การวิจัยวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่แม้ว่าจะเกิดขึ้นในห้องทดลอง แต่การวิจัยบางอย่างมีความสัมพันธ์กับปัจจัย ทางสังคมอย่างใกล้ชิด หากเพียงแต่คำถึงถึงสิ่งที่อยู่ในหลอดทดลอง หรือตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ งานวิจัยก็อาจจะไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์เมื่อนำไปใช้จริงนอกห้องทดลอง การวิจัยมะเร็งเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่การวิจัยไม่สามารถจบสมบูรณ์ได้ภายในห้องสี่เหลี่ยม แต่ต้องมีการคำนึงถึงอีกหลายๆ ปัจจัยภายนอกห้องทดลอง

Edward Trimble ผู้บริหารของ the Center for Global Health at the National Cancer Institute (NCI) ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาได้มีส่วนในการริเริ่มและ ดำเนินความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างประเทศที่มีเป้า หมายในการรับมือกับการเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งกว่า 15 โครงการ และพบว่าร้อยละ 60 ของมะเร็งในโลกเกิดขึ้นใน ประเทศที่กำลังพัฒนา และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 70 ในอีกสองทศวรรษข้างหน้า อย่างไรก็ตาม หลายๆ ประเทศที่กำลังประสบปัญหากลับไม่มีความ สามารถในการแบกรับภาระในการรักษาและการดูแล ประชากรที่เจ็บป่วยจากโรคมะเร็งได้ “นี่คือเหตุผลว่าเรา ต้องทำความเข้าใจความแตกต่างในการเกิดและการรักษา โรคมะเร็งในประเทศต่างๆ และประชากรกลุ่มต่างๆ เราต้องมีการแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาความสามารถใน การวิจัย ค้นหาวิธีการป้องกัน การรักษา และ การบรรเทา อาการโรคมะเร็งให้เร็วที่สุด และอุปสรรคหนึ่งที่เราจะต้อง ก้าวข้ามคือ ความแตกต่างของวัฒนธรรม” Trimble กล่าว

จากประสบการณ์ของ Trimble วัฒนธรรมมีอิทธิพล ต่อการวิจัยและการมีส่วนร่วมในการวิจัยมะเร็งในหลาย ระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับ ชุมชน ระดับระบบการแพทย์ท้องถิ่น และระดับชาติ ข้อได้เปรียบหนึ่งของนักวิจัยชาวอเมริกันคือ สังคมอเมริกัน เป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอยู่แล้ว ทำให้พวกเขามีประสบการณ์ในการปฏิสัมพันธ์กับคนจาก หลากหลายวัฒนธรรม

ตัวอย่างหนึ่งของความแตกต่างทางวัฒนธรรมใน การวิจัย คือ การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและ ความเป็นส่วนบุคคลของผู้ป่วย ในบางประเทศ เช่น นักวิจัย ในสหรัฐฯ จะต้องจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลจำนวนมาก ในการขออนุมัติจากหน่วยงานระดับชาติที่ควบคุมดูแลใน การทำการวิจัย ซึ่งต้องใช้เวลามาก ในขณะที่บางประเทศ เช่น ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งให้ความสำคัญกับความเร็ว ในการเริ่มดำเนินการวิจัย แม้ว่าฝรั่งเศสจะให้ความสำคัญ

กับความปลอดภัยของผู้ป่วยไม่แพ้กัน แต่ฝรั่งเศสก็คำนึงถึง ความต้องการในการค้นพบและพัฒนาวิทยาศาสตร์ในการป้องกันและรักษาโรคให้ทันต่อเหตุการณ์เช่นกัน เพื่อแก้ ปัญหาความล้าช้าในการทำเอกสาร The National Cancer Institute (NCI) ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการ ภายในเพื่อทำให้กระบวนการขออนุญาตต่างๆ สามารถ ทำได้อย่างรวดเร็ว

M. Daher ทำวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อและความรู้สึกส่วน บุคคลที่มีผลต่อการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง พบว่า ความเชื่อที่มีต่อความตาย ความกลัว ความเจ็บปวด การเสียศักยภาพในการดูแลตนเอง การสูญเสียการควบคุม และการถูกทอดทิ้ง มีผลต่อการรักษาโรคมะเร็ง ในงานวิจัย ของเขาพบว่าศาสนา และความสัมพันธ์ทางครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการรักษาโรค

ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อมั่นและศรัทธาในศาสนา สามารถส่งผลในทางบวกให้แก่ผู้ป่วย โดยผู้ป่วยที่มีความ ศรัทธาในศาสนาจะมีความเครียดน้อยกว่าและมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า มีผลกระทบหลังจากการผ่าตัดต่ำกว่า ฯลฯ ในทางกลับกัน ทัศนคติเชิงลบต่อศาสนา (เช่น พระเจ้ากำลังทอดทิ้งฉัน) จะมีผลต่อการทำงานของสมองในส่วนที่ รับความเจ็บปวด ทำให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ความเชื่อทางศาสนาสามารถนำมาใช้ให้เกิด ประโยชน์กับการรักษาโรคได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะ ศาสนาที่มีแนวปฏิบัติที่มีผลต่อความสงบทางจิต เช่น แนวทางการทำสมาธิของศาสนาพุทธ

ครอบครัว ในประเทศตะวันตก ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีสิทธิ ในการตัดสินใจต่างๆ ด้วยตนเอง ในขณะที่ประเทศฝั่ง ตะวันออกให้ความสำคัญกับคนอื่นๆ ในครอบครัว ผู้ป่วย โรคมะเร็งในประเทศตะวันออกส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ชีวิต อยู่กับครอบครัวแทนที่จะเข้าสถานให้บริการทางการแพทย์ต่างๆ ทำให้สมาชิกในครอบครัวต้องแบกรับภาระในการ ดูแลคนป่วย ต้องประสบกับความเจ็บปวดและความตาย อย่างใกล้ชิด ความเข้าใจในความสัมพันธ์ทางครอบครัว ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศมีความสำคัญต่อการรักษา โรคมะเร็ง โดยเฉพาะในประเทศที่มีกฎหมายด้านการุณยฆาต (Euthanasia) ก็ช่วยให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มา ปลิดชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการลาโลกโดยสมัครใจ และหลุดพ้นจากความเจ็บป่วย

จากงานวิจัย M. Daher ให้ข้อสรุปว่า

  • ในหลายประเทศทั่วโลกมีความเชื่อและตำนานที่มีผลต่อการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตามก็ยังมีโอกาสในการใช้ ความเชื่อในทางบวก หรือการเปลี่ยนแปลงแก้ไขความเชื่อที่ผิดให้ถูกต้องได้
  • ความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกัน การตรวจหา การรักษาและ การรอดชีวิตจากโรคมะเร็ง มีมากขึ้นในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากก็ยังกล่าวว่าไม่เคยรับทราบข้อมูลเหล่านี้
  • การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และแก้ไขความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับโรคมะเร็ง อดีตผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะ ผู้คนที่มีชื่อเสียง จะเป็นกุญแจสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
  • เมื่อประสบกับโรคมะเร็ง ข้อมูลและการให้กำลังใจมีความสำคัญต่อทั้งผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วย
  • บุหรี่และการขาดรับสารอาหารที่เหมาะสมเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง ดังนั้น นโยบายและโครงการต่างๆ ที่ช่วย ลดการสูบบุหรี่และสนับสนุนให้ประชากรได้รับสารอาหารอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันโรคมะเร็ง
  • บทบาทของ UN และองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็มีส่วนสำคัญในการดำเนินการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และการรณรงค์ จากสังคมที่หลากหลายของรัฐสมาชิกให้ดำเนินการที่สอดคล้องไปในแนวทางเชิงบวกพร้อมๆ กัน เช่น การประกาศวันงดสูบ บุหรี่โลก วันดินโลก และโครงการ Earth Hour

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *