นอกเหนือจากเทคนิคการแยกสารแบบโครมาโทกราฟี (Chromatography) ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น ยังมีอีกเทคนิคที่ถูกใช้ในการแยกสารเคมี มีชื่อว่า คะพิลลารีอิเล็กโทรโฟเรซีส (Capillary Electrophoresis: CE) เป็นการแยกสารโดยอาศัยสนามไฟฟ้า

Electrophoresis หมายถึง การเคลื่อนที่ของอนุภาคที่มีประจุที่อยู่ในรูปของสารละลายหรือแขวนลอย อยู่ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ (อิเล็กโทรไลต์ คือ สารที่สามารถแตกตัวเป็นไอออนอิสระเมื่อละลายน้ำ หรือหลอมเหลว ทำให้สามารถนำไฟฟ้าได้) เมื่อมีไฟฟ้าวิ่งผ่าน ประจุบวกในสารละลาย หรือแคตไอออน (cation) จะวิ่งไปที่ขั้วแคโทดซึ่งเป็นขั้วลบ ส่วนประจุลบในสารละลายแอนไออน (anion) จะไปที่ขั้วแอโนดซึ่งเป็นขั้วบวก ส่วนอนุภาคที่เป็นกลางจะไม่วิ่งเข้าสู่ขั้วใดเลย

ในอดีต electrophoresis มักจะทําบนแผ่นกระดาษ ซึ่งต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์นาน เพราะจะต้อง ใช้ศักย์ไฟฟ้าตํ่าเพื่อป้องกันความร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าใช้ศักย์ไฟฟ้าสูงจะรบกวนความคมชัดของแถบ (band) ที่ได้ นอกจากนั้นแล้วแถบที่แยกออกมาต้องนํามาทําให้เกิดสี แต่ในปัจจุบัน capillary electrophoresis (CE) จะสามารถระบายความร้อนที่เกิดขึ้นออกทางหลอดรูเล็กได้ หลักการของ CE เกี่ยวข้องกับการให้ศักย์ไฟฟ้า สูงตั้งแต่ 10 ถึง 30 กิโลโวลต์ แก่หลอดรูเล็ก (capillary tube) ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 25 ถึง 100 ไมโครเมตร บรรจุด้วยสารละลายอิเล็กโทรไลต์ โดยที่ปลายทั้ง 2 ข้างของหลอดรูเล็กจะจุ่มอยู่ในภาชนะบรรจุ สารละลายอิเล็กโทรไลต์ เมื่อมีการให้ศักย์ไฟฟ้าจะทําให้ไอออนในตัวอย่างวิ่งไปที่ขั้วไฟฟ้า แต่ละขั้ว ตัววัดสัญญาณส่วนใหญ่เป็นแบบยูวี ซึ่งให้รูปแบบการตอบสนองเป็นสัญญาณต่อเวลา เรียกว่า electropherogram ส่วนการไหลของอิเล็กโทรไลต์ไปตามหลอดรูเล็กนี้เป็นไป ตามรูปแบบ electroendosmotic flow หรือ EOF ซึ่งทําให้เวลาในการวิเคราะห์ลดลง ตัวอย่างการทดสอบด้วย CE เช่น การแยกกรดอะมิโน โปรตีน และ กรดนิวคลีอิก ให้บริสุทธิ์ การหาปริมาณสารกำจัดวัชพืช การตรวจสอบชิ้นส่วน ของดีเอ็นเอใน polymerase chain reaction (PCR)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *