เมื่อกล่าวถึงคำว่าเพลงหรือดนตรี อันที่จริงนั้นเกิดคู่ คงอยู่กับมวลมนุษยชาติมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลแล้ว ทุกเผ่าพันธุ์มีเพลงพื้นบ้าน มีการฮัมเพลงตีเกราะเคาะไม้ กระโดดโลดเต้นกันมายาวนาน แต่จุดเริ่มของศาสตร์ การดนตรีได้มีขึ้นเมื่อมนุษย์ได้ผลิตคิดค้นอุปกรณ์หรือ เครื่องดนตรีที่สามารถให้เสียงไล่ระดับมาตรฐานที่ตนเอง ต้องการ เพื่อประกอบขึ้นเป็นตัวโน้ต เมื่อกล่าวถึงดนตรี ของโลกตะวันตก ซึ่งได้พัฒนากลายเป็นดนตรีสากล ที่เล่นกันทั่วโลกในปัจจุบัน ทุกคนมักจะคิดได้ทันทีว่า เพลงเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากยุโรป และมีเครื่องดนตรี มากมายก็มีชื่อมาจากภาษายุโรป เช่น เจ้าเบาดัง “pianoeforte” ซึ่งต่อมาเรียกย่อว่า เปียโน หรือ เจ้าปล้องคด “saxophone” ซึ่งในทางทฤษฎี ดนตรีตะวันตก สามารถ แบ่งออกได้เป็น 7 ยุค เริ่มตั้งแต่ยุคกลางที่นับว่าเป็นยุคแรก ในคริสตศควรรษที่ 5 – 15 ที่เพลงมีการพัฒนามาจาก เพลงสวด (Chant) มีการเล่นดนตรีในโบสถ์เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบัน ไม่มีอิทธิพลต่อโลกดนตรีร่วมสมัยเท่าใดแล้ว จนต่อมาใน ในยุคเรอเนสซองค์ (คริสตศตวรรษที่ 15 – 16) สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการได้มีพัฒนาดนตรีออกนอกโบสถ์ มากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการใช้คอร์ดเท่าใดนัก จนมาถึงยุคบาโรค (ราว ค.ศ. 1600 – 1750) พัฒนาการของดนตรีคลาสสิค ค่อยๆ ประกอบเป็นรูปร่าง ทั้งเสียงเมเจอร์ และไมเนอร์ การใช้เสียงหลัก อัตราจังหวะ และการใช้ลักษณะของ เสียงเกี่ยวกับความดังค่อย ก็เกิดขึ้น คนเล่นดนตรีคลาสสิค ในปัจจุบัน ยังคงรู้จักเพลงของ Bach Handel หรือ Vivaldi ได้ดี จนมาถึงช่วง ค.ศ. 1750-1825 ดนตรี ตะวันตกก็ได้มาถึงยุคคลาสสิกจริงๆ ลักษณะของบทเพลง มีความสวยงามมีแบบแผน บริสุทธิ์ ทั้งมีความซับซ้อนสอด ประสานระหว่างการใช้เครื่องดนตรีต่างๆ ทั้งแบบ concerto symphony หรือ เพลงเดี่ยว(Sonata) คนสำคัญยุคนี้ก็คือ Mozart และ Beethoven ความสำเร็จของการพัฒนายุคนี้ นำความงดงามต่อเนื่องมาจนถึงยุคโรแมนติก ราว ค.ศ. 1825-1900 ที่นักประพันธ์เพลงได้ถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ลงไปในบทเพลง มีการใส่สีสันของเสียงจาก เครื่องดนตรีเป็นสื่อในการแสดงออกทางอารมณ์ ลักษณะ การผสมวงพัฒนาไปมาก วงออร์เคสตร้ามีขนาดใหญ่ มากขึ้นกว่าในยุคคลาสสิค นักดนตรีชั้นนำ เกิดขึ้นมากมาย ทั่วยุโรป เช่น Beethoven Chopin Schumann Shubert Brahms Tchaikovsky Puccini Strauss Sibelius หลังจากนั้น ก็เข้าสู่ยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ (ค.ศ. 1890 – 1910) ลักษณะสำคัญของเพลงยุคนี้คือ ใช้บันไดเสียงแบบ เสียงเต็ม ซึ่งทำให้บทเพลงมีลักษณะลึกลับ คลุมเครือไม่ กระจ่างชัด ดังเช่น เพลงในยุคโรแมนติก การประสาน เสียงไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ผลงานจำนวนมากไม่ได้รับ ความนิยมไปในที่ต่างๆ สักเท่าไหร่ จนกระทั่ง ยุคศตวรรษที่ 20 อิทธิพลความไม่มีรูปแบบ ได้ถูกนำมาผสมผสานกับ หลักเกณฑ์ของยุคคลาสสิค เกิดเป็นยุคของการทดลอง สิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ และนำเอาหลักการเก่าๆ มาพัฒนา เปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้ากับแนวความคิดในยุคที่เต็มไปด้วยสงครามโลกถึงสองครั้ง และความพยายามปลดแอก จากสังคมอาณานิคมและทาส รวมทั้ง ความเปลี่ยนแปลง ในวิทยาการด้านเครื่องดนตรี ที่ใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดเสียงดนตรีซึ่งมีสีสันที่แปลกออกไป

ในยุคศตวรรษที่ 20 นี้ เอง ที่แนวดนตรีใหม่ได้เกิดขึ้น ในซีกโลกใหม่ โดยเฉพาะพัฒนาการของสังคมคนอเมริกา ที่เป็นพหุสังคมของคนหลากหลายอารยธรรม เชื้อชาติ และสีผิว ไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรีแจ๊ส หรือ ร๊อก ล้วนมีต้นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา และความก้าวหน้าและสถานะ ของการเป็นมหาอำนาจ ได้ค่อยๆ ทำให้เพลงแนวใหม่ที่ เพิ่งเกิดขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 20 ได้รับการยอมรับไป ทั่วโลก และกลายเป็นสไตล์เพลงสากลที่ทั่วโลกเล่นกันอยู่ทุกวันนี้

ดนตรีแจ๊ส (Jazz) เป็นลักษณะดนตรีชนิดหนึ่งที่พัฒนา มาจากกลุ่มคนดำในสหรัฐอเมริกา ในราวทศวรรษ 1920 ในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา โดยมี ลักษณะพิเศษคือ มีจังหวะชัดเจนที่เล่นอย่างอิสระโดย การประสานกันขึ้นเองของนักดนตรีในขณะที่กำลังบรรเลง มีการลัดจังหวะ จังหวะสวิง การโต้และตอบทางดนตรี และการเล่นสด โดยใช้เครื่องดนตรี ที่เป็นเครื่องเป่า เช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเป็ต ทรอมโบน หรือเครื่องดีด อย่าง กีตาร์ แบนโจ ทูบา รวมทั้ง การใช้เปียโนเป็น ตัวบรรเลงโน๊ตที่อิสระไร้รูปแบบ เล่นบทบาทนำล้อกันไปมา ซึ่งแตกต่างจากยุคคลาสสิคโดยสิ้นเชิงวงดนดรีวงแรกที่นำสำเนียงแจ๊สมาสู่ผู้ฟังหมู่มากคือ ดิ ออริจินัล ดิกซีแลนด์ แจ๊ส แบนด์ (The Original Dixieland Jazz Band: ODJB) ด้วยจังหวะเต้นรำที่แปลกใหม่ ทำให้โอดีเจบีเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก พร้อมกับให้ กำเนิดคำว่า “แจ๊ส” ตามชื่อวงดนตรี โอดีเจบีสามารถขาย แผ่นได้ถึงล้านแผ่น รากลึกของแจ๊สนั้นมีมาจากเพลงบลูส์ (Blues) คนผิวดำที่เล่นเพลงบลูส์เหล่านี้เรียนรู้ดนตรีจาก การฟังเป็นพื้นฐาน จึงเล่นดนตรีแบบถูกบ้างผิดบ้าง เพราะจำมาไม่ครบถ้วน มีการขยายความด้วยความพึงพอใจของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งกลายเป็นที่มาของคีตปฏิภาณ (Improvisation) คือ การแต่งทำนองเพลงขึ้นมาใหม่ สด ๆ โดยไม่ได้เตรียมตัวมาล่วงหน้า หรือการโซโล่แบบด้นสด

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทางการสั่งปิดสถาน เริงรมย์ในนิวออร์ลีนส์ ทำให้นักดนตรีส่วนใหญ่เดินทาง มาหากินในชิคาโก นิวยอร์ก และ ลอสแอนเจลิส ทั้งสาม เมืองจึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะนักดนตรีแจ๊สในช่วงนั้น ชิคาโกดูจะเป็นเมืองที่มีความก้าวหน้าทางดนตรีแจ็สเหนือกว่าอีกสองเมือง เพราะมีนักดนตรีมาทำงานมาก ชิคาโก เป็นเมืองที่ทำให้ หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) เป็นที่รู้จัก และกลายเป็นนักดนตรี นักร้องแจ๊สชื่อก้องโลก ในเวลาต่อมา ในด้านการพัฒนา ชิคาโกมีดนตรีแจ๊สที่ สืบสายมาจากนิวออร์ลีนส์แต่มีลักษณะเฉพาะตัว มีการ ทดลองจัดวงในแบบของตัวเอง เริ่มเอาเครื่องดนตรีใหม่ ๆ เช่น แซ็กโซโฟนมาใช้รวมกับ คลาริเน็ต ทรัมเป็ต มีการทดลองแนวดนตรีใหม่ ๆ เช่น การเล่นเปียโน แบบสไตรด์ (Stride piano) ของเจมส์ จอห์นสัน (James P. Johnson) เป็นต้น ส่วนนิวยอร์กรับหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ของแจ๊สในยุคปลายทศวรรษ 1920 แทนชิคาโก ดนตรีแจ๊สในนิวยอร์กพัฒนาเพื่อเป็นดนตรีเต้นรำให้ความ สนุกสนานบันเทิง และเป็นที่มาของ สวิง (Swing) และ บิ๊กแบนด์ (Big Band) ในเวลาต่อมา

ดนตรีร็อก (Rock) หรือ ร็อกแอนด์โรล (Rock”n Roll) เป็นดนตรีที่ประกอบด้วย กีตาร์ กีตาร์เบส กลอง เป็น เครื่องดนตรีหลัก รูปแบบดนตรีง่ายๆ เน้นความหนักแน่น ในเนื้อหาที่ต้องการสื่อ และความสนุกสนาน คิดค้นขึ้น ในค้นศตวรรษที่ 60 โดยเอลวิส เพรสลีย์ โดยการนำเอา การร้องที่ใช้เสียงสูงของเพลงบลูส์ของ คนผิวดำ ผสมกับ ทำนองสนุกสนานของเพลงคันทรีของคนผิวขาว เป็นการ ผสมผสานของวัฒนธรรมของสองเชื้อชาติ ซึ่งเอลวิส เพลสลีย์ ต่อมาได้รับการยกย่องและเรียกว่าเป็น “ราชาร็อกแอนด์โรล” และเพลงร็อกก็ได้พัฒนาและต่อยอดมาตราบอย่างหลาก หลาย มาจนปัจจุบัน ที่แตกแขนงออกเป็นหลายประเภท เช่น เฮฟวี่เมทัล, เดธเมทัล, บริติสร็อก, อัลเทอร์เนทีฟ เป็นต้น

ดนตรี Rock มีรากฐานมาจากดนตรีบลูส์ (Blues) ซึ่งมีกําเนิดโดยคนผิวดําที่ถูกฝรั่งจับมาเป็นทาส เช่นเดียว กับดนตรีแจ๊ส คนผิวดําเหล่านี้ถูกฝรั่งใช้งานอย่างหนัก ในการปลูกฝ้าย และยาสูบในภาคใต้ของสหรัฐ (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1600s) เวลาทํางานในไร่ พวกเขาปลอบประโลมใจ ด้วยการร้องเพลงเป็นจังหวะ ขุดดิน เหวี่ยงจอบเป็นจังหวะ ไปพร้อมๆกันนี้ คือที่มาของดนตรีบลูส์ ซึ่งจะมีลักษณะเด่น คือการขับร้องและเล่นโดยใช้ Pentatonic Scale คือว่ามัน มีเสียงโน๊ตหลักๆอยู่เพียงห้าเสียง ตัวอย่างเช่นใช้คอร์ด C7 เป็นจุดเริ่มของเพลง จะพบว่าเสียงใน Pentatonic Scale นั้นจะมีโน๊ตตัว C, D#, F, G, A#, และ C สูง แต่ไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่นั้น ในเรื่องของจังหวะ ดนตรีบลูส์ จะมีจังหวะที่หลากหลายและผสมผสานที่สุด ตั้งแต่ ช้ามาก จนถึงแบบ เร็วรัว และเป็นจุดเริ่มต้นของคนตรี Rock

ศิลปินเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนผิวดํา ทําให้สังคมอเมริกัน (ซึ่งเป็นสังคมเหยียดผิว ช่วงเวลานั้น) ไม่ยอมรับ และ จําต้องพยายามหานักร้องผิวขาวอย่างเช่น Elvis Presley, Pat Boon, Jerry Lee Lewis, Bill Haley มาร้องแทน แม้ว่าเพลงที่นํามาขับร้องจะเป็นเพลงของศิลปินผิวดําแทบทุกเพลงก็ตาม และแล้ว แนวเพลงร็อกของอเมริกา ที่มีรากฐานจากเพลงคนดำ ก็ส่งออกข้ามกลับไป ยังอังกฤษผู้ปกครองเก่าของสหรัฐ จนทําให้เกาะอังกฤษ นั้นกลายเป็นจุดกําเนิดของวง Rock กันหลายวง และ ที่ออกจะมีชื่อเอามากในช่วง 1960s ก็คือ The Beatles และ The Rolling Stones วงคนตรีทั้งสองนี้แตกต่าง จากนักร้องอย่าง Elvis Presley หรือ Pat Boon ตรงที่ พวกเขาสามารถแต่งเพลงเองได้ และทําให้เกิดกระแส ใหม่หลายอย่างในเพลง Rock อย่างเช่นการใช้กีต้าร์ “เสียงแตก”(Distortion) เพื่อสร้างนํ้าหนักและตอบสนอง ความต้องการในการฟังที่แปลกใหม่ ของเด็กรุ่นใหม่ The Beatles และ The Rolling Stones สามารถเข้าความ ต้องการอย่างแท้จริง ของเด็กวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกาได้ ดีกว่าศิลปินชาวอเมริกันอย่าง Elvis Presley ซึ่งเลือกที่จะ อยู่ฝ่ายรัฐบาล นอกจากนั้นแล้วเพลงของ The Beatles

สมัยปลายปี 1960s ยังมีเรื่องกบฎการเมืองเข้ามา เกี่ยวข้องเสียด้วย อย่างเช่นเพลง “Back in the USSR” และ “Revolution” ซึ่งทําให้ John Birch Society ในสหรัฐต้องออกมาประกาศว่าวง The Beatles นั้นเป็นวง “คอมมิวนิสต์” ไม่เหมาะสมสําหรับเยาวชน

ดังนั้น คำว่าดนตรีสากลในปัจจุบัน จึงมีความใกล้เคียง ที่สุดกับดนตรีแจ๊ส และดนตรีร๊อก ซึ่งทั้งสองกำเนิดมาจาก การฮัมเพลงบลูส์ของทาสที่ทุกข์ระทมในไร่ของอเมริกัน และค่อยๆ พัฒนาแยกไปเป็นสองสายหลัก ที่เป็นรากฐาน ของแนวเพลงร่วมสมัย ที่ค่อยๆ ขยายอิทธิพลสู่การพัฒนา ดนตรีในครึ่งหลังของ คริสตวรรษที่ 20 มาจวบจนถึง ปัจจุบัน และได้รับการพัฒนาไปอีกหลากหลายมากมาย ทั้งอุปกรณ์เครื่องเล่นดนตรี วิธีการร้องของศิลปิน ตลอดจนท่วงท่าในการเต้น โดยเฉพาะสำหรับชาติในเอเชีย ซึ่งมีรูปแบบดนตรีเฉพาะตัว เมื่อนำแนวเพลงตะวันตก มาการผสมผสานกับดนตรีฝ่ายตะวันออก สร้างตัวเลือกที่ หลากหลายขึ้นมาในสังคมโลก ทำให้ คำว่าดนตรีสากล จึงมีความหมายมากมาย หลากหลาย แบ่งส่วนของตลาด โลกดนตรี และปันส่วนความบันเทิงให้กับประชาชน บนโลกใบนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *