ที่มา: https://www.enago.com/academy/impact-of-bayh-dole-act-on-scientific-research/ https://itif.org/publications/2019/03/04/bayh-dole-acts-vital-importance-us-life-sciences-innovation-system

หลายคนกล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่อิสระจากอิทธิพลของมนุษย์ การค้นพบต่างๆ เป็นการค้นพบความเป็นจริง ในธรรมชาติ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นเองไม่มีใครสามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในช่วงหลังสงคราม โลกครั้งที่ 2 เริ่มเห็นว่าแรงผลักดันหลายอย่างจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของผู้นำประเทศ นโยบายและกฎหมาย รวมถึง ความสนใจส่วนบุคคล ล้วนมีผมไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือการจำกัดให้เกิดการค้นพบวิทยาศาสตร์และการพัฒนาของ เทคโนโลยี เช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การวิจัยด้านฟิสิกส์และเคมีมีการพัฒนาอย่างมาก ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือ รัฐบาลใน หลายๆ ประเทศทุ่มลงทุนและกระตุ้นให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาอาวุธสงครามเพื่อที่นำไปต่อกรกับประเทศศัตรูสงคราม และมีการนำ เอาอุดมการณ์รักชาติมาใช้โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างชาติ

ตัวอย่างที่เราสามารถเห็นได้ในปัจจุบันคือ ผลจากการออกกฎหมาย Bayh-Dole Act (ซึ่งเกิดจากการผลักดันของ Birch Bayh และ Bob Dole วุฒิสภาจากทั้งฝั่ง Democrat และ Republican ในปี ค.ศ. 1980) ที่มีต่อการวิจัยวิทยาศาสตร์และ พัฒนาเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

หลายคนกล่าวว่า วิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่อิสระจากอิทธิพล ของมนุษย์ การค้นพบต่างๆ เป็น การค้นพบความเป็นจริง ใน ธรรมชาติ ความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์เกิดขึ้นเองไม่มีใคร สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในช่วงหลังสงคราม โลกครั้งที่ 2 เริ่มเห็นว่าแรงผลัก ดันหลายอย่างจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของผู้นำประเทศ นโยบายและกฎหมาย รวมถึง ความสนใจส่วนบุคคล ล้วนมีผมไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน หรือการจำกัดให้เกิดการค้นพบวิทยาศาสตร์และการ พัฒนาของ เทคโนโลยี เช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การวิจัยด้านฟิสิกส์และเคมีมีการพัฒนาอย่างมาก ปัจจัย สำคัญหนึ่งคือ รัฐบาลในหลายๆ ประเทศทุ่มลงทุนและ กระตุ้นให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาอาวุธสงครามเพื่อที่นำไปต่อกรกับประเทศศัตรูสงคราม และมีการนำเอาอุดมการณ์ รักชาติมาใช้โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็น เครื่องมือสร้างชาติ

โดยก่อนปี 1980 การถ่ายทอด เทคโนโลยีที่เกิดจากการสนับสนุนของรัฐบาลในมหาวิทยาลัยและ หน่วยงานวิจัยต่างๆ ในสหรัฐฯ เกิดขึ้นอย่างล้าช้า เนื่องจากการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาห-กรรมจะต้องผ่านการพิจารณา และอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของ ประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทใด หรือส่วนบุคคลใด ส่งผลให้ การเติบโตของเทคโนโลยีเกิดขึ้นได้ยาก หลายฝ่ายเริ่ม วิจารณ์ว่า อเมริกาจะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังในยุค อุตสาหกรรมหากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่จะมีกฎหมาย Bayh-Dole Act รัฐบาลเป็นผู้ ครอบครองสิทธิบัตรงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก รัฐบาลทั้งหมด กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้ มหาวิทยาลัย ธุรกิจขนาดเล็ก และหน่วยงานวิจัยที่ไม่แสวงผลกำไรสามารถมีสิทธิในงานวิจัยได้แม้ว่าโครงการวิจัยนั้นจะสนับ- สนุนโดยรัฐบาล สามารถนำผลงานวิจัยไปต่อยอด หรือขาย ให้แก่ภาคเอกชนได้ ผู้สนับสนุน Bayh-Dole Act เชื่อว่า กฎหมายนี้ช่วยลดอุปสรรค์ในการนำเอางานวิจัยไปใช้ทาง พาณิชย์ สนับสนุนให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาค อุตสาหกรรม การเกิดบริษัทเอกชน และ Start-up

ผลที่ตามมา
มหาวิทยาลัยตอบรับและใช้ข้อกฎหมายใหม่ให้เป็น ประโยชน์อย่างรวดเร็ว ตัวชี้วัดหนึ่งคือรายได้จากการ สิทธิบัตรงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 7.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 1981 เป็น 3.4 พันล้านในปี 2008

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายกล่าวว่า Bayh- Dole Act จะทำให้การวิจัยในภาคอุดมศึกษาจะมุ่งเน้นไปที่ การวิจัยประยุกต์มากกว่าการวิจัยพื้นฐาน นอกจากนี้ กฎหมายนี้จะทำให้การวิจัยจากที่เคยเป็นสิ่งที่เปิดเผยแบ่งกันปันกัน เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ กลายเป็นข้อมูลที่ต้องปิดบังเนื่องจากมีผลประโยชน์ทางพาณิชย์เข้ามา เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ประชาชนผู้เสียภาษีจำนวนมาก ให้ความ เห็นว่าพวกเขาไม่ได้รับประโยชน์ใดจากกฎหมายฉบับนี้ นอกจากจะรอซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยเมื่อออกสู่ ตลาดเท่านั้น แม้ว่า กฎหมาย Bayh-Dole Act จะยังเป็น ที่ถกเถียงกัน แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มีการบังคับใช้มาแล้ว เกือบ 40 ปี

ผลของกฎหมาย Bayh-Dole Act ต่อการวิจัยวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะการวิจัยยา

แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็มีหลักฐาน หลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงผลบวกที่ Bayh-Dole Act มีต่องานวิจัยวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 1975 – 1980 บริษัทยาในยุโรปสามารถผลิตยาใหม่ได้มากกว่า สหรัฐฯ เกินสองเท่าตัว (ยุโรปผลิตได้ 149 ตัว ขณะที่ สหรัฐฯ ผลิตได้ 66 ตัวยา) หลังจากกฎหมาย Bayh-Dole Act มีผลบังคับใช้ สถิติในช่วงปี 2010 – 2019 พบว่า สหรัฐฯ ค้นพบยาชนิดใหม่นับเป็น 60% ของโลก

การขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดยาโลกของ สหรัฐฯ มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากความ พยายามเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่น การ เพิ่มงบประมาณลงทุนการวิจัย การลดหย่อน ทางภาษีให้แก่บริษัทยา และการแก้ไข กฎหมายต่างๆ เพื่อสนับสนุนการวิจัยในภาค การศึกษาและเอกชน ซึ่ง Bayh-Dole Act เป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญนั้น

นอกจากการกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและ การถ่ายทอดงานวิจัยไปใช้เชิงพาณิชย์แล้ว Bayh-Dole Act ยังช่วยให้มหาวิทยาลัยมี ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่น มากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน การปรับเพิ่มค่าจ้าง ฯลฯ

ที่มา: https://blog.innovation.pitt.edu/bayh-dole

ประเทศไทยเราเองก็กำลังเดินหน้าออก พรบ. ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับ Bayh-Dole Act แต่มาถึงปัจจุบันก็ยังไม่ผ่าน การอนุมัติและบังคับใช้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างและการบริหารของภาครัฐและเอกชนไทยยังไม่มีการเชื่อมโยงกันอย่าง สมบูรณ์ อีกทั้ง ผลตอบแทนที่ได้จากภาครัฐและเอกชนยังมีความเหลื่อมล้ำกัน ทำให้บางฝ่ายยังมีความต้องการที่จะปกป้องและ แบ่งเส้นผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดภายในภาครัฐให้เป็นของรัฐต่อไป ซึ่งก็คงจะทำให้ความฝันที่จะก้าวไปเป็น ไทยแลนด์-ดินแดน 4.0 ก็ยังคงดำเนินไปแบบเพลงไทยเดิม เอิง เอิง เอิง เอย ช้าๆ ฮ้าไห้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *