ที่มา : US Watch Ministry of Foreign Affairs, Thailand

ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์มายาวนาน โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2376 จากที่ทั้งสองฝ่ายมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ สหรัฐฯ ได้จัดส่งคณะทูตสหรัฐฯ มายังไทยเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสนใจของสหรัฐฯ ที่จะติดต่อค้าขายกับไทยในช่วงต้นของ กรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่ได้มี ชาติตะวันตกอื่นๆ เช่น โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ได้เข้ามาค้าขายกับ ไทยอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ไทยและ สหรัฐฯ ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต อย่างเป็นทางการในปี 2399

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ความสัมพันธ์กัน อย่างเป็นทางการ รวมทั้งเรือสินค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นเดินทางมาถึงไทยแล้ว ก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็ยังไม่ขยายตัว เนื่องจากไม่มี การติดต่อที่ใกล้ชิด ฝ่ายไทยยังคงบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้า กับต่างประเทศ และยังคงมีการผูกขาดกิจการต่างๆ

ในช่วงที่ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้พ้นภัยคุกคามจากลัทธิอาณา- นิคมของประเทศมหาอำนาจยุโรป ที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่มีความ เป็นกลาง และไม่ได้แข่งขันทางผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะการแสวงหา อาณานิคมกับประเทศยุโรปในภูมิภาค ได้เข้ามีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษา ด้านการต่างประเทศ การศาล การพัฒนา และคำปรึกษาทั่วไปให้กับไทยโดย ที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ คนแรก ได้แก่ นาย Edward H. Strobel

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยจำเป็นต้องประกาศสงครามกับสหราช- อาณาจักรและสหรัฐฯ ในปี 2485 อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น ไม่ได้ประกาศสงครามกับไทย เนื่องจากมีการจัดตั้งเสรีไทยในสหรัฐฯ และ รัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน รวมทั้งการจัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น ในไทย ซึ่งมีผลอย่างมากต่อสถานการณ์ภายหลังสงครามของไทยที่สหรัฐฯ สนับสนุนท่าทีที่ผ่านมาของไทย โดยถือว่าไทยไม่ได้เป็นคู่สงครามแต่เป็น ดินแดนที่ถูกยึดครอง (occupied territory) ในระหว่างสงคราม ภายหลัง สงครามสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยในทันที

ในยุคหลังสงครามเย็น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การค้ากลายเป็นประเด็นหลักของความสัมพันธ์ระหว่างกัน ความสำคัญของ ความสัมพันธ์ทางการค้าไทย – สหรัฐฯ ได้รับความสนใจจากสาธารณชน อย่างจริงจังประมาณปี 2517 เมื่อสหรัฐฯ เริ่มใช้นโยบายกีดกันทางการค้า

ในช่วงทศวรรษ 1970 สหรัฐฯ เริ่มประสบปัญหาขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการแข็งตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการสูญเสียตลาด ทั้งภายในและภายนอกประเทศให้แก่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Countries / NICS) เช่น ฮ่องกง เกาหลี และไต้หวัน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เห็นว่าปัญหาดังกล่าวนี้มิได้มีสาเหตุมาจากการสูญเสีย ความสามารถในการแข่ง ขันของสหรัฐฯ เอง หากแต่เป็นเพราะสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการค้าอย่างไม่เป็นธรรม (unfair trade practices) จาก ประเทศคู่ค้า ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ จึงปรับเปลี่ยน นโยบายการค้าระหว่างประเทศจากการค้าเสรีมาเป็นนโยบายการค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade Policy) กฎหมายการค้าของสหรัฐฯ มีการ เปลี่ยนแปลงหลายครั้ง มาตรการที่มีนัยสำคัญต่อไทยมาก นั่นคือ Special 301 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ในการระบุประเทศที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญาของสหรัฐฯ โดยจะกำหนดให้เป็น Priority Foreign Countries (PFC) เพื่อสอบสวนและดำเนินการตอบโต้ต่อไป

ปัญหาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2528 และ ดำเนินติดต่อกันเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยส่วนใหญ่สหรัฐฯ จะกดดันไทย ให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องต่างๆ ด้วยการขู่ว่าจะยกเลิกสิทธิประโยชน์ด้าน ภาษีอากร (Generalised System of Preferences / GSP) ที่สหรัฐฯ ให้แก่สินค้าออกของไทยตั้งแต่ปี 2519 โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อ GSP รุ่นแรก (first generation GSP) หมดอายุลงในปี 2527 สหรัฐฯ ได้ปรับนโยบายเกี่ยวกับ GSP โดยกำหนดให้ประเทศที่จะ รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP รุ่นที่สองจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น เปิดตลาดภายในประเทศให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ คุ้มครองสิทธิแรงงาน คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ เนื่องจาก อัตราการขยายตัว ของการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ ภายใต้ GSP สูงเกือบร้อยละ 30 ต่อปี ทำให้ความเสี่ยงที่สินค้าออกของไทยจะถูกตัด GSP เป็นประเด็นอ่อนไหวมาก สำหรับเศรษฐกิจในภาพรวม

ในระยะแรก (ปี 2528 – 2531) ข้อขัดแย้งทางการค้า ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับลิขสิทธิ์ โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยให้การคุ้มครอง ลิขสิทธิ์แก่งานของคนชาติสหรัฐฯ และให้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ ในขณะที่ท่าทีของไทย คือ ไทยให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่ ทุกชาติสมาชิกของ Berne Convention ซึ่งลิขสิทธิ์ของ คนชาติสหรัฐฯ จะได้รับการคุ้มครองทันทีที่สหรัฐฯ เข้าเป็น สมาชิก Berne Convention ปัญหาทางการค้าระหว่างไทย – สหรัฐฯ ในเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง สร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อขัดแย้งในกรณีลิขสิทธิ์ยุติลงเมื่อสหรัฐฯ เข้าเป็นสมาชิก Berne Convention ในปี 2532

นอกเหนือจากข้อขัดแย้งกรณีลิขสิทธิ์แล้ว สหรัฐฯ ยังได้ ขยายข้อเรียกร้องไปถึงการคุ้มครองสิทธิบัตร โดยต้องการ ให้ไทยแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรให้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ยา ในขณะที่ไทยเสนอที่จะดำเนินการตามความตกลงว่าด้วย สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวข้องกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights – TRIPs) ซึ่งเป็นความตกลงย่อย ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษี (General Agreement on Tariffs and Trade – GATT) โดยจะมี มาตรการชั่วคราว ที่จะให้การคุ้มครองแก่ผลิตภัณฑ์ยาใหม่ ของสหรัฐฯ เป็นเวลา 18 เดือน หลังจากวางตลาดในไทย สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอของไทย และในปี 2532 ได้ยกเลิก GSP สำหรับสินค้าไทย 8 ชนิด ได้แก่ ข้าว mug bean เฟอร์นิเจอร์ไม้ เครื่องประดับทำจากเงิน หินมีค่า ดอกไม้ ประดิษฐ์ ชิ้นส่วนโทรศัพท์ และกระเบื้องผนังโมเสค สหรัฐฯ ได้กดดันไทยอย่างต่อเนื่อง และขู่ที่จะดำเนินการตาม Special 301 ด้วยการยกเลิก GSP สำหรับสินค้าไทยเป็น มูลค่าเท่ากับมูลค่าการสูญเสียของสหรัฐฯ อันเนื่องมาจาก การถูกละเมิดสิทธิบัตร หลังจากการเจรจาต่อเนื่องกัน เป็นเวลาถึง 4 ปี ในปี 2535 รัฐบาลไทยได้ออกกฎหมาย สิทธิบัตรฉบับใหม่เพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ

วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กับบทบาทของสหรัฐฯ

วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย ซึ่งเริ่มจากวิกฤตการณ์ทางการ เงินการคลังในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 เป็นเหตุการณ์ สำคัญซึ่งมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่าง ไทย – สหรัฐฯ ในสภาวการณ์ที่ประเทศขาดเงินทุนสำรอง ระหว่างประเทศ และภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาค การเงินอยู่ในสภาพล้มละลาย ไทยจึงต้องแสวงหาความ ช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยในขั้นต้น ไทยได้พยายามขอ ความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรงจากสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้รับ ความร่วมมือ เพราะสหรัฐฯ เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียง แค่อุปสรรคเล็กน้อยในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติความ ช่วยเหลือให้แก่รัฐบาลไทยโดย IMF ซึ่งเป็นสถาบันทางการ เงินระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ให้เงินสนับสนุน มากที่สุด โดย IMF ได้จัดสรรเงินกู้จำนวน 16.7 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะการขาดเงินทุนสำรอง ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม IMF ได้กำหนดให้ไทยต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไข เช่น ต้องลดรายจ่ายภาครัฐ เพื่อให้งบประมาณ สมดุลต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องพัฒนาธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและเอกชน ถึงแม้ว่า เงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้าขณะนั้น กลับสร้างข้อจำกัดให้ แก่ไทยในการหลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้น รัฐสภายังได้ออกข้อมติเพื่อสนับสนุนไทย ในการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักธุรกิจสหรัฐฯ เป็น อย่างมาก และ U.S. Export-Import Bank ได้จัดสรรเงินกู้ ยืมระยะสั้นจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ ภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ให้ความช่วย เหลือนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาในสหรัฐฯ ในช่วงวิกฤต เศรษฐกิจด้วย เช่น การจัดสรรทุนการศึกษาระดับอุดม- ศึกษาจำนวน 165 ทุน การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและการฝึกอาชีพผ่านองค์กรต่างๆ และการลดหย่อนกฎ ระเบียบด้านการเข้าเมือง เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถทำงาน เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการศึกษา เป็นต้น

ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ไม่ถอนการ ลงทุนออกจากไทย และในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ และธนาคาร บริษัทเงินทุน หลักทรัพย์ และบริษัทประกันภัยต่างๆ สหรัฐฯ ยังมีการ ลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่อง และ ช่วยมิให้กิจการจำนวนมากต้องล้มละลาย ผลที่ตามมา คือ สหรัฐฯ ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในกิจการเป็นจำนวนมาก

ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ถือเป็นจุดปรับเปลี่ยนที่สำคัญของการ ดำเนินนโยบายการเมืองและความมั่นคงของ สหรัฐฯ โดย สหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินการและความร่วมมือ ระหว่างประเทศด้านการต่อต้าน การก่อการร้ายในลำดับ แรกของนโยบายด้านดังกล่าว ในฐานะพันธมิตรทางสนธิ- สัญญา สหรัฐฯ ประสงค์ให้ไทยสนับสนุนและเป็นแนวร่วมใน การต่อต้านการก่อการร้ายในเวทีการ เมืองโลกอย่างเปิดเผย เพื่อประโยชน์ในการแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นถึงการสนับสนุนที่สหรัฐฯ ได้รับจากประเทศต่างๆ ซึ่งที่ ผ่านมา ไทยก็ได้ตอบสนองในฐานะพันธมิตรหลักของ สหรัฐฯ ด้วยการให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในขอบเขตที่พึงกระทำ ได้โดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยผู้นำทั้ง สองคนได้เห็นชอบที่จะกระชับความเป็นพันธมิตรทางความมั่นคงและความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับ สหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกในรอบ 12 ปีที่เดินทางไปเยือนและหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเป็นผู้นำของอาเซียนคนที่ 3 ที่ได้เดินทางไปสหรัฐฯ ตามหลังผู้นำเวียดนาม มาเลเซีย และหลังจากนี้อีก 1 เดือน นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ก็ได้รับเชิญไป เยือนสหรัฐฯ

ทั้งสื่อนอกและสื่อไทยหลายรายมองว่านโยบายด้าน การค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทรัมป์เริ่มเด่น ชัดขึ้นมาก และการผูกสัมพันธ์กับอาเซียนก็เป็นเป้าหมาย สำคัญของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายถ่วงดุลอำนาจใน ภูมิภาค ภายหลังจากจีนได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในเขตนี้มากขึ้น เรื่อย ๆ

ส่วนความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจนั้น ข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นประเทศคู่ค้า อันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น มูลค่าการค้า 2 ฝ่าย ในช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค. 2562 สูงถึง 4 แสน 6 หมื่นล้าน บาท โดยมีอัตราขยายตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียว กันในปีที่ผ่านมา คือ ร้อยละ 38.14

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *