ท่านผู้อ่านหลายท่านคงตระหนักถึงกระแสข่าว การจัดตั้งกระทรวงใหม่ของประเทศไทย ในชื่อของ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ที่กำลังใกล้จะเกิดขึ้นจริงในเร็วๆ นี้ โดยกระทรวงดังกล่าว มีหลักง่ายๆ คือ 1) สร้างกลไกระดับกระทรวงที่สามารถตอบโจทย์ นโยบายประเทศไทย 4.0 ได้สำเร็จ 2) ไม่มีการเพิ่มกระทรวง และไม่เพิ่มความซ้ำซ้อนของการบริหารราชการ และ 3) ให้การศึกษาระดับอุดมศึกษา สามารถเป็นต้นน้ำ ไปสู่การวิจัยพัฒนานวัตกรรมให้กับประเทศ ทั้งในด้านการคิดค้น บุคลากร และโครงสร้าง พื้นฐาน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงใหม่ที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้เป็นการสร้างกระทรวงใหม่ เพื่อให้มีตำแหน่งรัฐมนตรี ปลัด – กระทรวง หรืออธิบดี เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นแนวทางที่แยกหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ด้านการศึกษาระดับ อุดมศึกษา หรือ อดีตทบวงมหาวิทยาลัย ที่เคยถูกรวมกับกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี 2545 ในฐานะสำนัก คณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) ย้ายมารวมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และตั้งเป็น กระทรวงใหม่ ที่ดูงานวิจัย และนวัตกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพราะมหาวิทยาลัยจำนวนมาก เป็นแหล่งศึกษาและคิดค้นวิทยาการมากมายที่หลายครั้งยุติลงที่วิทยานิพนธ์ ที่คนชอบพูดว่าเก็บขึ้นหิ้ง ในขณะที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เดิม ที่เป็นแหล่งสรรพกำลังบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก ก็ขาดฐานที่ดีที่จะนำมาต่อยอด เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การวิจัย และพัฒนานวัตกรรมของหน่วยงานในสังกัดของ วท. หลายองค์กร เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ แห่งประเทศไทย (วว.) สำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ศูนย์ความเป็นเลิศทางชีววิทยาศาสตร์ (ศลช.) ก็มีงานศึกษาวิจัยไปในลักษณะต่างๆ กัน และอันที่จริงก็มี ช่องทางพบปะกันอยู่บ้างข้ามกระทรวง ในมิติของการพัฒนาทีมวิจัยร่วมกัน การจับมือนำผลการวิจัยไปต่อยอด เชิงพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งการที่ วท. สนับสนุนการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ให้อยู่ใต้ความดูแลของมหาวิทยาลัย ต่างๆ ดังนั้น เมื่อกลุ่มองค์การภาควิจัยและพัฒนาของ วท. สามารถมาร่วมทำงานกับกลุ่มมหาวิทยาลัย ภายใน ร่มเงากระทรวงเดียวกันอะไรๆ ก็น่าจะง่ายขึ้น

ประเด็นถัดมาที่คนจำนวนไม่น้อย มีความคับข้องใจ ก็คือ แล้วสาขาที่เป็นสายศิลป์จะทำเช่นไร คณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ จะได้รับการเหลียวแลไหม เมื่อกระทรวงใหม่ออกไปในแนว วิทยาศาสตร์จ๋าซะขนาดนั้น เมื่อมีเหตุเช่นนี้ การหาคำอธิบายต่างๆ และการหากลไกต่างๆ มารองรับจึงเป็น ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ กับวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือ ด้านมนุษยศาสตร์ อาทิ ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ดุริยางคศาสตร์ ย่อมมีความแตกต่างกันไป ดังนั้น ทางออกชั้นแรกที่ต้องคิดคือ ให้ทำใจกว้างเอาไว้ สำหรับผู้ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องใน การบริหารกระทรวงขวดใหม่ใส่เหล้าคอกเทลผสม ก็คือ คำว่า Science นั้น แท้จริง แปลว่าศาสตร์ คำว่า ศาสตร์ ไม่ว่า จะเป็น วิทย์ สังคม มนุษย์ ก็ย่อมต้องอาศัยพื้นฐานของความเข้าใจ วิธีวิจัย การใช้ตรรก การสุ่มตัวอย่าง หรือ การใช้หลักการของการสืบหาเหตุผล และข้อเท็จจริง มาพิสูจน์ หรือ รองรับสมมุติฐาน ถ้าด้วยหลักการนี้ ย่อม หมายถึง ศาสตร์ ไม่ว่าจะสาขาใด้ ย่อมต้องนำพาไปสู่ผลการวิเคราะห์วิจัย ที่เป็นประโยชน์ และอาจนำไปสู่ นวัตกรรม และมีความจำเป็นอย่าง ยิ่งที่นักวิชาการในสาขาต่างๆ จะ สามารถทำงานร่วมกันได้ใน ภาพรวม โดยเฉพาะ อย่างน้อย แค่คำว่า การนำผลการวิจัยไป เพิ่มมูลค่าทางการตลาด ย่อม เกี่ยวข้องกับผู้เชี่ยวชาญหลาก หลายสาขา ทั้งวิทย์และศิลป์ ดังนั้น คำว่า Art เอง ที่มักใช้เรียกสาขาของคนไม่ชอบคณิตศาสตร์ ว่า เป็นสายศิลป์ ก็มีนิยามขยายออกมากกว่านั้น เช่นเดียวกัน เพราะศิลป์ ไม่ได้มีเพียงภาษา การวาดรูป การขับร้อง เล่นดนตรี เท่านั้น แต่ศิลป์กลับสอดแทรกไปในวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไป จนถึงการเจรจา และการสื่อสารข้อมูลที่นำมาซึ่งโอกาส ดังนั้น นักธุรกิจนวัตกรรมรุ่นใหม่ หรือ ที่เรียกว่า Start-up ที่จะประสบความเร็จได้ดี จึงต้องเป็นผู้มีองค์รวมของการใช้วิทยายุทธ ทั้งศาสตร์และศิลป์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเอง

ตัวอย่างที่น่าสนใจของสาขาวิชาที่ช่วยยืนยันอย่างดี ว่า ศาสตร์และศิลป์เป็นของคู่กัน เป็นสิ่งที่ต้องยืน เดิน นั่ง นอน ไปด้วยกัน และน่าจะดึงดูดความสนใจของผู้อ่านที่สุด เห็นจะเป็นสาขาโบราณคดี ที่เป็นกระแสให้ละครไทยหันมาสนใจหลายครั้ง ในยุคโหยหาอดีตอันหอมหวาน และยุคแสวงหาอนาคตที่เบ่งบานด้วยประชาธิปไตยของ เยาวชนไทย Generation 4.0 โบราณคดี (Archaeology) เป็นการแสวงหา ความรู้ในอดีต จากสิ่งที่จับต้องได้ เป็น โบราณสถาน เป็นโบราณวัตถุ ซึ่งต้อง อาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์

เป็นโบราณสถาน เป็นโบราณวัตถุ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทางประวัติศาสตร์ (History) ซึ่งเป็นการศึกษาทางหลักฐาน ที่มีการบันทึกต่างๆ มีลายลักษณ์อักษร ดังนั้น เมื่อเราค้นพบซากโครงกระดูก ที่ไม่มีหลักฐานบันทึกมาก่อน จึงเป็น การศึกษาโบราณคดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ยุคหิน ยุตสำริด ยุคเหล็ก เป็นต้น การใช้ชื่อยุคด้วยศัพท์ทางธรณีนี้ ช่วยยืนยันชัดเจน ว่าต้องอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน การพิสูจน์ เช่น การใช้วิธีเรืองแสงความร้อน (Thermoluminescence Dating) การหาอายุจากวิธีทาง กัมมันตรังสี (Radiocarbon Dating) หรือการใช้คาร์บอน 14 ซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีเป็นตัวนับอายุของ วัตถุโบราณ โดยใช้หลักครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันรังสี เป็นต้น ดังนั้น คณะโบราณคดี ของมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงน่า จะได้ประโยชน์เต็มที่หากได้มีโอกาส ใช้ facility ของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือ MTEC เพื่อประกอบวิธีการศิลาวรรณา หรือ วิเคราะห์เครื่องมือหินหรือภาชนะต่างๆ แม้กระทั่ง BIOTEC ก็ยังเกี่ยวข้องเนื่องจากในหลุมขุดค้นจำนวนมากก็ยังพบเมล็ดธัญพืช ซากพืชซากสัตว์โบราณที่เขา บรรจุเข้าไปในโลงศพมนุษย์โบราณ นอกจากนั้น ภาพถ่ายระยะไกล remote sensing ของ GISTDA ก็เป็นอีกอุปกรณ์ที่ทำให้นักโบราณคดี สามารถเห็นแนวกำแพง แนวคูคลอง โบราณ มาจนถึงซากโบราณสถานใต้ดิน ที่ตรวจได้จากการใช้คลื่นความร้อน (Thermal) ถ่ายภาพ

ในทางอนุรักษ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็มีความเกี่ยวข้อง อย่างมากมาย ตั้งแต่แนววิธีการดั้งเดิมของสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (Ecole Francais d”Extreme Orient) ที่ใช้ซ่อมแซมปราสาทต่างๆ โดยเอาหลักการ ทางคณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มารื้อซากปราสาทหิน แล้วเรียงเบอร์หินเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ เพื่อค้นหาจิ๊กซอว์ที่ถูกต้องในการบูรณะ ที่เรียกกันว่า Anastylosis หรือ การบูรณะโบราณ – สถานศิลปะแบบไทยแท้ที่สามารถนำแสง ซินโครตรอนมาพัฒนาผลิตกระจกเกรียบที่มีความคงทนมากขึ้นและได้สีที่เหมาะสมกับ การศึกษาวิจัยจากเศษกระจกโบราณ และนำ มาติดประดับประดาวัดวาอารามให้สวยงาม ข้ามกาลเวลาไปให้ถึงประเทศไทย 5.0 ทั้งนี้ เทคโนโลยีทั้งหมดที่เอามาใช้ ยังต้องผนวก กับความเข้าใจด้านมานุษวิทยา กายวิภาค และรูปแบบศิลปะในยุคต่างๆ ไม่ว่าจากอดีต อันยาวไกล สู่สมัยประวัติศาสตร์ ที่มีหลักฐาน เอกสารให้ศึกษา ซึ่งก็ต้องมีเทคโนโลยีเข้า ช่วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ความหมายของคำว่า วิทยาศาสตร์ กับคำว่า ศิลปะ หรือคำว่า ศาสตร์ กับ ศิลป์ จึงมีความหมาย เขย่งกันไปมา แบบไม่สามารถแยกออกจากกันเป็นสองฝั่งชัดเจนได้ บุคลากรไทยยุค 4.0 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัว ในโอกาสนี้ สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้ รับการสนับสนุนจาก ดร.พอล เทเลอร์ (Dr. Paul Taylor) แห่ง Museum of Natural History หรือ พิพิธภัณฑ์แห่งประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ในการอนุเคราะห์ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย จากหลักฐานชิ้นสำคัญหลายชิ้น ที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ อาทิ ตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ผ้าไทยเก่าๆ ไปจนถึง เอกสารต่างๆ โดยผลงานยิ่งใหญ่ล่าสุดของอาจารย์พอล เทเลอร์ ก็คือ การค้นพบลายพระหัตถ์ต้นฉบับเพลง พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ในหลวง ร. 9 ในคลังเก็บห้องสมุดรัฐสภา สหรัฐฯ และมีการเชื่อมโยงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ จนสรุปได้ว่าเป็นต้นฉบับของจริง และพิสูจน์ให้ เห็นได้ชัดว่า วิทยาศาสตร์ (Natural Science) สังคมศาสตร์ (Social Science) และมนุษยศาสตร์ (Humanity) ต่างอาศัยกันและกันในการศึกษาหลายมิติ เพื่อค้นคว้าแสวงหาคำตอบ การวิจัยพัฒนา ไปจนถึงการเพิ่มมูลค่า และความหมายในตลาดและสังคม

ดังนั้น การเปิดศักราชใหม่ของ “รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ในนามของ “วิทย์ปริทัศน์” เล่มแรกของปี 2562 จึงขอเป็นฉบับสะพานเชื่อมศาสตร์และศิลป์ ที่จะมาพร้อมกับการก่อตั้งกระทรวงใหม่ ที่ชื่อว่า กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยใช้แนวทางแห่งประวัติและโบราณคดี มาเป็นตัวอย่าง ของการย้อนอดีตอย่างมีเหตุมีผลบนข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยวิธี STEAM (Science, Technology, Engineering, Art, and Mathematics) กรอบแนวคิดใหม่ที่สดใสกว่า STEM นั่นเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *