จีน มังกรป่วย ฟื้นทะยาน

ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศแรกที่พบการระบาดของ COVID-19 ในช่วงปลายปี 2562 และมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากมาจากถึงกลางเดือนมีนาคม 2563 การระบาดที่เริ่มต้น จากจีน ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์ ระบบสาธารณสุข และรสนิยม การบริโภคของจีน พร้อมทั้งสื่อบางสำนัก ยังมีการตอกย้ำว่าจีนเป็น The Real Sick Man of Asia มีรายงานเรื่องการถูกทำร้ายและการรังเกียจคนผิวเหลืองในประเทศตะวันตกหลายครั้ง แต่ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 ยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในจีนเริ่มลดน้อยลงจนหลายๆ ประเทศเริ่มหันมาสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปในจีน ว่าจีนทำได้อย่างไร

ด้วยรูปแบบการปกครองของจีน ทำให้ประเทศสามารถบังคับใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการ รับมือกับการระบาดของโรคได้ จากรายงานฉบับหนึ่งของ World Health Organization (WHO) เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศ 13 คน ซึ่งได้ร่วมเดินทางไปดูงาน ณ จีน เพื่อศึกษาการดำเนินการต่างๆ เพื่อรับมือกับการระบาดของ COVID-19 พวกเขาพบว่า เจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบในด้านต่างๆ มีความชัดเจนและมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับ สถานการณ์ของประเทศ แนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ และการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการต่างๆ “ทุกคนรู้หน้าที่ของตน” ผู้รายงานท่านหนึ่งกล่าว

ในส่วนของประชาชน รัฐบาลมีมาตรการปิดเมืองในวงกว้าง โดยมาตรการดังกล่าวมีผลต่อ ประชากรกว่า 50 ล้านคน มีการสอดส่องผู้กระทำผิดและลงโทษเด็ดขาด มีการนำเอาเทคโนโลยี มาใช้ เช่น เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของประชากรและผู้ติดเชื้อ ในรายงานกล่าวว่า “จีนได้แสดงให้เห็นการดำเนินการมาตรการรับมือกับโรคระบาดที่มีความมุ่งมั่น เด็ดขาด และรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์”

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนมีการลงทุนในระบบตรวจและรักษาโรค มีการสร้างโรงพยาบาล ขนาดใหญ่ และสถานคัดแยกผู้ป่วย สถานพยาบาล และระบบจัดการกับศพผู้เสียชีวิตเพื่อ รองรับกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ มีการเกณฑ์กำลังผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ให้ทุ่มกำลังสู้กับการระบาดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการปกครองในระดับมณฑล หรือจังหวัด ทำให้รัฐบาลกลางมีอำนาจในการสั่งการระดมสรรพกำลังบุคลากร จากจุดที่มีศักยภาพไปยังจุด ที่มีวิกฤตการณ์ได้อย่างรวดเร็ว มีการระดมแพทย์ พยาบาล ตำรวจ ทหาร จากมณฑลอื่นๆ ไปแก้วิกฤต ณ นครอู่ฮั่น จุดศูนย์กลางการระบาด ทำให้จีนสามารถระงับการระบาดของ COVID-19 ได้อย่างรวดเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง

ในมิติภาวะของผู้นำจีน ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อ เฉียง เป็นผู้นำที่มีความสุขุม มีการกล่าวปราศรัยที่ ปลุกกระแสความรักชาติ การรวมพลัง และการ ตั้งอยู่ในความสงบ เพื่อสยบความตระหนกของประชาชน และสร้างความสามัคคีของชนชาติจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีส่วนส่งผลให้ประเทศจีนแก้ปัญหาได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม จุดแข็งหนึ่งของจีน (ซึ่งอาจเรียกว่าจุดอ่อนหนึ่งในมุมมองของโลกตะวันตก) คือ การสื่อสารและให้ข้อมูลค่อนข้างถูกควบคุมโดยรัฐบาล ทำให้บางประเทศคิดว่าจีนมีการปิดบัง ข้อมูลและข้อมูลหลายอย่างมีความคลาดเคลื่อนจากสถานการณ์จริง

สหรัฐอเมริกา อินทรียโส ผู้เพลี้ยงพล้ำ

สหรัฐฯ ประเทศยักษ์คู่ปรับของจีน คงหนีไม่พ้นการถูกจับตามองว่าจะรับมือกับปัญหาการ ระบาดนี้อย่างไร แต่ดูเหมือนว่า ในขณะที่จีนเริ่มฟื้นตัวจาก COVID-19 แล้ว สหรัฐฯ กลับมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในแต่ละวัน โดยเฉพาะรัฐ New York, New Jersey, California, Washington และ Florida ซึ่งเป็นรัฐที่มีคนต่างชาติและนักท่องเที่ยวอยู่ จำนวนมาก

ส่วนหนึ่งมาจากการตื่นตัวที่เกิดขึ้นช้ากว่าที่ควรจะเป็น น่าจะเป็นเพราะในตอนแรก WHO ยังมองว่า COVID-19 ยังไม่มีความรุนแรงมากนัก ประกอบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มองว่า COVID-19 ไม่ต่างจากไข้หวัดซึ่งมีการระบาดและทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากใน ทุกปีอยู่แล้วในสหรัฐฯ จนกระทั่งยอดผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จึงทำให้หลายคนเริ่มเปลี่ยน ความคิด รวมทั้งตัวประธานาธิบดีเอง ที่เริ่มประกาศโยนความผิดให้กับ Chinese Virus และประกาศความหวังแบบแปลกๆ ไว้กับยาบางประเภทที่ไม่ตรงกับแนวทางรักษาที่ถูกต้องกับ การรักษาไวรัสนัก เช่น ยา Chloroquine ซึ่งเป็นยาแก้โรคมาลาเรีย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ในฐานะที่ได้ชื่อว่า มีระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดในโลก จากการ ประกาศผลการประเมินโดยมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกินส์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ก็พยายามแก้ไข และเร่งการศึกษาวิจัยพัฒนา แนวทางในการรักษาโรคนี้มากขึ้น พร้อมทั้งมีการ ระดมทรัพยากรเพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตในบางรัฐ โดยเฉพาะ นิวยอร์กและละแวกใกล้เคียง รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณในการศึกษาวิจัยวัคซีน การสร้างศูนย์ตรวจหาผู้ติดเชื้อ การว่าจ้างและ สร้างผลตอบแทนพิเศษให้แก่ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมถึง การลงทุนและ ขอความร่วมมือจากบริษัทเอกชนในการช่วยกันผลิตอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์ที่จำเป็น ทำเนียบขาวมีการประกาศขอความร่วมมือจากประชาชนในการงดการพบปะรวมกลุ่ม และ การเดินทางหากไม่มีความจำเป็น การสนับสนุนให้สถานที่ทำงาน มหาวิทยาลัย และโรงเรียน ต่างๆ ปรับเปลี่ยนการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกจากบ้าน อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก มลรัฐต่างๆ มีอำนาจปกครองอิสระ จึงทำให้รัฐต่างๆ สามารถบังคับใช้ มาตรการที่แตกต่างตามความเสี่ยงเฉพาะในแต่ละรัฐ เช่น การใช้มาตรการเคอร์ฟิว การใช้กองกำลังพิเศษในการตรวจตราควบคุมประชาชนให้อยู่ในกฎระเบียบ แต่การระดมกำลังผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรจากรัฐหนึ่งไปช่วยอีกรัฐหนึ่ง ยังคงมีจำกัดเนื่องจากรัฐบาลกลางไม่สามารถบังคับ รัฐบาลท้องถิ่นได้เบ็ดเสร็จแบบในจีน

แม้ว่าจำนวนยอดผู้ติดเชื้อจะยังสูงขึ้นในทุกวัน หลายฝ่ายเชื่อว่าจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นแสดง ให้เห็นศักยภาพในการตรวจหาผู้ติดเชื้อ ซึ่งยิ่งเจอผู้ติดเชื้อเร็วก็จะยิ่งช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องสามารถชะลอการระบาดของโรคได้เร็วยิ่งขึ้น

อิตาลี หมาป่าเฒ่า ผู้หายใจรวยริน

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน อาจนับได้ว่า อิตาลีเป็นประเทศที่ประสบกับสภาวะที่หนักหนา สาหัสจากปรากฏการณ์แพร่ระบาดครั้งนี้ที่สุด หลายคนกล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการ ระบาดรุนแรงของ COVID-19 ในอิตาลีจะเกิดจากวัฒนธรรมและพฤติกรรมของชาวอิตาเลียน ไม่ว่าจะเป็นการทักทายด้วยการกอดหอม การชอบเข้าสังคมและรักสนุก แต่ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้อิตาลีไม่สามารถรับมือกับการระบาดได้คือนโยบายของภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับความ รุนแรงของไวรัส โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา อิตาลีเน้นการตรวจหาผู้ติดเชื้อโดย พุ่งเป้าไปที่ ผู้ที่มีอาการรุนแรงแล้ว ซึ่งนโยบายนี้ทำให้ไม่มีการหยุดการระบาด เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ จะไม่แสดงอาการ กว่าที่ผู้ติดเชื้อจะได้รับการตรวจและรักษาพยาบาลก็มักจะมีอาการหนักแล้ว

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อิตาลีมีความลังเลในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ คือ ความกังวลใน สภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยก่อนหน้าการระบาด อิตาลีก็มีปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทั้งปัญหาด้านหนี้ระหว่างประเทศ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น รัฐบาลจึงเกรงว่าหากมีการ ประกาศสภาวะฉุกเฉินหรือปิดประเทศจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ลงไปอีก โดยเฉพาะรายได้จำนวนมากของอิตาลี มาจากการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค่าฟุ่มเฟือย ซึ่งในยามวิกฤตทางเศรษฐกิจ คำคม “กินไม่ได้แต่เท่ห์” ไม่สามารถทำให้สินค้าฟุ่มเฟือยของอิตาลี ขายได้ เท่ากับ “ขอกินได้ ไม่ต้องเท่ห์”

อิตาลีเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น โดยประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปนับเป็นร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งประชากรกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการติดโรคและเสียชีวิตจาก COVID-19 มากที่สุด แม้ว่าผู้สูงอายุใน อิตาลีจะพักอาศัยตามลำพัง แต่ลักษณะสังคมของอิตาเลียน สมาชิกครอบครัวยังมีความใกล้ชิด ผู้สูงอายุจะยังไปมาหาสู่กับลูกหลาน ทำให้พวกเขามีโอกาสได้รับ COVID-19 จากคนหนุ่ม สาวได้ง่าย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตของอิตาลีจึงเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว ขณะนี้อิตาลีประสบปัญหาการขาดแคลนสถานที่และอุปกรณ์ในการรักษาผู้ป่วยอย่างหนัก การให้บริการทางการแพทย์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย บุคลากรทางการ

แพทย์เริ่มมีการติดเชื้อและเสียชีวิต สภาพเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามประคับประคองไว้ก็ยิ่ง ตกต่ำลงอย่างฉุดไว้ไม่อยู่ อิตาลีจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ในวิกฤตโรคระบาด ความลังเล การขาดความเข้าใจในโรคระบาด การตระหนักถึงสภาวะวิกฤต ของทั้งภาครัฐและประชาชน ทำให้เกิดผลร้ายที่แก้ไขได้ยาก และในสภาพปัจจุบัน เห็นได้ชัดเจนว่า ในสภาวะการระบาด การแสวงหาความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่ง เพียงแต่มี รายงานข่าว จีนพยายามเข้าไปช่วยเหลือมิตรประเทศอย่างอิตาลี ซึ่งมีสายสัมพันธ์กันอย่างดี จากยุคเส้นทางสายไหม สู่ยุคสายแถบและเส้นทาง ตามประสาชาติพันธุ์ที่กินเส้นกันมาช้านาน

ประเทศไทย…ช้างน้อยที่ไม่ธรรมดา

ภาครัฐของไทยให้ความร่วมมือในการวางมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทางกระทรวงสาธารณสุขพบยาต้านไวรัสที่อาจจะใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อ ได้ อย่างไรก็ตามทางสภาเภสัชฯ และมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ได้ประกาศเตือนประชาชนว่าอย่าซื้อ ยารักษาโคโรนาไวรัสกินเองเนื่องจากอยู่ในระหว่างทดลองและเสี่ยงต่อการดื้อยา

ประเทศต้องเจอกับปัญหาด้านบริหารต่างๆ เช่น การเปิดรับและการกักตัวคนไทยจาก ต่างประเทศกลับไทย การแจกหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือให้กับประชาชน การให้ความ ช่วยเหลือแก่ประชาชนที่กำลังเดือดร้อน รวมถึง มาตรการการควบคุมการเดินทางและ กิจกรรมต่างๆ ของประชาชน ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะ แต่เจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบได้ปรับปรุงและสร้างความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ตึงเครียดที่ทั่วโลกต่างหวาดกลัวเชื้อโคโรนาไวรัส แต่หากมองในการจัดการ ในภาพรวมของไทยแล้ว ไทยก็ได้รับการชื่นชมจากนานาชาติ ในการจัดการควบคุมเชื้อไวรัส อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อพิสูจน์หนึ่งคือ ไทยสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยจากไวรัส ให้มีจำนวนน้อยลงๆ ในแต่ละวัน (ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ เชื่อแล้วก็อย่าประมาท)

ที่มา:

  • ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านวิจัยและวิชาการ วช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
  • https://www.theguardian.com/world/ng-interactive/2020/mar/24/COVID-19-map-how-covid-19-is-spreading-across-the-world
  • https://www.sciencemag.org/news/2020/03/china-s-aggressive-measures-have-slowed-COVID-19-they-may-not-work-other-countries
  • https://www.nytimes.com/interactive/2020/us/COVID-19-us-cases.html
  • https://www.aljazeera.com/news/2020/03/emergencies-closures-states-handling-COVID-19-200317213356419.html
  • https://www.aljazeera.com/news/2020/03/italy-COVID-19-fatality-rate-high-200323114405536.html

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *