ผู้เขียน: บุณยเกียรติ รักษาแพ่ง นักศึกษาปริญญเอก สาขา Science and Technology Studies มหาวิทยาลัย Virginia Tech สหรัฐอเมริกา

การศึกษาวิจัย เป็นกิจกรรมของมนุษย์ในการศึกษา ค้นคว้า เพื่อหาคำอธิบาย
ปรากฏการณ์ในธรรมชาติต่างๆ บทความนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมของมนุษย์ปัจจัย กายภาพทาง ภูมิศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยใช้ตัวอย่างจากการวิเคราะห์ความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการวิจัย และใช้ Scientometrics ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานหนึ่งในการประเมินงานวิจัย

การสร้างองค์ความรู้ใหม่ เป็นภารกิจหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ความร่วมมือด้านการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างสาขา ระหว่างองค์กร หรือระหว่างประเทศ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยสนับสนุน ให้เกิดการค้นพบและสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้เร็วขึ้น สามารถหาคำตอบที่สร้างสรรค์ได้มากขึ้น จากการ วิเคราะห์ทางสถิติพบว่า งานวิจัยที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศได้รับความสนใจมากกว่า มีการ อ้างถึงสูงกว่างานวิจัยที่เกิดจากหน่วยงานเดียว หรือนักวิจัยเพียงคนเดียว

ปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างประเทศในการวิจัยเป็นที่นิยมปฏิบัติมากขึ้น National Science Foundation (NSF) ได้รวบรวมสถิติงานวิจัยวิทยาศาสตร์และพบว่า งานวิจัยที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ประเทศสูงขึ้นจากร้อยละ 13.2 ในปี 2543 เป็น 21.3 ในปี 2560 โดยสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มี ความร่วมมือด้านการวิจัยกับประเทศต่างๆ สูงสุด นับเป็นร้อยละ 39.5 ของความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งหมด ในหลายประเทศมีหน่วยงานที่มีนโยบายสนับสนุนให้มีการร่วมมือวิจัยระหว่างประเทศ เช่น NSF, Horizon 2020 ของสหภาพยุโรป และ American Association for the Advancement of Science (AAAS)

ความสัมพันธ์ระหว่างการวิจัยกับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของประเทศ

วิธีที่ได้รับความนิยมในการวัดประเมิน และการศึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการทำวิจัยคือ การใช้ citation และ Bibliometric (โดยใช้แหล่งข้อมูลการตีพิมพ์งานวิจัยที่รวบรวมโดย Web of Science database – WoS, Thomson-Reuters’ Science Citation Index (SCI) และ ข้อมูลจาก NSF) เพื่อสร้างแผนที่ความร่วมมือ นักวิจัยจำนวนหนึ่งให้ความสนใจเกี่ยวกับปัจจัยทางกายภาพทางภูมิศาสตร์ และความ เชื่อมโยงของสังคมนักวิจัย

Scientometric การวัดผลงานทางวิทยาศาสตร์

Scientometric เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการวัดผลและ วิเคราะห์ผลที่เกิดจากงานวิจัยวิทยาศาสตร์และสิ่งตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในเชิง นโยบายและการบริหาร จัดการ เช่น เพื่อเปรียบเทียบปริมาณผลงานวิจัยระหว่าง สถาบันวิจัย เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบของงานวิจัย ฯลฯ ตัวอย่างของการวัดผลงานทางวิทยาศาสตร์ภายใต้ศาสตร์ scientometric มีดังนี้
Impact factor (IF)
IF คือ การวัดจากจำนวนการอ้างอิงงานวิจัยที่เผยแพร่ ในวารสารวิจัย วิทยาศาสตร์ในระยะเวลา 1 ปี เพื่อวัด ความสำคัญของวารสารฉบับนั้นใน สาขาวิชาต่างๆ
Science Citation Index (SCI)
SCI เป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายการอ้างอิง เอกสารงานวิจัยโดยนักวิจัยจะสามารถเห็นได้ว่าเอกสาร งานวิจัยแต่ละฉบับมีการอ้างอิงและ ถูกอ้างอิงโดยงาน วิจัยอื่นใดบ้าง
Acknowledgment index
เครื่องมือนี้ต้องการวัด “กิตติกรรมประกาศ” หรือ acknowledgments ที่ปรากฎในเอกสารงานวิจัยต่างๆ เช่น หน่วยงานที่ให้สนับสนุนงบประมาณ ทีมวิจัยหรือ บุคคลที่มีส่วนสำคัญหรือเป็นแรงบันดาลใจในการวิจัย เครื่องมือ นี้คล้ายกับ IF ต่างกันที่การวัดนี้เน้นความ สัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ

ตัวอย่างเช่น Luukkonen, Persson, and Sivertsen (1992) ได้สร้างแผนที่ เครือข่ายความร่วมมือระหว่าง ประเทศในการวิจัยระหว่างปี 1981 – 1986 จากแผนที่ที่เขาสร้างขึ้น (ภาพที่ 1) พบว่า ความร่วมมือด้านการวิจัยในช่วงปี ดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่มีตำแหน่งที่ตั้งไม่ไกลกัน โดยมีเหตุผลคือประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันมักจะมีประวัติ- ศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรม ที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยเกิดขึ้นได้ง่ายและราบรื่นกว่า เห็นได้ว่า ปัจจัย กายภาพทางภูมิศาสตร์มีอิทธิพลในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของมนุษย์

ภาพที่ 1: เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการวิจัยในช่วงระหว่างปี 1981-1986.

ความสัมพันธ์ระหว่างการวิจัยกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นจากโครงการของกระทรวงกลาโหม (Department of Defense – DOD) ของสหรัฐฯ ในช่วงปี 1960 – 1969 และได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่สาธารณะเข้าถึง ได้ในช่วงปี 1990 – 1999 จากเทคโนโลยีการสื่อสารที่เชื่อม ต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่กี่เครื่อง อินเทอร์เน็ตได้ กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน

แผนที่ความร่วมมือวิจัยที่ทันสมัยมากขึ้น สร้างโดย Gazni, Sugimoto, and Didegah (2012) พวกเขาได้ ทำการวิเคราะห์ในลักษณะเดียวกัน โดยใช้ข้อมูลจากการ ตีพิมพ์งานวิจัยระหว่างปี 2000 – 2009 จากภาพที่ 2 พบว่า ประเทศฝั่งตะวันตกที่เป็นศูนย์กลางในการวิจัย คือ สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และแคนาดา และกลุ่ม ประเทศที่มีสีเดียวกันคือประเทศที่มีความร่วมมือด้านการ วิจัยระหว่างกันสูง จะเห็นได้ว่า กลุ่มประเทศที่มีความ ร่วมมือด้านการวิจัยสูงมักจะเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น กลุ่มสหรัฐฯ – ยุโรป กลุ่มประเทศจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศ Argentina – Brazil – Mexico

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่า ระยะทางโดยเฉลี่ยระหว่าง ประเทศพันธมิตรในการวิจัยมีความห่างมากขึ้น โดยเพิ่มจาก 230 กิโลเมตรในปี 2000 เป็น 280 กิโลเมตรในปี 2009 นักวิจัยจำนวนหนึ่งแสดงความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ การร่วมมือวิจัยระหว่างประเทศที่ห่างกันมีมากขึ้นคือ เทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น

การนำเอาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการวิจัย ช่วยให้นักวิจัยที่แม้จะอยู่ในต่างองค์กร ต่างเมือง หรือต่าง ประเทศ สามารถร่วมมือในการวิจัยได้ โดยเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล์ ระบบประชุมทางไกล ระบบแชร์ ข้อมูลผ่านระบบ cloud ฯลฯ ได้เข้ามาช่วยในการสื่อสาร ระหว่างนักวิจัย การแลกเปลี่ยนข้อมูลการวิจัย และการ เข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ เครือข่ายความสัมพันธ์ของมนุษย์ ถูกจำกัดด้วยขอบเขตและตำแหน่งที่ตั้งประเทศน้อยลง

จากงานวิจัยข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ลักษณะทาง ภูมิศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยวิทยาศาสตร์มีความ สัมพันธ์กัน เครือข่ายนักวิจัยเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในกลุ่มนัก วิจัยที่อยู่ใกล้เคียงกัน แต่ในขณะเดียวกัน การพัฒนาของ เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้กำแพงต่ำลง นักวิจัยที่อยู่ใน ประเทศที่ห่างไกลสามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ง่ายขึ้น เป็นที่น่าสนใจว่า หากมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น เครือข่ายความสัมพันธ์โดยเฉพาะของนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จะเป็นอย่างไรในอนาคต

ภาพที่ 2: เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการวิจัยในช่วงระหว่างปี 2000 – 2009

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *