โดย ประอร ศิลาพันธุ์ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

สืบเนื่องจากกระแสจากละครยอดฮิตในปีที่ผ่านมา ทำให้มีนักเรียนสมัครสอบเข้าเป็นนักศึกษาคณะ โบราณคดีอย่างล้นหลามเป็นประวัติการณ์ ถึงขั้นที่ว่าเป็นคณะที่มีนักเรียนเลือกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของ มหาวิทยาลัยศิลปากรในการสอบทีแคสรอบที่ 2 แต่คณะโบราณคดีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในประเทศนั้นเปิดสอน หลายสาขา หากใครอยากเป็นนักโบราณคดีอย่างตัวเอกในละครหรืออยากย้อนยุคกลับไปหาพี่หมื่นก็ต้องระบุใน ใบสมัครให้เด็ดขาดชัดเจนว่าจะเลือกภาควิชาโบราณคดี

แต่เมื่อออเจ้าทั้งหลายได้เข้ามาเป็นนักศึกษาแล้วชีวิตก็อาจไม่เฮฮาอย่างในละครหากใจไม่รักที่จะเรียนรู้ เพราะนักศึกษาปี 1 – 3 ที่สังกัดภาควิชาโบราณคดีจำเป็นต้องพาตัวเองออกจากบ้านไปใช้ชีวิตและฝึกภาคปฏิบัติ ร่วมกับเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้องและอาจารย์ในช่วงปิดเทอมใหญ่เป็นเวลากว่าครึ่งค่อนเดือนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ได้เพราะเป็นวิชาบังคับ แต่สำหรับคนที่ชอบชีวิตสมบุกสมบันโหดปนฮาตามแบบฉบับของนักโบราณคดีภาค สนามแล้ว ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่สนุกสุดๆ เพราะจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ เกี่ยวกับงานภาคสนาม รวมทั้ง ทักษะการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกับคนจำนวนมากๆ

เวลาบรรดาพี่ป้าน้าอารู้ข่าวว่าพวกนักเรียนโบราณคดีต้องไปขุด ก็มักจะมีคำถามต่างๆนานา เช่น “เจอทองหรือเปล่า” “เจอผีหลอกมั้ย” แต่ผู้เขียนคงต้องขออนุญาตตอบคำถามยอดฮิตนี้ในโอกาสอื่น เพราะ คราวนี้ อยากจะเล่าให้ฟังก่อนว่าโบราณคดีเกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่นๆอย่างไรบ้าง เพราะอันที่จริงแล้ววิชา โบราณคดีต้องอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มากกว่าไสยศาสตร์ เริ่มตั้งแต่ การหาที่เหมาะๆสำหรับขุดค้น ก็มักมีคำถามว่า “รู้ได้ยังไงว่าต้องขุดตรงไหน” ซึ่งนักโบราณคดีก็ไม่ได้สุ่มหา พื้นที่ขุดแบบมั่วๆ แต่อาศัยการใช้ข้อมูลระยะไกล (Remote Sensing) โดยการเอาแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียมมาดูเพื่อหาร่องรอยของคนโบราณก่อน เช่น ภาพถ่ายทางอากาศที่เก่ามากๆ อย่างภาพถ่าย ทางอากาศรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เก่าที่สุดของประเทศไทยที่นักโบราณคดี นิยมใช้นั้น อาจแสดงให้เห็นร่องรอยของการขุดคูน้ำและคันดินล้อมรอบเมืองโบราณ ร่องรอยของทางน้ำและ ชายฝั่งทะเลโบราณ หรือไม่ก็เอาไว้ดูการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศเทียบกับภาพถ่ายทางอากาศหรือ ภาพถ่ายดาวเทียมที่ถ่ายในปีหลังๆได้ แต่การใช้ข้อมูลระยะไกลอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ นักโบราณคดีจะต้อง ลงพื้นที่สำรวจตรวจสอบร่องรอยที่พบจากการใช้ข้อมูลระยะไกลและไปพูดคุยสอบถามจากคนในท้องถิ่นด้วย หรือในบางกรณีก็ง่ายกว่านั้น เพราะจะมีคนแจ้งข่าวว่าพบโบราณวัตถุในไร่นาหรือบริเวณที่มีการตัดถนน ฯลฯ นักโบราณคดีก็จะไปตรวจสอบดู ถ้าเป็นการฝึกภาคสนามของนักศึกษา พวกที่จะถูกส่งไปคุยกับชาวบ้านและ เดินบุกป่าฝ่าดงหาร่องรอยที่ได้จากการแปลภาพถ่ายทางอากาศก็คือน้องปี 1 (จริงๆแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะมีป่า ให้บุก แต่เป็นการเดินไปตามหมู่บ้านหรือเรือกสวนไร่นาเสียมากกว่า) ซึ่งถ้าพบอะไรก็จะต้องระบุตำแหน่งที่พบ โดยการใช้ GPS หรือเรียกอย่างยาว(ซึ่งไม่ค่อยมีใครเรียก)ว่า ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก แล้วเอาค่าที่อ่านได้มา ใส่ลงบนแผนที่ ถ้าพบหลายๆแหล่งก็อาจใช้โปรแกรมด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ช่วยเวลาเอาข้อมูลไปใส่ใน คอมพิวเตอร์ เพราะสามารถมองเห็นการกระจายตัวของแหล่งโบราณคดีได้ง่าย แถมยังซ้อนข้อมูลอื่นๆที่ต้องการ ไปได้อีกหลายชั้น ทำให้การทำงานและการวิเคราะห์ข้อมูลสะดวกมากขึ้น

การสำรวจแหล่งโบราณคดี
นักศึกษาบันทึกตำแหน่งที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีที่ได้จาก การอ่านค่า พิกัดจากจีพีเอสลงบนแผนที่
การใช้เครื่องสำรวจหยั่งลึกด้วยสัญญาณเรดาร์ตรวจสอบในหลุมขุดค้น (ซ้าย) การใช้กล้องระดับในการทำผังบริเวณ (ขวา)

สำหรับการขุดค้น นักโบราณคดีจะเอาผลการการสำรวจมาช่วย ในการตัดสินใจว่าจะขุดที่ไหน ส่วนมากพื้นที่ที่จะเลือกขุด มักมีหน้าตาเป็น เนินดินที่มีความสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ และที่ผิวดินมีหลักฐานทางโบราณคดี กระจายอยู่ เช่น เศษหม้อดินเผา แนวอิฐโบราณ ชิ้นส่วนกระเบื้องดินเผา กระดูกคน กระดูกสัตว์ ฯลฯ แต่บางครั้งก็พบว่าถึงแม้บนผิวดินจะมี โบราณวัตถุกระจายอยู่พอประมาณ ดูแล้วน่าขุด แต่พอลงมือขุดไปสัก ระยะแล้วกลับไม่ค่อยพบโบราณวัตถุก็มี ในกรณีนี้เราก็อาจจะใช้ เครื่องสำรวจหยั่งลึกด้วยสัญญาณเรดาร์ (Ground Penetrating Radar หรือเรียกสั้นๆว่า GPR) ตรวจสอบดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนลงมือ ขุด หรือใช้ตรวจสอบเมื่อขุดไประยะหนึ่งจนแทบไม่พบหลักฐานใดๆ แล้วเพื่อตรวจดูว่าถ้าขุดต่อไปจะพบชั้นกิจกรรมของมนุษย์อีก หรือไม่ ซึ่งเครื่องGPR บางรุ่นจะมีหน้าตาคล้ายๆเครื่องตัดหญ้า วิธีการใช้ก็ คล้ายเครื่องตัดหญ้าตรงที่ต้องเข็นวนไปวนมาบนพื้นดิน แต่ต่างกันที่เครื่องนี้ สามารถส่งคลื่นทะลุลงไปใต้ดิน แล้วส่งสิ่งที่ตรวจวัดได้เป็นกราฟขยุกขยิกมาให้ แปลความอีกทีหนึ่ง

เมื่อตกลงกันได้แล้วว่าจะขุดตรงไหน นักศึกษาปี 2 ก็จะวางผังหลุมขุดค้น โดยใช้เครื่องมือแบบ ช่างรังวัดช่วยในการวางผังคลุมให้ทั่วบริเวณที่จะขุด และทำผังบริเวณรอบๆที่ขุดค้นด้วย งานนี้ก็จะโหวกเหวก วุ่นวายหน่อย เพราะพวกน้องๆเขาต้องส่งสัญญาณให้ขยับไม้สตาฟ ลากสายเทปวัดระยะยาวๆ แล้วก็ตอกหมุด ลงพื้น เสร็จแล้วก็จะขึงเชือกให้เป็นช่องตารางไว้ทั่วบริเวณ พวกเรานิยมใช้เชือกสีขาวแบบเชือกผูกห่อพัสดุ บางครั้งเด็กๆ ที่มาดูก็จะทึกทักว่าพวกพี่นักศึกษาเขาขึงด้ายสายสิญจน์เตรียมทำพิธีแบบที่เห็นในหนังผี แต่อันที่ จริงแล้วเชือกที่ขึงไว้ก็เพื่อความสะดวกในการกำหนดขอบเขตของหลุมขุดค้น ส่วนขุดไปแล้วจะพบอะไรบ้าง ก็ เป็นเรื่องที่ยังไม่อาจคาดเดาได้ เพราะการแปลความที่ได้จากการใช้เครื่อง GPR ก็บอกได้เพียงว่ามีบางสิ่งบาง อย่างอยู่ใต้ดินตรงนั้น

หากขุดแล้วพบโครงกระดูกของคน โบราณ นักศึกษาปี 3 ก็จะต้องใช้ความรู้วิชา กายวิภาค (anatomy) ที่ได้เรียนมา บอก ให้ได้ว่าเป็นโครงกระดูกของผู้หญิง หรือผู้ชาย ยังเป็นเด็กหรือแก่แล้ว และก็อาจจะเก็บขึ้นไปศึกษาใน รายละเอียดต่อว่าเขาหรือเธอคนนั้น จากโลกนี้ไปด้วยสาเหตุอะไร และหากโชคดีพบโครงกระดูกที่อยู่ใน สภาพดี ไม่ผุจนเกินไป อาจเก็บ ตัวอย่างส่งไปวิเคราะห์ดีเอ็นเอ ก็จะได้ ความรู้เกี่ยวกับประชากรยุคโบราณ เพิ่มขึ้น นอกจากโครงกระดูกมนุษย์แล้ว ก็มักจะขุดพบเครื่องใช้และเครื่องประดับที่ทำจากวัสดุต่างๆ ตลอดจน เมล็ดพืชและโครงกระดูกสัตว์ฝังร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ด้วย สันนิษฐานว่าหลักฐานเหล่านี้เป็นของอุทิศให้กับ คนตาย ซึ่งต้องอาศัยความรู้หลายแขนงมาช่วยในการวิเคราะห์เพื่อจะนำผลทั้งหมดมาปะติดปะต่อกันแล้วอธิบาย ความเชื่อเรื่องของพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายในยุคนั้น และไม่เพียงแต่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมความตาย สิ่งของที่พบยังอาจบ่งบอกถึงสถานภาพทางสังคมของผู้ตาย อาจบอกถึงการติดต่อกับชุมชนอื่น และอาจบอก ได้ถึงสภาพแวดล้อมในยุคนั้นได้อีกด้วย เช่น หลุมฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่เต็มไปด้วยของอุทิศ จำนวนมาก ที่โครงกระดูกสวมเครื่องประดับทำจากหินกึ่งอัญมณีและโลหะหลายชิ้น อาจแสดงให้เห็นว่าเป็น โครงกระดูกของบุคคลที่เคยมีสถานภาพสูงในชุมชนนั้น นอกจากนี้เมื่อนำเครื่องใช้และเครื่องประดับบางชิ้นไป วิเคราะห์หาองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบทางกายภาพหรือองค์ประกอบทางเคมีก็ตาม ถ้าปรากฏว่าองค์ประกอบของโบราณวัตถุชิ้นนั้นเหมือนกับองค์ประกอบของเครื่องใช้หรือเครื่องประดับชนิดเดียวกันที่พบจากแหล่งโบราณคดีอื่นที่อยู่ไกลออกไป ก็อาจแสดงให้เห็นว่าคนในแหล่งโบราณคดีที่กำลังขุดค้นมี การติดต่อแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่น ซึ่งการวิเคราะห์องค์ประกอบของโบราณวัตถุนี้อาจเป็นการวิเคราะห์

นอกจากการพยายามสร้างภาพสันนิษฐาน ของสภาพแวดล้อมในอดีตจากพืชหรือสัตว์ที่พบ แล้ว ยังมีงานโบราณคดีอีกสาขาหนึ่งที่เน้นศึกษา ภูมิประเทศในบริเวณที่พบว่ามีการตั้งถิ่นฐานใน สมัยโบราณ เช่น การศึกษาว่าเมืองโบราณแห่งนี้ เคยตั้งอยู่บนแนวชายฝั่งทะเลโบราณหรือไม่ งานประเภทนี้นักโบราณคดีต้องโดดขึ้นมาจากหลุมขุดค้นแล้วคว้าภาพถ่ายทางอากาศหรือภาพถ่าย ดาวเทียมมาแปลความด้านสภาพภูมิประเทศ โบราณก่อนลงสำรวจในพื้นที่จริง แล้ววางแนวเจาะ เอาตัวอย่างตะกอนในบริเวณนั้นไปศึกษา ซึ่งเป็น แนวทางที่ต้องอาศัยความรู้ด้านธรณีวิทยากับ โบราณคดีมาใช้ควบคู่กันกับการกำหนดอายุของ ตะกอนด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้วิธีเรือง แสงความร้อน (Thermoluminescence Dating) ส่วน การกำหนดอายุจากอินทรียวัตถุก็นิยมใช้การหาอายุ จากคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon Dating) หรือ เรียกกันโดยทั่วไปว่าวิธีหาอายุโดยการใช้คาร์บอน 14 ซึ่ง เป็นวิธีที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในการกำหนดอายุ ของแหล่งโบราณคดีด้วย

ถึงแม้ว่า นักโบราณคดีมักจะโดนล้อเลียน ว่าเป็นคนโบราณคร่ำครึเพราะศึกษาแต่เรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกนี้ แต่การที่ จะไขปริศนาอันลี้ลับต่างๆ เกี่ยวกับคนในยุคสมัยที่ ไม่มีใครในปัจจุบันเกิดทันกลับต้องอาศัยความรู้ ด้านเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มีอยู่ในโลกนี้ ดังนั้น นักโบราณคดีจึงจำเป็นต้องรู้บางสิ่งในศาสตร์ หลายๆแขนง ซึ่งเวลาสี่ปีในภาควิชาโบราณคดีดู เหมือนจะน้อยนิด คงไม่สามารถเรียนได้หมดทุก อย่าง แต่อย่างน้อยในการเรียนวิชาต่างๆของภาค วิชาฯจะทำให้นักศึกษาทราบว่าจะใช้วิทยาศาสตร์ มาตอบคำถามด้านวัฒนธรรมในอดีตได้อย่างไร และถ้าลงมือวิเคราะห์เองไม่ได้จะไปพึ่งใครที่ไหนได้บ้าง เช่น ถ้าจะส่งตัวอย่างไปกำหนดอายุด้วย คาร์บอน 14 ต้องติดต่อหน่วยงานไหน แต่ นักศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีเก็บตัวอย่างสำหรับ ส่งวิเคราะห์ด้วยวิธีที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยง การปนเปื้อนอันจะทำให้ค่าอายุที่ได้ผิดเพี้ยนไป

จากที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวอย่างการเรียนและ การทำงานบางส่วนของ นักโบราณคดี ซึ่งจะเห็นได้ว่า งานของนักโบราณคดีไม่ได้มี เพียงการแต่งตัวเท่ๆแบบอินเดียน่า โจนส์ออกไปขุด ค้น ทำท่าเก๋ๆเอาแปรงปัดๆหลุมแล้วขนสมบัติโบราณ ล้ำค่ากลับไป แต่การเป็นนักโบราณคดีมืออาชีพนั้น ต้องผ่านการทำงานตามขั้นตอนต่างๆ มากมายใน ภาคสนามและยังต้องนำสิ่งที่ขุดพบมาวิเคราะห์ต่อ ในห้องปฏิบัติการ ส่วนใหญ่หลักฐานที่นำไปวิเคราะห์ ไม่ใช่ของมีราคาตามค่านิยมของคนยุคปัจจุบัน แต่เป็น “ขยะ” ที่คนโบราณทิ้งไว้ซึ่งในทัศนะของ นักโบราณคดีแล้วสิ่งเหล่านั้นให้ข้อมูลเชิงวิชาการ ล้ำค่า เพราะทำให้เรารับรู้และเข้าใจถึงวัฒนธรรม ของมนุษยชาติในอดีตได้ ซึ่งในบางเรื่อง เมื่อวิเคราะห์ แล้วก็ยังไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจน และข้อสมมติฐานหรือข้อสรุปบางอย่างก็ต้อง เปลี่ยนแปลงตามหลักฐานใหม่ๆที่มีการค้นพบเพิ่มขึ้น สำหรับนักศึกษาโบราณคดีนั้นกว่าจะจบกระบวนการทำงานภาคสนามแต่ละครั้งจนถึงขั้นเขียนรายงานส่ง ได้ เวลาปิดเทอมใหญ่ก็ดูเหมือนว่าจะผ่านไปอย่าง รวดเร็ว แต่หากใครมุ่งมั่นว่าจะเป็นนักโบราณคดีที่ดี ในอนาคต คงต้องสวมบทบาทของ “นักเรียนรู้” ไป ตลอดชีวิตเลยทีเดียว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *