ระบบการศึกษาของแต่ละประเทศมีความหลากหลายและความโดดเด่นที่แตกต่างกัน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ในแต่ละปีมีนักเรียนนักศึกษา จากไทยและจากต่างประเทศมาศึกษาต่อ ที่สหรัฐฯ จำนวนมาก

ประเภทของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา

  1. มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยของรัฐ
    สนับสนุนและบริหารโดยรัฐบาลของรัฐหรือรัฐบาลท้องถิ่น ทุกรัฐจะมีมหาวิทยาลัย แห่งรัฐหนึ่งแห่งเป็นอย่างน้อย โดยข้อสังเกตง่ายๆ มหาวิทยาลัยเหล่านี้จะถูกตั้งชื่อตามชื่อ ของรัฐนั้นๆ ตามด้วยชื่อเมืองที่ตั้ง หรือมีคำว่า “State” อยู่ในชื่อด้วย ตัวอย่างเช่น Washington State University, University of California + ชื่อเมือง (เช่น University of California, San Francisco), University of Wisconsin + ชื่อเมือง (เช่น University of Wisconsin-Madison) ซึ่งหลายมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่บริเวณตอนกลางของประเทศ เป็นสมาชิกกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียง ที่เรียกว่า “The Big Ten” เป็นต้น
  2. มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยเอกชน
    สถาบันอุดมศึกษาเอกชนบริหารโดยองค์กรเอกชน มีค่าเล่าเรียนที่สูงกว่าและมีขนาด เล็กกว่ามหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของรัฐบาล กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงมา ยาวนานที่รู้จักกันระดับนานาชาติ คือกลุ่ม Ivy League ที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ Harvard Yale Princeton Columbia Cornell เป็นต้น มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่ เกี่ยวข้องกับศาสนาทั้งหมดก็เป็นของเอกชน ซึ่งสถาบันเหล่านี้เกือบทุกแห่งยอมรับ นักศึกษาที่นับถือศาสนาอื่นเข้าเรียน และยังมีหลายสถาบันที่ยอมรับเฉพาะนักศึกษาที่ นับถือศาสนาเดียวกันกับสถาบันเข้าเรียน
  3. วิทยาลัยชุมชน หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษา
    คือวิทยาลัยชุมชนสองปีที่นักศึกษาจะได้รับอนุปริญญาเมื่อสำเร็จการศึกษา และสามารถโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อได้ อีกทั้งมีหลักสูตรประกาศนียบัตรด้วย หลักสูตรอนุปริญญาถูกแยกออกเป็นสองประเภทใหญ่ คือ หลักสูตรทางวิชาการที่ สามารถโอนย้ายหน่วยกิตได้ และหลักสูตรประกาศนียบัตรที่เตรียมความพร้อมทางอาชีพให้กับนักศึกษา หลักสูตรวิชาที่สามารถ โอนย้ายได้ คือ หลักสูตรวิชา Associate of arts และหลักสูตรวิชา Associate of science และหลักสูตรวิชาที่ไม่ สามารถโอนย้ายได้ คือ หลักสูตรวิชา Associate of applied science degrees และหลักสูตรประกาศนียบัตร นักศึกษาที่ สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนส่วนใหญ่จะทำการโอนย้ายหน่วยกิตไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยสี่ปีเพื่อให้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เนื่องจากนักศึกษาสามารถใช้หน่วยกิตที่ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยชุมชนได้ ดังนั้น นักศึกษาจึงใช้เวลา อีกสองปีหรือมากกว่าในการสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ วิทยาลัยชุมชนหลายแห่งเปิดสอนหลักสูตรติวเข้มภาษาอังกฤษ หรือ ESL เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ถ้านักศึกษาไม่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูง กว่าอนุปริญญา นักศึกษาควรทำการตรวจสอบภายในประเทศของตนว่านักศึกษาสามารถใช้วุฒิอนุปริญญาสมัครงานได้หรือไม่
  4. สถาบันเทคโนโลยี
    บางสถาบัน ไม่เรียกตัวเองว่า University แต่ใช้ว่า Institute of Technology เนื่องจากเน้นการสอนเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อให้นำไปปฏิบัติจริงในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะในสาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ สถาบันเทคโนโลยีที่ มีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ซึงมีโครงสร้าง พื้นฐาน เทียบเคียงมหาวิทยาลัยชั้นนำ การศึกษาในสถาบันเทคโนโลยีใช้เวลาอย่างน้อยสี่ปี ในการทำการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บางแห่งเปิดสอนหลักสูตร ปริญญาโท – เอก และบางแห่งเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น

บรรยากาศในห้องเรียน
ห้องเรียนมีหลายขนาดตั้งแต่ห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ที่มีนักศึกษาหลายร้อยคนเข้าเรียนไปจนถึงห้องเรียนขนาดเล็กและ ห้องสัมมนา(ห้องประชุม) ที่มีนักศึกษาเพียงแค่สองสามคนเท่านั้น บรรยากาศการศึกษาในห้องเรียนของชาวอเมริกันนั้น นักศึกษาจะต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โต้เถียงเพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง มีส่วนร่วมในการสนทนา และนำเสนอ งานของตน ซึ่งนักศึกษาชาวต่างชาติส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นใจที่สุดของระบบการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจารย์ผู้สอนจะมอบหมายให้นักศึกษาทำรายงานและอ่านหนังสือทุกอาทิตย์ นักศึกษาจะต้องทำการบ้าน อ่านหนังสืออยู่ ตลอดเพื่อที่จะสามารถทำความเข้าใจกับคำบรรยายและมีส่วนร่วมในการสนทนาในชั้นเรียนได้ และในบางครั้งนักศึกษาต้อง เข้าใช้ห้องแลปในการศึกษาของบางหลักสูตรวิชาอีกด้วย

การให้คะแนน
อาจารย์ผู้สอนแต่ละท่านจะมีเกณฑ์ให้คะแนนด้านการมีส่วนร่วมในห้องเรียนไม่เหมือนกัน นักศึกษาจะได้คะแนนผ่านการ มีส่วนร่วมในบทสนทนาภายในชั้นเรียนโดยเฉพาะในห้องสัมมนา ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการตัดสินให้คะแนน

  • การสอบกลางภาค ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาในช่วงการทำการเรียนการสอน
  • การรวบรวมส่งงานวิจัย การเรียบเรียงภาคนิพนธ์ หรือการส่งรายงานแลปอย่างน้อยหนึ่งฉบับเพื่อการประเมินผล
  • การสอบย่อย หรือการตอบคำถามในชั้นเรียน บางครั้งอาจารย์ผู้สอนจะให้นักศึกษาทำข้อสอบหรือตอบคำถามให้ห้องเรียน ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียนและคอยทำการบ้านที่ให้ไว้อยู่ตลอด
  • การสอบปลายภาค หลังจากการเรียนการสอนครั้งสุดท้ายของชั้นเรียน

ระบบให้คะแนนของสหรัฐอเมริกา จึงเน้นการมีส่วนร่วม การทำกิจกรรมเก็บคะแนน มากกว่า วัดผลตัดคะแนนจากการสอบ ปลายภาค

หน่วยกิต
หลักสูตรวิชาหนึ่งจะมีหน่วยกิตเป็นตัวเลขหนึ่งจำนวนหรือเป็นจำนวนชั่วโมง ส่วนใหญ่จะเป็นจำนวนชั่วโมงที่นักศึกษาทำการเรียนภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่ หนึ่งหลักสูตรวิชาจะเท่ากับ 3 – 5 หน่วยกิต
หลักสูตรเต็มเวลาในโรงเรียนส่วนใหญ่จะมี 12-15 หน่วยกิตชั่วโมง (4 หรือ5 หลักสูตรวิชาต่อหนึ่งเทอม) และนักศึกษาต้องเข้าทำการศึกษาให้ได้จำนวนหน่วยกิตที่ กำหนดเพื่อสำเร็จการศึกษา นักศึกษาชาวต่างชาติต้องศึกษาในหลักสูตรเต็มเวลาเท่านั้น
การโอนย้าย นักศึกษาที่ย้ายไปทำการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งใหม่สามารถ โอนย้ายหน่วยกิตที่ได้จากมหาวิทยาลัยเดิม มาใช้ในที่ใหม่ได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงสามารถ ย้ายมหาวิทยาลัยและสำเร็จการศึกษาภายในเวลาที่เหมาะสมได้

โอกาสหลังจากสำเร็จการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ
Optional Practical Training (OPT) คือ การจ้างงานแบบชั่วคราวที่ออกให้สำหรับนักเรียนต่างชาติ (ที่ศึกษาในสหรัฐฯ ด้วย วีซ่าประเภท F-1 ซึ่งออกให้สำหรับผู้ที่เข้าสหรัฐฯ เพื่อการศึกษา) นักศึกษาต่างชาติที่ได้รับ OPT จะสามารถเข้าทำงาน หรือฝึก งานทั้งแบบที่ได้รับและไม่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานหรือบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ในระยะเวลาที่จำกัด โดยทั่วไปแล้ว คนต่างชาติที่ประสงค์จะทำงานในสหรัฐฯ จะต้องใช้วีซ่าประเภท H1B ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับการทำงาน แต่โอกาสที่่จะได้วีซ่า H1B นั้นค่อนข้างน้อยและมีกระบวนการที่ซับซ้อน ดังนั้น ในระหว่างที่นักศึกษาถือ OPT จึงเป็นโอกาสที่จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ การทำงานในสหรัฐฯ และมีโอกาสได้แสดงความสามารถแก่นายจ้าง เพื่อสร้างโอกาสในการได้รับการว่าจ้างถาวรและขอวีซ่า H1B ต่อไป เอกสาร OPT จะมีอายุ 12 เดือน โดยนักศึกษาที่ที่สำเร็จการศึกษาจากสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) จะสามารถขอยืดอายุเอกสาร OPT ได้อีก 24 เดือน (รวมเป็น 36 เดือน) ทั้งนี้ เมื่อเอกสาร OPT หมดอายุ หากนักศึกษายังไม่ได้รับการจ้างงานจากหน่วยงานหรือบริษัทในสหรัฐฯ นักศึกษาจะต้องเดินทางออกจากสหรัฐฯ กลับสู่ประเทศบ้านเกิดของตน ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้

ที่ผ่านมา หน่วยงานและบริษัทต่างๆ ได้จ้างนักศึกษาและลูกจ้างจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมีเหตุผลว่า ไม่ สามารถหาลูกจ้างภายในประเทศที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ สายงานที่มีการจ้างคนจากต่างประเทศส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ STEM เช่น computer engineering และ software developers ซึ่งลูกจ้างจำนวนมากมาจากอินเดีย จีน และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกนโยบาย “Buy American and Hire American” ซึ่งผลักดันให้ หน่วยงานและบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการจ้างลูกจ้างที่เป็นชาวอเมริกันมากขึ้น และปรับเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับ คนต่างชาติหลายอย่าง เช่น การลดจำนวนโควต้าลูกจ้างจากต่างชาติ การปรับอัตราภาษีผู้ประกอบการ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้ โอกาสของคนต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ มีน้อยลง

ข้อมูลบางส่วนจาก www.studyusa.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *