โรค “เอ็มดีเอส” Myelodysplastic syndrome (MDS) เป็นโรคไม่ติดต่อที่เกิดจากระบบการ ผลิตเม็ดโลหิต หรือเป็นโรคทางโลหิตวิทยาที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิด หรือ stem cell ในไขกระดูกในด้านการเจริญเติบโต การพัฒนาการ และการทำงานของเซลล์ โดยมีการแสดงออกในรูปของ ineffective hematopoiesis ภาวะไขกระดูกไม่ทำงาน และจำนวนเม็ดเลือดในกระแสเลือดผิดปกติ และอาจมีการดำเนินโรคต่อเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ถึงร้อยละ 30 – นพ.ธงชัย เบญจเจริญวงศ์

เซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์ไม่จำเพาะซึ่งสามารถแบ่งตัวเองให้เป็นทั้งตัวเอง และเจริญไปเป็นเซลล์ที่ ทำหน้าที่เฉพาะได้ เช่น เซลล์เลือด เซลล์ผิวหนัง และเซลล์เนื้อเยื้อลำไส้ ฯลฯ หน้าที่ของเซลล์ต้นกำเนิดคือ การผลิตเซลล์ใหม่เพื่อมาทดแทนเซลล์เก่า เวลาที่เราบาดเจ็บหรือป่วย เซลล์ของเราก็จะบาดเจ็บหรือ ตายด้วย เซลล์ต้นกำเนิดจะเตรียมพร้อมทำหน้าที่ซ่อมแซมบาดแผลและสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เก่า ที่เสียหายไป และวิทยาการด้าน Stem Cell นี่เอง ที่อยู่ในความสนใจของนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย บนสมมุติฐานที่ว่า หากเรามีเทคโนโลยีในการเก็บรักษา เสริมสร้าง และเพาะปลูก Stem Cell โอกาส ที่มนุษย์จะมีอายุยืนยาว มีอะไหล่ชดเชยอวัยวะที่เสื่อมสภาพ หรือชำรุดก็จะง่ายขึ้น

สำหรับโลหิตซึ่งมีเม็ดเลือดเดินทางหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย ในฐานะแหล่งขนส่งเชื้อเพลิงและพลังงานนั้น ก็มีเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเช่นกัน โดยสามารถแบ่งและเจริญเติบโตเป็นเซลล์เม็ดเลือด 3 ประเภท คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอด ไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกาย ผู้ที่มีเม็ดเลือดแดงต่ำ จะมีอาการซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และใจสั่น เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคในร่างกาย ช่วยกำจัดสารพิษและของเสีย บางชนิด รวมทั้งช่วยกำจัดเศษเซลล์ต่าง ๆ ที่ถูกทำลายโดยธรรมชาติ ผู้ที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำจะติดเชื้อ ได้ง่ายกว่าคนปกติ มีไข้หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง เกล็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว กลืนกินสิ่งแปลกปลอม เช่น ไวรัสบางชนิด และมีหน้าที่เก็บสะสมชีวเคมีบางอย่าง ผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ เมื่อเกิดการบาดเจ็บ อาจจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด

โรคเอ็มดีเอส เป็นกลุ่มโรคของเซลล์ต้นกำเนิด เม็ดเลือด ที่ไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดทั้ง 3 ประเภทได้ตามปกติ หมายถึงปริมาณแก่นและสาระที่อยู่ภายในน้ำเลือดไหล เวียนหล่อเลี้ยงร่างกาย ได้หดหายไป และทำให้ร่างกาย ค่อยๆ หมดแรงลง จนสามารถรู้สึกได้เมื่อมีความอ่อนเพลีย หรือเจ็บป่วยไข้ง่ายขึ้นเนื่องจาก กลไกเม็ดเลือดที่อยู่ใน ร่างกายและทำหน้าที่ให้พลังชีวิต และเกราะป้องกันโรค ลดน้อยลงไป ทั้งนี้ ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคเอ็มดีเอส ยังมีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย (Leukemia) เมื่อเม็ดเลือดขาวเกิดสภาพผิดปกติ กลื่นกิน และทำร้ายระบบร่างกาย ปัจจุบันมีการประเมินการไว้ ว่ามีผู้ป่วยโรคนี้อยู่ในสหรัฐฯ จำนวน 60,000 – 170,000 คนในสหรัฐฯ และมีรายงานผู้ป่วยใหม่จำนวน 87,000 คนทุกปีทั่วโลก โดยร้อยละ 75 เกิดขึ้นในผู้ป่วยอายุ 60 ปี ขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเอ็มดีเอสระดับรุนแรงสามารถมีชีวิตอยู่ ต่อได้เฉลี่ยประมาณ 5 เดือน ขณะที่ผู้ป่วยที่มีระดับความ รุนแรงต่ำสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 6 ปี

สาเหตุของโรคเอ็มดีเอส ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด อาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ สารเคมี รังสี การสูบบุหรี่ และไวรัสบางชนิด หรือการสัมผัสกับรังสีและ ยาเคมีบำบัดในการรักษามะเร็ง แต่ก็มีผู้ป่วยหลายราย ที่ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมเสี่ยงเหล่านี้ นอกจากนี้ แพทย์พบว่า โรคเอ็มดีเอสสามารถถ่ายทอดผ่านพันธุกรรม ได้เช่นกัน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ายีนตัวไหนเป็นยีน ที่เป็นตัวส่งต่อโรคนี้

การรักษาโรคนี้ทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละคน วิธีการรักษา 3 วิธีที่ ได้รับอนุญาตให้ใช้กับผู้ป่วยโรคเอ็มดีเอส มีดังนี้

– การถ่ายเม็ดเลือดแดง เพื่อช่วยให้ระดับปริมาณของเม็ดเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสม รักษาอาการเลือดจางและป้องกันการ ภาวะเลือดไม่แข็งตัว และการติดเชื้อบางอย่าง วิธีนี้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง

– การใช้ยา Antithymocyte globulin (ATG) ซึ่งเป็นสารภูมิต้านทาน

– สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ต้องมีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นเพียงวิธีเดียวที่แพทย์เชื่อว่าสามารถรักษาโรคได้ แต่วิธีการนี้ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น อายุของผู้ป่วย และเซลล์ต้นกำเนิดที่ได้รับบริจาคจะต้องเข้ากันได้กับร่างกายของผู้ป่วย เช่นควรเป็นลูกหลานญาติพี่น้อง

และสิ่งที่สำคัญอีกประเด็น เมื่ออยู่ในขณะรักษาโรคนี้ ผู้ป่วยควรมีการเพิ่มระดับการดูแลตนเอง อาทิ ไม่เข้าคลุก คลีในที่ที่มีชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ และลดการหัก โหมในการทำงาน ทั้งในด้านการใช้กำลังกายออกแรง และ ใช้กำลังสติปัญญาหรือใช้ความคิดที่อาจก่อความเครียด เพื่อลดโอกาสที่ร่างกายจะเสียพลกำลังในการต่อสู้ดังกล่าว เราก็คงได้แต่หวังว่า วันหนึ่ง วิทยาการด้านเภสัชภัณฑ์ หรือ เซลส์ต้นกำเนิดจะมีความก้าวหน้ามากขึ้น จนสามารถ จัดการกับโรคนี้ได้ และทำให้คนที่ป่วยเป็นโรคนี้สามารถ กลับมามีชีวิตได้เป็นปรกติ

ที่มา:

– ทำความรู้จักโรค “เอ็มดีเอส” สาเหตุการเสียชีวิต “ทูตวีรชัย” มติชนออนไลน์
– นิพนธ์ต้นฉบับ การรักษาผู้ป่วย Myelodysplastic Syndrome (MDS) ด้วย Valproic Acid นายแพทย์ ธงชัย เบญจเจริญวงศ์
– สเต็มเซลล์คืออะไร (https://ipscell.com/) – What is MDS ? (https://www.mds-foundation.org) Rare Disease Database (National Organization for Rear Disorders)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *