วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้และการศึกษาเกี่ยวกับ ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ตั้งแต่ สิ่งใกล้ตัวเล็กจิ๋วอย่างอะตอมหรืออะมีบา ไปจนถึง จุดที่อยู่ไกลที่สุดที่มนุษย์สามารถใช้เครื่องมือตรวจ จับได้อย่างกาแล็กซี่ MACS0647-JD ในปัจจุบัน คงจะไม่มีใครค้านว่าวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาเป็นส่วน หนึ่งของชีวิตเรา องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถูก นำมาใช้และพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ไม่ว่า จะเป็นอาหาร ยารักษาโรค เสื้อผ้า เชื้อเพลิง พาหนะ นโยบายสาธารณะ และนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจ ระดับประเทศ ฯลฯ

การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ แบ่งย่อยออกเป็น

  • “วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” หรือสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
  • “วิทยาศาสตร์ประยุกต์” หรือสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ที่นำความรู้จากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติไปใช้ ในเชิงปฏิบัติ

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ถูกแบ่งออกเป็น 5 สาขาใหญ่ๆ คือ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา โลกศาสตร์ และอวกาศศาสตร์ ในอดีต เมื่อพูดถึงวิทยาศาสตร์ เรามักจะมองว่าวิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ศึกษาและค้นพบความจริง หรือ สัจธรรมของโลก วิทยาศาสตร์เป็นอิสระจากความต้องการ ความเห็น และความรู้สึกของมนุษย์ วิทยาศาสตร์กับสังคม มีความเป็นปรวิสัย (objectivity) มีคำตอบสัจธรรมที่ตายตัว เป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงกับอัตวิสัย (subjectivity) ที่อาศัยความคิดเห็นของปัจเจกบุคคล

แต่เมื่อเรามองความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของแต่ละประเทศ กลับพบว่ามีความเหลื่อมล้ำ แตกต่างกันไม่มากก็น้อย แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าวิทยาศาสตร์ จะได้รับการยอมรับว่าเป็นศาสตร์และเครื่องมือสำคัญใน การขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาโลก แต่วิทยาศาสตร์โดยลำพังก็ไม่สามารถดำเนินไปได้ด้วยตนเอง แต่หากต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ความก้าวหน้า การค้นพบ และพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ใน แต่ละประเทศไม่เท่าเทียมกันเนื่องจากรัฐบาลในแต่ละ ประเทศให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแตก ต่างกัน ในมิติที่หลากหลาย เช่น วิทยาศาสตร์ในมิติการ ทหาร มิติพัฒนาสังคม และมิติด้านกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งผู้อ่านจะได้เห็นมิติดังกล่าวของวิทยาศาสตร์ในบทต่อๆ ไปในวิทย์ปริทัศน์ฉบับนี้

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคม

เมื่อเรามองย้อนไปในหลายๆ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เราจะพบว่า วิทยาศาสตร์กับสังคมมนุษย์นั้นมีความสัมพันธ์ที่ ซับซ้อน เช่น การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการสังเกต สัญชาตญาณ ของนักวิทยาศาสตร์ และแรงจูงใจส่วนตัว เช่น ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ชื่อเสียง และเงินทอง นอกจากนั้น การชี้นำและการสนับสนุนของ รัฐบาลที่เป็นองค์กรทางการเมือง และศาสนา ก็มีส่วนสำคัญ การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย หากขัดแย้งกับการ เมืองและศาสนา ก็อาจทำให้พวกเขาตกที่นั่งลำบากได้เช่นกัน ความซับซ้อนทางสังคมจึงมีผลต่อการค้นพบและพัฒนาทาง วทน. ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

นั่นจึงทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งเกิดความสนใจที่จะศึกษาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้ ตัวอย่างหนึ่งของความพยายามนี้ คือการ เกิดขึ้นของสาขาการศึกษาที่เรียกว่า Science and Technology Studies (STS) ซึ่งเป็นหลักสูตรพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1960 – 1970 หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมหาวิทยาลัย ชั้นนำในยุโรปและสหรัฐฯ เช่น The University of Edinburgh, University of California-Berkeley, และ Cornell University

สาขาย่อยภายใต้ STS มุ่งสนใจศึกษาแง่มุมต่างๆ ของวิทยาศาสตร์ เช่น

Economics of Science หรือระบบเศรษฐศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ สาขานี้ศึกษาพฤติกรรมของนักวิทยาศาสตร์ ระบบองค์กรและการตลาด ของวิทยาศาสตร์ เช่น ผลของการจดสิทธิบัตร งานวิจัยที่มีต่อการเติบโต ของการวิจัยวิทยาศาสตร์ การแลกเปลี่ยน citation เพื่อสร้างชื่อเสียง ให้แก่กัน ฯลฯ

Economics of Scientific Knowledge หรือการวิเคราะห์การพัฒนาองค์ความรู้ เชิงวิทยาศาสตร์ เกณฑ์การวัดผลที่เกิดจากการวิจัยวิทยาศาสตร์ การร่วมตีพิมพ์งานวิจัย ผ่านมุมมองทาง เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ

Science History ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น นโยบายชาติในอดีต การลงทุนในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างสงครามโลก การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสร้างอำนาจปกครองในยุคสร้างอานานิคม ฯลฯ

Science Philosophy การนำเอาแนวคิดทางปรัชญามาใช้เพื่อทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ เช่น อิทธิพลของปัจจัยทางสังคมในการวิจัยวิทยาศาสตร์ (Social Constructivism) Positivism/Postpositivism และ ลัทธิพ้นมนุษย์ (Transhumanism) ฯลฯ

Science Sociology มุ่งเน้นศึกษาวิทยาศาสตร์ผ่านมุมมองทางสังคมศาสตร์ เช่น ทฤษฎี Actor-Network Theory (ทฤษฎีที่ศึกษาปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบ เครือข่ายระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ระบบ โครงสร้างพื้นฐาน) ทฤษฎี Social Construction of Technology (การศึกษาผลของปัจจัยทางสังคมในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลของ เทคโนโลยีที่ มีต่อระบบสังคมและพฤติกรรมมนุษย์) ฯลฯ

Science Studies การศึกษาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การปฏิวัติของทฤษฎี ทางวิทยาศาสตร์ (การเปลี่ยนแปลงจากทฤษฎีเดิมสู่ทฤษฎีใหม่ที่ล้มล้างความเชื่อเดิม) วิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience) ฯลฯ

Technology Studies การศึกษาที่มุ่งไปที่เทคโนโลยี เช่น การศึกษาอำนาจที่เกิดจาก การใช้เทคโนโลยี (Technocracy) พฤติกรรมการรับและการใช้เทคโนโลยี ผลของเทคโนโลยี ใหม่ที่มีต่อพฤติกรรมและระบบประสาทของมนุษย์ ฯลฯ

Science Policy การศึกษาเชิงนโยบาย เช่น การนำเอาวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือ ทางการเมือง (Politicization of Science) หลักจริยธรรมในการวิจัย การวัดผลลัพธ์จากการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ฯลฯ

สาขาการศึกษานี้ แม้ว่าจะเป็นสาขาที่ยังใหม่นักเมื่อเปรียบเทียบ กับสาขาอื่นๆ และได้รับการโจมตีจากนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก เนื่องจากแนวคิดหลายๆ อย่างภายใต้สาขาวิชานี้กระทบต่อความ ศรัทธาที่มีต่อวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม หลายเหตุการณ์ในประวัติ- ศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์กับสังคมมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และไม่สามารถแยกขาดได้กับสังคม และสังคมที่เป็นสังคมของ การเรียนรู้ (learning society) ก็จะเป็นสังคมที่เปิดโอกาสให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าและรวดเร็วกว่า

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยและหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีในสหรัฐฯ และยุโรปให้ความสนใจกับสาขาวิชานี้มากขึ้น นักวิชาการหลายคนได้กล่าวไว้ “Scientists need to get out of the Ivory Tower” นั่นคือ นักวิทยาศาสตร์ควรจะออกมาจากหอคอยงาช้าง และให้ความสำคัญกับปัจจัยทางสังคมและมนุษย์ เพื่อให้เราสามารถ พัฒนาวิทยาศาสตร์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติให้มากที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *