ภารกิจหนึ่ง ของสำนักงานท่ปี รึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ภายใต้การกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (อว.) คือการสร้างและพัฒนาเครือข่ายของนักศึกษาไทยและนักวิชาชีพไทยในเขตอาณา ในแต่ละปีสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ฯ ให้การสนับสนุนการจัดประชุมประจำปีสำหรับนักศึกษาและนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา เช่น ในวันที่ 26 – 27 มกราคม 2561 ณ เมือง Clearwater Beach รัฐฟลอริดา และวันที่ 15 – 16 กันยายน 2561 ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน

ในปี 2562 กระทรวง อว. สำนักงานท่ปี รึกษาด้านวิทยาศาสตรฯ ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) จัด “การประชุมประจำปีนักเรียนไทย และ การประชุมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา ปี 2562” ณ โรงแรม the Westin Seattle เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ระหว่างวันที่ 6 – 7 กันยายน 2562

การประชุมในครั้งนี้ มี ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เกียรติเป็นประธานและวิทยากรกิตติมศักดิ์ และผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย ตัวแทนนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ตัวแทนและ ประธานสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา คณะกรรมการบริหารและตัวแทนสมาคม ATPAC ผู้บริหาร และผู้แทนจากกระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง บริษัทเอกชน รวมประมาณ 100 คน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีอักษรย่อ อว. ราชกิจจานุเบกษาประกาศกฎหมาย 9 ฉบับจัดตั้งกระทรวงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 โดยเกิดจากการรวม
– กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ)
– สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
– สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานและให้การบรรยายพิเศษโดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานต่างๆ ภายใต้ อว. เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ผู้บริหารจากมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลและทีมประเทศไทยในสหรัฐฯ และแคนาดา และประธานและผู้แทนสมาคมนักเรียนไทยในสหรัฐฯ และแคนาดา

การประชุมในปีนี้ประกอบด้วย 3 มิติ 1) มิติด้านบริหาร เช่น การบรรยายเกี่ยวกับกระทรวง อว. การดำเนินงานของสมาคม ATPAC และการจัดตั้งสมาคมนักเรียนไทยในอเมริกา 2) มิติเชิงวิชาการ เช่น การประชุมด้านนโยบาย การบรรยายเกี่ยวกับงานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ และการแสดงนิทรรศการของตัวแทนนักศึกษาไทย 3) มิติด้านอัตลักษณ์และสร้างขวัญกำลังใจ เช่น การบรรยายด้านวัฒนธรรม การสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นักศึกษาไทยในต่างประเทศ รายละเอียดการประชุมและการบรรยาย มีดังนี้

ภารกิจ นโยบาย และบทบาทของกระทรวง อว.
ดร. สุวิทย์ฯ รัฐมนตรีกระทรวง อว. ให้การบรรยายเกี่ยวกับภารกิจ นโยบาย และบทบาทของกระทรวง อว. โดยหัวใจของกระทรวงมี 3 ภารกิจ , 8 หลักการ , 3 ปฏิรูป ดังรายละเอียดด้านล่าง

ภารกิจ 1: การพัฒนาคนไทยให้เป็น Smart Citizen ภารกิจที่สำคัญหนึ่งของ อว. คือการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ เนื่องจากสังคมในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การพัฒนาบุคลากรด้วยระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศและโลกได้ ในการสร้าง Smart Citizen การศึกษาไม่สามารถสิ้นสุดที่การสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่การศึกษาที่แท้จริงจะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปทั้งชีวิต กระทรวง อว. สนับสนุนให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงการศึกษาในหลายรูปแบบที่สามารถช่วยพัฒนาให้บุคคลนั้นเป็นประชาชนที่มีคุณภาพสามารถรับผิดชอบตนเองและสังคมได้แม้ว่าจะเป็นวัยเกษียณ

ภารกิจ 2: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ Value-Based Economy ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ องค์ความรู้เป็นอีกหนึ่งทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ กระทรวง อว. มีกลยุทธ์ในการพัฒนาองค์ความรู้ 4 ข้อ คือ 1) การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ 2) การวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม 3) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และ 4) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ โดยภายใต้ 4 กลยุทธ์ประกอบด้วยโครงการย่อย 16 โครงการ (รายละเอียดดังภาพ)

ภารกิจ 3: การเปลี่ยนประเทศไทยสู่ Innovation Nation ผ่านการพัฒนานวัตกรรม โดยการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจที่อยู่บนพื้นฐานของอุตสาหกรรมเป็นระบบเศรษฐกิจที่อยู่บนพื้นฐานของนวัตกรรม

เนื่องจาก อววน. มีบทบาทสำคัญในการในการพัฒนาประเทศในเกือบทุกด้าน ดังนั้น โครงสร้างระบบการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของไทยได้มีการบูรณาการหลายหน่วยงานและการสนับสนุนให้ภาคเอกชนและชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ อววน. สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้

โมเดล BCG (Bioeconomy, Circular economy, และ Green economy)

โมเดลเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คือ BCG Bioeconomy, Circular economy, และ Green economy) โดยมี 4 อุตสาหกรรมสำคัญของไทยซึ่งสามารถใช้โมเดล BCG ในการพัฒนาและขับเคลื่อนได้ คือ เกษตรและอาหาร พลังงานและวัสดุ สุขภาพและการแพทย์ และการท่องเที่ยว ซึ่งในโมเดลนี้ อววน. มีความสำคัญอย่างมากในการป้อนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

โมเดล BCG มีเป้าหมาย 3 ปี คือ 1) การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม BCG 2) การเพิ่มการจ้างงาน และการยกระดับรายได้ของแรงงาน 3) การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข็มแข็งให้ชุมชน และ 4) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดปริมาณของเสีย และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตัวอย่างโครงการภายใต้ BCG
เกษตร

  • การปรับปรุงสายพันธุ์พืช ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงฐานข้อมูลทางพันธุกรรมและลักษณะปรากฏของพืช เช่น ข้าว มะเขือเทศ มันสำปะหลัง เมล็ดพันธุ์
  • เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรควบคุมคุณภาพให้มีสารสำคัญ สารมูลค่าสูงในพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร และผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ
  • พัฒนา Smart farmer ควบคู่กับอุปกรณ์เพื่อการเกษตรแม่นยำ Plant factory ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ

อาหาร

  • แปรรูปสินค้าเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสูง เช่น Functional Ingredients
  • แปรรูปของเหลือทิ้งจากการเกษตรและอุตสาหกรรมเป็นสารมูลค่าสูง
  • อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารพิเศษเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษผู้ป่วย ผู้สูงอายุ
  • แหล่งโปรตีนทางเลือก เช่น พืช และแมลง
  • ปรับปรุงคุณภาพอาหารไทย เช่น การจัดตั้ง Nutri-Neurosciences and Molecular Sensory Lab เพื่อศึกษาข้อมูลอัตลักษณ์ และพัฒนาคุณภาพอาหารไทย
  • พัฒนามาตรฐานอาหารจำเพาะ เครื่องปรุง เครื่องแกง

สุขภาพและการแพทย์

  • พัฒนายาชีววัตถุ/ วัคซีน ในระดับ Pilot เช่น แอนติบอดีที่จำเพาะและมีฤทธิ์ยับยั้งการติดเชื้อ EV71
  • Thai Cosmepolis สร้างฐานข้อมูลสารสกัดสมุนไพรและสารออกฤทธิ์ผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่ได้มาตรฐานสากล
  • พัฒนามาตรฐานชุดตรวจต่างๆ เพื่อใช้เชิงพาณิชย์
  • การรักษาการแพทย์แม่นยำ Genomics Thailand

Digital Transformation

  • บริการปัญญาประดิษฐ์สำหรับประเทศไทย (AI for Thai)
  • ระบบติดตามสุขภาพคนไทย (Thai Health Monitoring Platform)
  • แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อบริการรากฟันเทียม, คัดกรอง วัณโรค, และ Deep Tech Startup for Aging Society
  • ระบบข้อมูลชุมชนท้องถิ่น (Thai Community Map)
  • ยกระดับคุณภาพชุมชนด้วย Smart Tambon Model

ท่องเที่ยวและบริการ

  • พัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Green GDP, มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว, ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว
  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่จากความหลากหลายทางชีวภาพ

Mobility and Logistics

  • Autonomous Vehicle เทคโนโลยียานยนต์ขับขี่อัตโนมัติไร้คนขับสำหรับการขนส่งสาธารณะ
  • แบตเตอรี่
  • เพิ่มความสามารถในการประกอบและบำรุงรักษารถไฟ

บทบาทของมหาวิทยาลัย

ในโครงสร้างใหม่ของ อววน. ของไทย องค์ประกอบที่สำคัญหนึ่ง คือ มหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์นโยบาย อววน. ของประเทศ มหาวิทยาลัยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบทบาท โดยนอกจากมีหน้าที่ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลแล้ว ยังต้องมุ่งไปที่การ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและงานวิจัยไปยังภาคเอกชนและชุมชนเพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์จริง

ในปัจจุบัน สถานภาพของนักวิจัยในประเทศไทย มีดังนี้:

จำนวนนักวิจัย 148,901 คน (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2562) โดยส่วนใหญ่ทำงาน
อยู่ในมหาวิทยาลัย (43.6%) และภาคเอกชน (36.6%) เป็นเพศหญิง 54.8% และเพศ
ชาย 45.2% อายุ 35 – 44 ปี
อุตสาหกรรมที่มีจจำนวนนักวิจัยสูงสุด 5 อันดับ คือ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คณิตศาสตร์ และสถิติ (20.5%) การแพทย์และสุขภาพ (14.7%) วิศวกรรม (13.2%) การเกษตร ป่าไม้ และประมง (12.1%) และเศรษฐกิจและ กฎหมาย (7.6%)

ตัวอย่างของ Grand Challenge Thailand

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาวัฎจักรการทำวิจัยเพื่อดึงดูดและรักษาให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นนักวิจัยเพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศ เช่น การริเริ่มนโยบาย Thailand 4.0 การจัดตั้งกระทรวง อว. การพยายามเพิ่มงบประมาณการวิจัยและพัฒนาให้เป็น 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ การพัฒนากฎหมายลิขสิทธิ์เทคโนโลยี และโครงการพัฒนา
มหาวิทยาลัยต่างๆ

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Global mobility การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่สร้างความพลิกผัน (Disruptive Technology) การพัฒนาของเทคโนโลยี Big data และการเกิดสังคมผู้สูงอายุ โดยรัฐบาลได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การพัฒนาแนวนโยบาย Thailand 4.0 โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และโครงการพัฒนาการศึกษาต่างๆ

โครงการของ อว. ที่ส่งเสริมภารกิจดังกล่าว เช่น Cooperative and Work Integrated Education (CWIE) Platform หรือโครงการที่ช่วยเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม

Cooperative and Work Integrated Education (CWIE) Platform

University Business Incubator: UBI

เครือข่าย University Business Incubator: UBI ที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจเพื่อให้เกิดการนำเอาองค์ความรู้ และทักษะที่นักศึกษาพัฒนาใน มหาวิทยาลัยไปใช้ให้เกิดสินค้าและ บริการที่มีมูลค่าทางการตลาดได้

แนวนโยบาย Thailand 4.0 มุ่งเน้นนโยบายเปลี่ยนประเทศให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยมี 5 เทคโนโลยีเป้าหมาย คือ Biotech, Bio-med, Mechatronics, Embedded Technologies, and Service Design & Technology และมีเป้าหมาย คือ

  • เพิ่มระดับการวิจัยและพัฒนา จาก 0.25 % GDP เป็น 4.0%
  • เพิ่มสัดส่วนนักวิจัยต่อประชากร จาก 12:10,000 เป็น 25:10,000
  • ผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับ Top 100 ของโลกจำนวน 5 สถาบัน ภายในปี 2575
  • สนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์ไทยได้รับรางวัล Noble Prize อย่างน้อย 1 ท่าน ภายในปี 2575

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว อว. ได้วางแผนนโยบายด้านการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 5 ระดับ คือ 1) การศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา 2) การอุดมศึกษา 3) การปฏิบัติงาน วิจัย และนวัตกรรม 4) เส้นทางอาชีพผ่านสภาพแวดล้อมและระบบสนับสนุน และ 5) การบริหารกำลังคน โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเพิ่มสัดส่วนเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดเพื่อเข้าสู่เส้นทางอาชีพวิจัยและนวัตกรรม 2) เพื่อขยายผลการดำเนินกิจกรรมพัฒนาเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษให้กระจายทั่วถึงทุกภูมิภาค และ 3) เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษของประเทศเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงการที่ริเริ่มและดำเนินการโดย สสวท.

  1. โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (โครงการ พสวท.)
  2. รางวัลด้านวิทยาศาสตร์
  • รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ 5 รางวัล/ปี
  • รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ 18 รางวัล/ปี
  • รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2 รางวัล/ปี
  • รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ 2 รางวัล/ปี
  • รางวัลนักนิวเคลียร์ดาวรุ่ง 1 รางวัล/ปี
  • รางวัล TWAS Prize for Young Scientists in Thailand 5 รางวัล/ปี
  • รางวัล TRF-CHE-SCOPUS Researcher 3 รางวัล/ปี
  • รางวัล L’OREAL for Woman in Science 5 รางวัล/ปี
  1. โครงการจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ (โอลิมปิกวิชาการ )

นอกจากนี้ อว. ได้มีการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างแรงจูงใจการเข้าสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ โดย

  • มีการเพิ่มหน่วยงานหรือสถาบันวิจัยให้มีจำนวนมากขึ้นและครอบคลุมหลากหลายด้าน โดยมุ่งเน้นให้หน่วยงานหรือสถาบันวิจัยมุ่งเป้าพัฒนาวิทยาศาสตร์ชั้นสูงที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะใกล้และไกล หน่วยงานเหล่านี้ควรมีความคล่องตัว
    ในการบริหาร
  • กระทรวงต่าง ๆ ควรเพิ่มสัดส่วนข้าราชการระดับปริญญาเอกให้มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และควรตั้งเป้ากำหนดตัวเลขสัดส่วนที่ชัดเจน และมีการจัดตั้งหน่วยงานวิจัยในกระทรวงเองตามพันธกิจของตนเองเพื่อตอบสนองการพัฒนาและเป้าหมาย
    ของรัฐบาล
  • มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหรือหน่วยงานวิจัยของภาครัฐร่วมกันจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศในมหาวิทยาลัยวิจัย เพื่อขับเคลื่อนสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมชั้นสูงที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ
  • การสร้างแรงจูงใจและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม เช่น เงินเดือนตอบแทนและสวัสดิการ ค่าตอบแทนพิเศษให้กับผู้รับทุนที่สามารถสร้างผลงานหรือนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม
  • สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ เร่งส่งเสริมการผลิตบุคลากรด้าน Research Project Manager หรือ Translational Engineer เพื่อเชื่อมโยงงานด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อ
    เชื่อมโยงไปยังภาคอุตสาหกรรม

สวทช. ตั้งกลุ่มเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นพัฒนาเพื่อตอบภารกิจกระทรวง อว. 10 สาขา ดังนี้

ขอขอบพระคุณวิทยากรกิตติมศักดิ์

  • ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.
  • ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสภานโยบายการอุดมศึกษา
    วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
  • ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
  • ดร. อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
  • ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักงาน
    พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
  • ดร.พรชัย อินทร์ฉาย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสวท.
  • ดร.เศรษฐพันธ์ กระจ่างวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา
    (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *