แม้ว่าจะเป็นช่วงก่อนที่มนุษย์จะได้รู้จักกับไวรัสโคโรนา เทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้ ถูกมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ แทนที่มนุษย์ด้วยเหตุผลหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะ หุ่นยนต์สามารถทำงานได้แม่นยำกว่า ทำงานได้ต่อเนื่องไม่เหน็ดเหนื่อย หรือเพราะ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการใช้แรงงานมนุษย์ เมื่อเข้ามาสู่ยุคที่มนุษย์กำลังถูกคุกคาม ด้วยไวรัสร้าย เทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะพวกมันสามารถ ทำงานหลายอย่างแทนที่มนุษย์ที่ถูกจำกัดให้อยู่แต่ภายในบ้านได้ เช่น หุ่นยนต์ทำ ความสะอาดพื้นในห้างสรรพสินค้า หุ่นยนต์คัดแยกขยะ หุ่นยนต์ส่งของ เป็นต้น

จากการเก็บขอมูลของมหาวิทยาลัย Texas A&M University และ Center for Robot-Assisted Search and Rescue โดยใช้ข้อมูลจากรายงานในสื่อและ social media และพบข้อมูลจาก 19 ประเทศ พบว่า ใน 19 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี รัสเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง หรือประเทศกำลังพัฒนาที่มีความก้าวหน้าในด้านหุ่นยนต์อย่าง จีน เกาหลีใต้ และ ไทย ได้มีการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ตามตารางต่อไปนี้

16 ประเทศ ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ เช่น การใช้โดรนและอุปกรณ์ภาคพื้นดินในการตรวจตราพฤติกรรมของประชาชน การทำความ สะอาดสถานที่สาธารณะต่างๆ การระบุหาตัว ผู้ติดเชื้อ ฯลฯ

7 ประเทศ มีการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในการให้บริการทางการแพทย์ เช่น การทำความสะอาด สถานที่ให้บริการทางการแพทย์ การให้บริการทางการแพทย์ทางไกล การจ่ายยาและส่งอาหาร ให้ผู้ป่วย ฯลฯ

7 ประเทศ ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อการทำงาน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และโครงสร้าง พื้นฐาน เช่น การใช้หุ่นยนต์ในการจัดส่งของ เพื่อการติดต่อสื่อสาร และการค้าขายในระบบดิจิตอล

5 ประเทศ มีการหุ่นยนต์ในห้องทดลองและห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) เช่น การจัดส่ง สินค้าในโรงงานและบริษัทผู้จำหน่าย การขนส่งอุปกรณ์ติดเชื้อ หุ่นยนต์ในการผลิตอุปกรณ์ PPE ฯลฯ

3 ประเทศ ใช้หุ่นยนต์ในการให้การดูแลผู้ป่วยนอกสถานพยาบาล เช่น การจัดส่งยาให้แก่ผู้ ที่อยู่ระหว่างการกักตัวดูอาการ และการตรวจสอบหาผู้ติดเชื้อ ฯลฯ

ผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจในการนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ในช่วงวิกฤตการระบาดของโคโรนาไวรัส ไว้ดังนี้

  • หุ่นยนต์ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์แต่มาเป็นผู้ช่วย แม้ว่าหุ่นยนต์จะมีบทบาทมากขึ้นในช่วง COVID-19 แต่ผู้เชี่ยวชาญพบว่า หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในการทำภารกิจที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การจัดส่งยา อาหาร และการให้ความช่วยเหลือใน เบื้องต้นแก่ผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในสถานพยาบาล ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์สามารถรับมือกับโรคระบาดและ จำนวนผู้ป่วยที่สูงมากขึ้นได้
  • เทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ถูกใช้งานในช่วงวิกฤตมักเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วก่อนการระบาด ในช่วงที่การระบาดมีความรุนแรง ยอดผู้ป่วยสูงขึ้นมาก ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับผิดชอบในส่วนต่างๆ ไม่มีเวลาที่จะมาเรียนรู้และฝึกหัดการใช้ เทคโนโลยีใหม่ ดังนั้น เทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็นเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่แล้ว ผู้ใช้เคยผ่านการเรียนรู้และใช้งานมาบ้างแล้ว เช่น การประยุกต์ใช้โดรนที่เคยถูกใช้เพื่อการเกษตรกรรมมาใช้ในการตรวจตระเวนดูพฤติกรรมของผู้คนในที่สาธารณะ
  • การกักตุนหุ่นยนต์ไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต หลายคนได้ มีการกักตุนอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เช่น หน้ากาก ถุงมือ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การกักตุนหุ่นยนต์ที่ถูกออกมาเพื่อ ภารกิจในภาวะฉุกเฉินกลับไม่เป็นประโยชน์ เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในมีอายุ การใช้งานและเสื่อมอายุตามกาลเวลา ตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ ระหว่างภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟูกูชิมะ Japanese Atomic Energy Agency ได้นำหุ่นยนต์ที่เก็บไว้มาใช้แทนที่เจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์ แต่ระบบของหุ่นยนต์กลับล้าสมัยและเกิดสนิม ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ตามที่คาดการณ์ไว้

สำหรับประเทศไทยเราเอง หุ่นยนต์ที่มีการผลิตออกมาจากหน่วยงานองค์กร ทั้งของภาครัฐและเอกชนก็มีหลากหลาย โดยเฉพาะหุ่นวัดอุณหภูมิร่างกาย ที่ไม่ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาประชิดตัวคนไข้เอง อาทิ โรบอตสวัสดี เฮลตี้บอต โรบอตสยาม สเต็มบอต ฯลฯ บางตัวนี่ มาพร้อมเสียงเพลง ดังวิบวับ วิบวับ ให้คนไข้ผ่อนคลายด้วย และนี่ก็เป็นอีกปัจจัย ที่ทำให้สาธารณสุขของไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก


ที่มา:

  • https://www.smithsonianmag.com/innovation/how-robots-are-on-front-lines-battle-against-covid-19-180974720/
  • R. Murphy, V. Gandudi, Texas A&M; J. Adams, Center for Robot-Assisted Search and Rescue, CC BY-ND

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *