส้ม – เมื่อมีผู้ เข้ารับการรักษาพยาบาลลดต่ำ ลงน้อยกว่าร้อยละ 65
• ระยะที่ 3 พื้นที่สีเหลือง – เมื่อมี ผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลลดต่ำ ลงน้อยกว่าร้อยละ 50 โดยประชาชน จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสวนสาธารณะ และสถานที่สาธารณะอื่นๆ และประชาชน ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด – 19 ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ จะมีการผ่อนคลายมาตร- การกักตัวในที่พักอาศัย
• ระยะที่ 4 พื้นที่สีเขียว – การกลับเข้าสู่ความปกติใหม่ (New normal) เต็มรูปแบบ เมื่อมีจำนวนผู้เข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลลดลงอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน

  1. มาตรการการตรวจและรักษา

    การทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลก

    องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขึ้นบัญชีให้ Fiocruz Respiratory Virus and Measles Laboratory ของมูลนิธิ Oswaldo Cruz (Fiocruz) บราซิล เป็นอีกหนึ่งในห้องปฏิบัติ การวิจัยหลัก (reference laboratory) ในทวีปอเมริกา นอกเหนือจาก Center for Disease Control and Prevention (CDC) ของสหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่เป็นเครือข่าย ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในการรับมือกับการแพร่ ระบาดของโรคในทวีปอเมริกา โดย Fiocruz ทำหน้าที่ รับผิดชอบการตรวจหาเชื้อและอบรมสถาบันทางการแพทย์ ในบราซิลในการทำการตรวจหาเชื้อ รวมถึง รับตัวอย่างเชื้อ จากประเทศในภูมิภาคเพื่อนำมาทำ genetic sequencing ตรวจจับการกลายพันธุ์ของไวรัส และพัฒนาวัคซีนป้องกัน โรค โดยนักวิจัยจาก Fiocruz ได้บันทึกภาพช่วงเวลาที่เชื้อ โควิด – 19 แพร่เข้าสู่เซลล์เป็นครั้งแรก ทำให้สามารถสรุปได้ ว่า เชื้อสามารถขยายตัวในเซลล์ของเส้นเลือดได้ ซึ่งจะถูกใช้เป็นข้อมูลในการผลิตวัคซีน และยารักษาอาการติดเชื้อต่อไป

    มาตรการการตรวจเชื้อ

    ชุดตรวจโควิด-19 ของ ลาตินอเมริกา ที่ได้รับการ ยอมรับมาตรฐาน เป็นของ The National Institute of Science and Technology in Teranostics and Nanobiotechnology (INCT TeraNano) ของบราซิล ซึ่งสามารถตรวจหา เชื้อได้ภายใน 1 นาที โดยบราซิลมีนโยบายคล้ายกับ สหรัฐอเมริกา ที่เน้นให้ความสำคัญกับการตรวจเชื้อใน ประชากร โดยตั้งเป้าไว้ที่ 46 ล้านคน หรือร้อยละ 22 ของประชากรทั้งหมด ภายในปี 2563 โดยประเทศที่ทำการ ตรวจเชื้อไปแล้วเกิน 500,000 ราย ได้แก่ บราซิล เปรู เวเนซุเอลา และชิลี ตามลำดับ สำหรับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็น ประเทศที่มีสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ได้รับการสนับสนุน ชุดตรวจจากจีน และเป็นประเทศที่จำนวนการตรวจ/หัว- ประชากรสูงที่สุดในลาตินอเมริกา (3 ใน 100 คน) ในขณะที่ ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อในระดับที่ต่ำไม่ถึง 1,000 คน ซึ่งถือว่า เป็นสถานการณ์ที่ควบคุมได้ดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากสภาวะถดถอยจากเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ประชาชนลดการใช้จ่ายเงิน และการปฏิสัมพันธ์กันในสถานที่ต่างๆ โดยไม่จำเป็น

    มาตรการการรักษา

    กระทรวงสาธารณสุขอาร์เจนตินาแถลงว่าจะมีการรักษา โรคติดเชื้อโควิด – 19 โดยการใช้พลาสมาจากผู้ป่วยที่รักษา หายแล้วและบริจาคโลหิตให้แก่ธนาคารโลหิตทั่วประเทศ โดยการวิจัยผลิตพลาสมาดังกล่าว จะเป็นการร่วมมือระหว่าง สถาบันด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในอาร์เจนตินาทั้งหมด โดยมีมหาวิทยาลัยแห่งชาติ จังหวัด Cordoba เป็นศูนย์กลาง และร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆ ที่มีชื่อเสียง ของประเทศ เช่น ANLIS Malbran โรงพยาบาล Garrahan สถาบันจุลชีววิทยาและการแพทย์ปรสิตวิทยาของคณะ- แพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส สมาคมบำบัดผู้ป่วยโลหิตวิทยาและเซลล์บำบัดของอาร์เจนตินา สมาคมโรค- ติดเชื้อแห่งอาร์เจนตินา เป็นต้น

    ขณะเดียวกันกลุ่มเเพทย์ใน อาร์เจนตินากว่า 60 ราย ที่มี ประสบการณ์การทำงาน หลาก หลายจากต่างประเทศ ได้รวมตัว กันริเริ่มโครงการชื่อ CPC-19 (Convalescent Plasma COVID-19) เพื่อสกัดพลาสมาจากผู้ติดเชื้อ โควิด – 19 และนำไปใช้ประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยตั้งเเต่ วันที่ 29 มีนาคม 2563 เเละกำลังเตรียมการขอใบ อนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขอาร์เจนตินาในการ ดำเนินการเเละหาผู้บริจาค โดยนำประสบการณ์ของ อาร์เจนตินาในการรักษา Argentine Hemorrhagic Fever ซึ่งคาดว่า การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวจะทำให้อัตราการ เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด – 19 ลดลงเหลือร้อยละ 3

    ในส่วนของบราซิล Hemocentro de Brasília Foundation ประกาศว่าในเขตนครจะเริ่มการทดลอง รักษาผู้ติดเชื้อโควิด – 19 โดยการถ่ายโอนพลาสมาในเลือด ของผู้ติดเชื้อที่รักษาหายแล้วไปยังผู้ป่วยที่ยังติดเชื้ออยู่ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยจากการแพร่ระบาดของโรค Ebola และ H1N1 หลังจากที่มีรายงานว่า มีผู้ป่วย 3 รายที่รักษาหายจากการติดเชื้อด้วยวิธีการดังกล่าว

และได้มีการทดลองรักษาในรัฐ Rio de Janeiro และรัฐ São Paulo แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ สามารถยืนยันประสิทธิภาพในการรักษา นอกจากนั้น นักวิจัยยังพบนัยสัมพันธ์ ระหว่างผู้ที่มีการฉัดวัคซีนป้องกัน วัณโรค กับภูมิต้านทานที่ดีของการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ โควิด-19 รัฐบาลจึงสนับสนุนเงินทุน 6 แสนเฮอัล (หรือ ประมาณ 102,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ในการศึกษาวิจัย การใช้วัคซีน BCG ซึ่งเป็นวัคซีนรักษาวัณโรค เพื่อต้านเชื้อ โควิด – 19 รวมทั้ง มีการสกัดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และสาร โปรตีนออกจากเชื้อโควิด – 19 เพื่อพัฒนาในการผลิตวัคซีน ป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและเชื้อโควิด – 19 ใน ขณะเดียวกัน

สำหรับการใช้ยา chloroquine และ hydroxychloroquine ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด – 19 ซึ่งเป็นตัวยาที่ผู้นำสหรัฐ- อเมริกากล่าวชี้ชวน และผู้นำ บราซิลซึ่งมีความใกล้ชิดกันได้ เคยกล่าวสนับสนุนการใช้ตัวยา ทั้งสองตัวดังกล่าวในการรักษา ผู้ติดเชื้อโควิด – 19 The Federal Council of Medicine (CFM) ของ บราซิลเอง ได้ให้ความเห็นขณะนี้ยังไม่มี หลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่จะยืนยันถึงผลลัพธ์ของ การใช้ยา chloroquine และ hydroxychloroquine ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด – 19 ภายหลังจากการทดลอง ประสิทธิภาพของตัวยาดังกล่าว

ข้ามมายังคิวบา ประเทศสังคมนิยมในทะเลแคริบเบียน กลับกลายเป็นประเทศที่มีสัดส่วนของการรักษาผู้ติดเชื้อให้ หายขาดสูงสุดที่สุดลาตินอเมริกา คิวบาเป็นประเทศที่ให้ ความสำคัญกับนโบบายสุขภาพถ้วนหน้ามาโดยตลอด มีวิทยาลัยการแพทย์ที่ผลิตหมอได้ปีละ 12,000 คน มีอุตสาหกรรมการผลิตยาที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีความ ร่วมมือที่สำคัญกับบริษัทสยามไบโอไซเอนส์ของไทย ในการร่วมวิจัยและพัฒนายาราคาแพงให้มีใช้ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มยาชีวเภสัช (Biopharma)

กลุ่มวิสาหกิจ BioCubaFarma ของคิวบา มีการคิดค้นตัวยา 22 ประเภท ที่สามารถนำมาเป็นองค์ประกอบในการ รักษาโควิด-19 รวมกับการนำเข้ายาบางประเภทที่ได้รับ การสนับสนุนจากจีน เช่น การใช้ Interferon alfa 2B (IFNrec) ต่อต้านไวรัส และประสบความสำเร็จในประเทศจีน ปัจจุบันคิวบาเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ให้หายขาดในอัตราที่สูงสุดในลาตินอเมริกา และเหลือ ผู้ป่วยที่ยังต้องรักษา (active cases) เพียงราว 200 คน จากผู้ป่วยสะสมราว 2,000 คน

มาตรการต่อผู้ป่วยที่ปลอดเชื้อแล้ว

ชิลีมีแนวการดำเนินการสำหรับผู้ป่วย ที่ไม่มีเชื้อแล้วอย่างน่าสนใจ โดยเริ่ม ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2563 รัฐบาลชิลีได้ออกบัตร Discharged Card ให้แก่ผู้ติดเชื้อโควิดที่รักษา หายแล้ว และ/หรือครบกำหนด กักตัว 14 หรือ 21 วันตาม แต่กรณี พร้อมทั้งมีผลตรวจที่ แสดงให้เห็นว่าหายจากเชื้อโควิด มีภูมิคุ้มกันเพียงพอและไม่เป็น พาหะแพร่เชื้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐบาลชิลี เรียกบัตรประจำตัวนี้ว่า Immunity Passport เพื่อยืนยันว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวมีภูมิคุ้มกันเชื้อโควิด โดยอธิบายว่า ตามข้อมูลการศึกษาวิจัย มีความเป็นไปได้สูง ว่า ผู้ที่หายจากการติดเชื้อแล้วจะพัฒนาภูมิคุ้มกันร่างกาย ต่อเชื้อโควิดและจะไม่กลับมาติดเชื้อซ้ำหรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ได้อีก อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวถูกวิจารณ์ทั้งจาก Medical College ของชิลี และองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ออกมาเตือนว่า ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่า ผู้ที่ติดเชื้อโควิด แล้วจะไม่กลับมาติดโรคซ้ำ หรือจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ ไวรัสนี้หรือไม่ เป็นเวลานานเท่าใด รัฐบาลชิลีจึงเปลี่ยนท่าที และเปลี่ยนชื่อเรียกบัตรประจำตัวนี้เป็น Discharged Card โดยเน้นว่าเป็นบัตรยืนยันบุคคลดังกล่าวปลอดโรคแล้ว โดยจะเป็นบัตรที่ออกให้สำหรับผู้ที่ออกจากโรงพยาบาลหรือรักษาโรคหายแล้วเท่านั้น เพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถ กลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติได้

3. มาตรการการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ตามที่เราทราบกันดีว่าประเทศในลาตินอเมริกา เป็นกลุ่มประเทศที่มีความผันผวนทางเศรษฐกิจสูง บาง ประเทศที่เคยมีสถานะทางเศรษฐกิจเทียบเท่ากับประเทศ พัฒนาแล้วอย่างอาร์เจนตินา หรือประเทศที่มีทรัพยากร น้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกอย่างเวเนซุเอลา ก็ประสบ ปัญหาทางเศรษฐกิจใหญ่หลวงมาแล้ว สำหรับอาร์เจนตินา เอง คราวนี้ แม้จะเพิ่งผิดนัดชำระหนี้ IMF ไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 จำนวน 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่รัฐบาลก็พยายามออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ และ SMEs ได้แก่ (1) ชะลอหรือลดการ จ่ายเงินสมทบของนายจ้างใน “ระบบ ประกันสังคมแบบบูรณาการของ อาร์เจนตินา” โดยให้ส่วนลดสูงสุด ร้อยละ 95 (2) รัฐบาลจ่าย “เงินเดือนเสริม” ให้แก่ลูกจ้าง ภาคเอกชนที่ถูกกฎหมาย (formal registered workers) เทียบเท่ากับจำนวนร้อยละ 50 ของเงินเดือนสุทธิของลูกจ้าง สำหรับเดือน ก.พ. 2563 (3) ปล่อย สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 สำหรับ ผู้ประกอบการอิสระ (self-employed) และ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยจำกัดจำนวนสินเชื่อสูงสุด 150,000 เปโซ (หรือประมาณ 2,215 ดอลลาร์สหรัฐฯ) (จ่ายให้เป็นงวด งวดละเดือน ติดต่อกัน 3 เดือน) (4) เพิ่มเงินสวัสดิการว่างงาน โดยขั้นต่ำสุดจำนวน 6,000 เปโซ และสูงสุด 10,000 เปโซ ทั้งนี้ หัวหน้าคณะรัฐมนตรีมีอำนาจ จัดสรรผลประโยชน์ รวมทั้งปรับแก้รายละเอียดต่างๆ ในมาตรการดังกล่าว จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 โดยมีข้อยกเว้นให้กับกิจกรรม บริษัท และผู้ประกอบการ อิสระ ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการ Total Quarantine จะสามารถรับผลประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวจนถึงเดือน ตุลาคม 2563 ถึงแม้ว่า Total Quarantine อาจได้ ถูกยกเลิกก่อนเวลานั้น ในส่วนของกระทรวงพัฒนาสังคม เพิ่มงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชน สำหรับโครงการ ช่วยเหลือด้านอาหาร ในจำนวน 4,000 ล้านเปโซ (หรือประมาณ 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ให้กับหน่วยงาน เทศบาลและจังหวัดต่างๆ ดำเนินการจัดสรรเพื่อช่วยเหลือ ประชาชนต่อไป รวมทั้ง มีมาตรการผ่อนปรนอนุญาต ให้ร้านค้าต่างๆ กลับมาดำเนินธุรกิจได้ในเมืองหลวง และให้ประชาชนสามารถออกไปใช้บริการได้ตามเลขท้ายของประจำตัวประชาชน และต้องแสดงบัตรเมื่อเข้าร้านค้า โดยผู้ที่มีประจำตัวประชาชนลงท้ายด้วยเลขคู่ สามารถเข้า ร้านได้ในวันคู่ และผู้ที่มีประจำตัวประชาชนลงท้ายด้วยเลขคี่ สามารถเข้าร้านได้ในวันคี่ และไม่อนุญาตให้มีผู้ติดตาม ยกเว้น กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ที่ไม่มีผู้ปกครองดูแลที่บ้าน และต้องมีพื้นที่ให้ลูกค้าอย่างน้อย 15 ตรม./คน และแนะนำ ให้ชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด

ลองมามองมาตรการของเพื่อนบ้าน อีกฟากมหาสมุทรอย่างชิลี ที่มี จำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 6 เท่า รัฐบาลประธานาธิบดี Sebastian Piñera ประกาศแผนสั่งการให้ สังคมกลับคืนสู่สภาวะปกติ ในรูปแบบใหม่ (new normal) อย่างค่อยเป็นค่อยไป และเตรียม มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อ เศรษฐกิจ โดยเสนอร่างกฎหมาย ห้ามปลดลูกจ้าง และพยุงรายได้ของลูกจ้างที่ ไม่สามารถมาทำงาน/ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ โดยใช้เงินจากกองทุนประกันการว่างงานของลูกจ้าง อีกทั้งมี การผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง ในกรณีทำงาน จากบ้านให้ได้รับสิทธิและความคุ้มครองเช่นเดียวกับการ ทำงานจากที่ทำงาน รัฐบาลชิลีจัดสรรงบประมาณจำนวน 11,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อ (1) ส่งเสริมระบบ สาธารณสุข (2) พยุงรายได้ของประชากร และ (3) พยุง การจ้างงาน และช่วยเหลือ SMEs นอกจากนี้ รัฐบาล จัดตั้งโครงการ COVID-Bonus มอบทุนทรัพย์ 50,000 เปโซ (หรือประมาณ 14,465 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ให้แก่ครอบครัว ที่พึ่งพารายได้จากการจ้างงาน ประมาณ 2.8 ล้านคน แม้ว่า ชิลีจะเป็นประเทศที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ และศักยภาพ ด้านสาธารณสุขเป็นทุนเดิม เมื่อเทียบกับประเทศ อื่นในลาตินอเมริกา แต่สิ่งที่รัฐบาลชิลี ยังคงกังวลก็คือการลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มิเช่นนั้น การทำให้สังคม กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบปรกติก็จะล่าช้าต่อไป และกลายเป็น ภาระหนักของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

ในส่วนของรัฐบาลเปรู ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักอีกประเทศ ได้มี การออกกฤษฎีกาที่กำหนดให้มีการเปิดเศรษฐกิจใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไปใน 4 ระยะ แต่ละระยะมีเวลา 1 เดือน โดยระยะแรกเริ่มในเดือน พฤษภาคม 2563 ทั้งนี้ ร้านอาหารยังคงเปิดให้บริการเพียงรับอาหารที่ร้าน หรือบริการส่งถึงบ้าน และอาจจะเริ่มพิจารณาผ่อนปรนบางภาคส่วนธุรกิจต่อไป ในวันที่ 29 เมษายน 2563 สภาคองเกรสของเปรูได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้ที่ทำงานและได้ ลงทุนในกองทุนสะสมเงินเพื่อวัยเกษียณ (private retirement funds) สามารถถอนเงินจากกองทุนได้สูงสุดถึงร้อยละ 25 จากกองทุนโดยไม่เสีย ค่าปรับ เปรูจัดสรรเงินช่วยเหลือประชาชน จำนวน 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินช่วยเหลือนี้จะจัดสรรเพื่อบรรเทาทุกข์ส่วนต่างๆ เช่น โครงการ Reactiva Perú เพื่อช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ธุรกิจขนาดเล็ก – ใหญ่ เพื่อจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานหรือชำระเงินค่าสินค้า เงินชดเชยสำหรับ ผู้ที่ว่างงานในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยลูกจ้างที่เคยได้รับเงินเดือน 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ/เดือน มีสิทธิ์ได้รับ เงินประมาณ 225 ดอลลาร์สหรัฐฯ/เดือนโดยตรงจากรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 มีบริษัทกว่า 7,000 แห่ง ได้ยื่นขอใช้สิทธิ์นี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มอบเงินบรรเทาทุกข์ให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำประมาณ 4 ล้าน ครอบครัว ในจำนวนใกล้เคียงกับที่รัฐบาลไทยช่วยเหลือเยียวยาผู้มีรายได้น้อย

ประเทศสุดท้ายที่น่าสนใจ ในประเด็นการเยียวยาทางเศรษฐกิจ ก็คือ เอกวาดอร์ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ตกระกำลำบากจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ มากที่สุด เมื่อมองในภาพรวมทั้งขนาดของประเทศ จำนวนประชากร และ สถานะทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเอกวาดอร์ พยายามกระเสือกกระสนช่วย ประชาชนของตนตามอัตภาพ มีมาตรการมอบเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ จำนวน 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับครอบครัวที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ใช้อยู่ เพราะจากความล้มเหลวในนโยบาย ทางการเงิน ได้ยกเลิกสกุลเงินของตัวเองแล้วใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงไม่มี ความเป็นอิสระในการใช้นโยบายการเงินของตัวเอง ยกเว้นนโยบายการคลัง และนโยบายการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น และรายได้หลักได้เคยได้จาก การส่งออกน้ำมันดิบ ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบตก ทำให้เอกวาดอร์ไม่มีเงินที่จะ ใช้แก้ปัญหาโรคระบาดนี้ได้โดยลำพัง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินแก่เอกวาดอร์จำนวน 643 ล้านดอลลาร์- สหรัฐฯ เพื่อใช้รับมือกับการระบาดของโรค รวมทั้งชักชวนนานาประเทศให้ร่วม ช่วยเหลือเอกวาดอร์เพิ่มขึ้นด้วย


ที่มา:

Coronavirus in Peru- the latest updates

https://g1.globo.com/bemestar/coronavirus/noticia/2020/03/20/casos-de-coronavirus-no-brasil-em-20-de-marco.ghtml

Mexico City plans gradual reopening; some industries can resume June 1

Cuba has medicines for thousands of possible cases of COVID-19

https://theconversation.com/deaths-and-desperation-mount-in-ecuador-epicenter-of-coronavirus-pandemic-in-latin-america-137015

https://www.as-coa.org/articles/where-coronavirus-latin-america

https://www.bbc.com/thai/international-52352803

https://www.gob.pe/8949-verificar-si-puedo-acceder-a-reactiva-peru

Guedes diz que governo negocia R$ 10 bi para combate ao coronavírus: “há espaço para medidas emergenciais”

Mexico and the Coronavirus Covid‑19 (Updated)

https://www.pionline.com/pension-funds/peru-permit-withdrawals-private-pensions

https://www.worldpoliticsreview.com/articles/28708/will-vizcarra-s-strong-response-be-enough-for-peru-to-weather-covid-19

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงซันติอาโก https://www.facebook.com/Royal-Thai-Embassy-in-Santiago-Chile-181891758528336

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย https://www.facebook.com/thaiembbrasilia/

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบัวโนสไอเรส https://www.facebook.com/rtebsas/

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก https://www.facebook.com/thaiembmex

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา https://www.facebook.com/thaiembassylima/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *