องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (National ภายจากฝ่ายสหภาพโซเวียต ข่ซาAeronautics and Space Administration) หรือ องค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ปี 2501 ในสมัยประธานาธิบดี ไอเซนฮาวน์ โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยงาน ส่วนราชการรับผิดชอบในโครงการอวกาศและงานวิจัยห้วงอากาศ-อวกาศ (aerospace) ระยะยาวของสหรัฐ คอยจัดการหรือควบคุมระบบงานวิจัยทั้งกับฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารที่มาของการตั้งองค์การอวกาศแห่งนี้ มีความเกี่ยวพันกับการเมืองระหว่างประเทศไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเมื่อสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรก
ของโลก (ดาวเทียมสปุตนิค 1) ขึ้นสู่อวกาศ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) ก่อนหน้าการก่อตั้งนาซ่าเพียงหนึ่งปี สหรัฐฯ เริ่มหันมาใส่ใจกับโครงการอวกาศของตนเองอย่างเต็มที่ เนื่องจาก เกรงกลัวภัยจากฝ่ายสหภาพโซเวียต มหาอำนาจคู่ปรับในช่วงสมัย สงครามเย็น

โครงการในระยะแรกของนาซ่าเน้นการวิจัยโดยมีเป้าหมายส่งมนุษย์ขึ้นไปกับยานอวกาศเพื่อเทียบกับ ยูริ กาการีน นักบินอวกาศคนแรกของโลกที่ขึ้นไปกับยานสปุตนิคของโซเวียต นาซาเริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ชีวิตของมนุษย์ในห้วงอวกาศด้วยโครงการเมอร์คิวรีในปี 2501 ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม ปี 2504 นักบินอวกาศ อลัน บี. เชเพิร์ด จูเนียร์ กลายเป็นชาว อเมริกัน คนแรกที่ขึ้นไปในอวกาศด้วยยาน Freedom นาน 15 นาที เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือว่า สหรัฐฯ ได้ประชิดความสำเร็จกับโซเวียตในการส่งคนขึ้นไปในอวกาศแล้ว และในฐานะผู้นำโลกเสรี สหรัฐจะพิสูจน์ตัวเองว่าต้องทำได้ดีกว่า โดยประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้ประกาศกลาง สภาคองเกรสเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม
2504 ว่า “สหรัฐจะส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ในปลายทศวรรษนี้ และนำเขากลับสู่โลกอย่างปลอดภัย” โดยโครงการเจมิไน (Gemini) เป็นโครงการที่เริ่มต้นต่อจากนั้น เพื่อเตรียมสนับสนุนโครงการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในชื่อว่าโครงการ Apollo ต่อมา จอห์น เกล็นน์ กลายเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่โคจรรอบโลกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปี 2505 ในการขึ้นบินนาน 5 ชั่วโมงกับ ยาน Friendship 7

ด้วยกระแสของการแข่งขันแสนยานุภาพทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกา ได้ชักชวนภาคเอกชนจำนวนมาก ร่วมด้วยช่วยการพัฒนาอุตสาหกรรมสงคราม เพื่อแข่งขันทางอาวุธ และกลายเป็นแหล่งรายได้สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของสหรัฐ เนื่องจากประเทศน้อยใหญ่ในช่วงสงครามเย็น ล้วนปันส่วนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ จำนวนไม่น้อย เพื่อแลกกับการซื้อความปลอดภัยในเทคโนโลยีทางการทหารจากสหรัฐอเมริกา ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจำนวนมากจากรัฐบาลและการประกาศแข็งกร้าวของประธานาธิบดีเคนเนดี อีกครั้ง ต่อสาธารณชนกลางมหาวิทยาลัย Rice เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2505 ว่า เราเลือกที่จะไปดวงจันทร์ “We choose to go to the Moon” กระแสของการแหงนมองท้องฟ้าของประชาชนสหรัฐก็ถูกรวมไว้อย่างบูรณาการ

ยานอพอลโล 1 ได้ถูกส่งขึ้นเมื่อปี 2509 แต่เกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่คร่าชีวิต นักบินอวกาศ 3 คน โครงการอพอลโล ลำดับถัดมา ก็ดำเนินต่อไป จนสามารถ บรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด เมื่อยานอะพอลโล 11 นำนีล อาร์มสตรอง และเอดวิน อัลดริน ลงสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2512 และกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย ถ้อยคำแรกที่อาร์มสตรองกล่าวหลังจากก้าวออกจากยานลงจอด อีเกิ้ล คือ “นี่เป็น ก้าวเล็ก ๆ ของคน ๆ หนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ” That’s one small step for [a] man, one giant leap for mankind และก้าวนั้น ก็ดำเนินมาได้ ๕๐ ปี ในปีนี้

เรือโท นีล ออลเดน อาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong) เป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกัน และเป็นมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์คนแรกของโลก โดยเขาได้เดินทางไปยังดวงจันทร์กับเพื่อนร่วมทีมอีก 3 คน อาร์มสตรองและ บัซ อัลดริน ได้นำ Apollo Lunar Module (LM) ลงจอดบนดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2512 ในขณะที่ไมเคิล คอลลินส์ (Michale Collins) บังคับยานแม่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของยานอพอลโล 11 ไม่ได้การันตี ความสำเร็จของยานลำต่อมา เพราะ Apollo 13 ที่ส่งขึ้นไป หลังจากนั้น กลับมีปัญหาจากการระเบิดของถังออกซิเจนในช่วงเคลื่อนย้ายที่ไปยังดวงจันทร์ ซึ่งทำลายความสามารถของโมดูลบริการในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าทำให้ระบบขับเคลื่อนและระบบช่วยชีวิตล้มเหลว แต่ยังสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ลูกเรือกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยโดยใช้โมดูลที่จะลงดวงจันทร์เป็น “เรือชูชีพ”

ภารกิจสุดท้ายในยุคของอพอลโลสิ้นสุดลงที่อพอลโล 17 ในปี 2515 โดยได้ทำเครื่องหมายดวงจันทร์เป็นครั้งที่หก (ลงทั้งหมด 6 ครั้ง 12 คน) และได้มีการนำหินและดินบนดวงจันทร์จำนวน 842 ปอนด์ (382 กิโลกรัม) สู่โลก เพื่อนำมาศึกษาเข้าใจองค์ประกอบของดวงจันทร์และประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา โครงการดังกล่าวได้วางรากฐานสำหรับขีดความสามารถ
ของมนุษย์ในอวกาศของนาซ่า อพอลโลยังกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้านของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับจรวดและยานอวกาศของมนุษย์รวมถึงการพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมกับนอกพิภพ

ชอบเรื่องการขับเครื่องบินมาตั้งแต่ยังเด็กๆ เรียนการขับเครื่องบินครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 15 ปีแล้วได้รับใบอนุญาตนักบินเมื่อตอนอายุ 16 ปี และเป็นนักบินทดสอบให้กับองค์การนาซามาก่อนเกาหลี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย เพอร์ดู รัฐอินเดียนา และได้รับคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศเมื่อปี 2505 และปฏิบัติภารกิจหลายภารกิจในโครงการเจมนิ ีและโครงการอะพอลโลและยงั เคยเปน็ นกั บิน ในกองทัพสหรัฐ ปฏิบัติภารกิจ 78 ครั้งในสงคราม พ.ศ. 2512

วันที่ 25 สิงหาคม 2555 อาร์มสตรองได้เสียชีวิตในซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ ขณะอายุได้ 82 ปี เนื่องด้วยภาวะแทรกซ้อน ภายหลังการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้กล่าวยกย่องอาร์มสตรองว่าเป็น “บุรุษชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่เพียงแค่ในช่วงเวลา
ของเขาเท่านั้น แต่เป็นตลอดกาล”

การเยือนประเทศไทย
นีล อาร์มสตรอง เคยเดินทางมาเยือนประเทศไทย และ หนึ่งในสถานที่มาเยือนนั้นคือที่ โรงเรียนสิรินธร จังหวัดสุรินทร์ ในต้นฤดูฝน พ.ศ. 2512 มีนักเรียนชื่อ อรนุช ภาชื่น และ พรเพ็ญ เพียรชอบ และเพื่อนรวม 6 คน ได้เขียนจดหมายเป็นภาษาอังกฤษส่งไปยังนีล อาร์มสตรอง ซึ่งแปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เราต้องการรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอะพอลโล 11 และคิดว่านักบินอวกาศจะเป็นผู้สามารถเล่าให้เราฟังได้มากที่สุดและดีที่สุด” ในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จหลังการประสานงาน เมื่อสำนักงานข่าวสารอเมริกัน ก็บรรจุโรงเรียนสิรินธร จังหวัดสุรินทร์ ไว้ในรายการเยือนประเทศไทยอีกจุดหนึ่งด้วย โดยในเดือน กรกฎาคม ปี 2512 นีล อาร์มสตรอง กลับจากดวงจันทร์ไม่นาน ก็ได้มายืน ถ่ายรูปกับครูและนักเรียน ณ โรงเรียนประจำจังหวัดในภาคอีสาน นามว่า “ร.ร.สิรินธร จ.สุรินทร์” และแน่นอนที่สุด การเยือนภาคอีสานของนีล อาร์มสตรองภาคอิสานของไทย เป็นแหล่งคิดค้น เทคโนโลยีอวกาศ ขึ้นสู่บนท้องฟ้าเป็น อารยธรรมแรกๆ และในพิพิธภัณฑ์ Air and Space Museum ก็ยังมีส่วนที่จัด
แสดงเกี่ยวกับ เทคโนโลยี การทำบั้งไฟ ขึ้นสู่อวกาศด้วย ในการเดินทางมายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น ตริตราภรณ์ช้างเผือกให้แก่เขาด้วย

มากมายหลายบริษัทที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยี ให้แข่งขันและพัฒนา รวมทั้งได้มองอุตสาหกรรมอวกาศ เป็นสินค้าส่งออกตัวสำคัญตัวหนึ่งของสหรัฐ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอากาศยานและการบิน เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาในโลกจำนวนมากมีอวกาศ เป็นตัวชี้วัดศักยภาพของการพัฒนาประเทศ นอกจากนั้น ในส่วนของนาซ่า หน่วยราชการเอง ก็หันมาสนใจการสำรวจดาวอังคารอย่างจริงจังมากขึ้น ในนามโครงการ The Mars 2020 ซึ่งมุ่งสำรวจดาวอังคารอย่างจริงจัง บนสมมุติฐานของการสำรวจแหล่งที่อยู่อาศัยนอกพิภพของมนุษยชาติ การที่สหรัฐฯ ยังคงรักษาบทบาทของการเป็นมหาอำนาจทางอวกาศในครั้งนี้ ก็มีปัจจัยทางการเมืองมาเกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน จากคำกล่าวของผู้นำ ในการประชุมด้านอวกาศของสหรัฐแต่ละครั้งแต่ครั้งนี้ ศักยภาพอวกาศของสหรัฐ หาได้ถูกท้าทายด้วยรัสเซีย อดีตสหภาพโซเวียตผู้ส่งยานสปุคนิตไม่ แต่ อุตสาหกรรมอวกาศของสหรัฐ ถูกแทนที่ด้วยพลังอำนาจที่น่าสพรึงกว่า ในคำศัพท์ที่เรียกยากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ฉางเอ๋อ เทียนกง หรือ เป่ยโต่ว
ที่กลายเป็นคู่แข่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเทคโนโลยี ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของผู้นำทุกประเทศบนโลกมนุษย์ที่ยังเต็มไปด้วยกิเลส จึงหนีไม่พ้น “ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน” ส่วนจะแข่งอะไรกันนั้นก็ตามแต่แรงกำลัง และศรัทธาของรัฐบาล และนโยบาย ของแต่ละประเทศที่จะว่ากันไป

ที่มา: องค์การนาซ่า
https://en.wikipedia.org/wiki/NASA
https://en.wikipedia.org/wiki/Apollo_program
https://th.wikipedia.org/wiki/นีล อาร์มสตรอง
https://en.wikipedia.org/wiki/We_choose_to_go_to_the_Moon#targetText=%22We%20choose%20to%20go%20to%20the%20Moon%22%2C%20officially%20titled,%2C%20on%20September%2012%2C%201962.
https://www.nasa.gov/mars2020/overview

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *