โดย นายนนทวัฒน์ จันทร์ตรี กงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์

นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ผม ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เมื่อได้รับ ทราบว่าท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ผู้ที่เป็นทั้งผู้มีพระคุณ ผู้บังคับบัญชา ครู พี่ชาย หัวหน้าวง และเพื่อนสนิทที่รัก กันมากที่สุดของผมได้จากพวกเราไปแล้วจริงๆ แต่ความทรงจำ และความรู้สึกรักเคารพที่ผมมีให้แก่ท่านจะคงอยู่กับผมตลอดไป

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสได้พบและรู้จักกับท่านทูตฯ เมื่อ 13 ปีก่อน เมื่อผมเดินทาง กลับจากประจำการที่ประเทศอิรัก ซึ่งก่อนจะออกประจำการผมได้บริจาคระบบเครื่องเสียง (มิกเซอร์ แอมพ์ ลำโพง) ไว้ให้แก่สโมสรสราญรมย์ของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ข้าราชการได้ใช้ในการฝึกซ้อม หรือจัด กิจกรรมดนตรี โดยต่อมาเมื่อท่านทูตวีรชัยฯ กลับจากประจำการในตำแหน่งรองผู้แทนถาวรประจำองค์การ การค้าโลก (WTO) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ท่านก็ได้มาจัดตั้งวงดนตรีของกระทรวงฯ ขึ้นเป็นครั้งแรก และได้จัดหาอุปกรณ์และเครื่องดนตรีเพิ่มขึ้นจนครบสมบูรณ์ พอผมกลับมาที่กระทรวงฯ ท่านทูตฯ ในตอนนั้น ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายก็เรียกผมไปพบ

บรรยากาศการพบกับท่านทูตฯ ครั้งแรก (และก็เหมือนเดิมทุกครั้งหลังจากนั้น) ผมสัมผัสได้ว่าท่านทูตฯ เป็นคนที่มีออร่าของความเป็นผู้นำและมีความจริงจังในทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำสูงมาก มีความชัดเจนในสิ่งที่ทำอยู่ เบื้องหน้าตลอดเวลา เช่น ท่านถามผมว่าเล่นดนตรีอะไรยังไง ไม่รอให้ตอบท่านก็บอกให้เล่นให้ดูเลย เมื่อผมหยิบ กีตาร์ไฟฟ้าและร้องเพลงเอลวิสออกไมค์ ท่านก็หัวเราะเสียงดัง แล้วบอกว่าอย่างนี้ต้องหาอะไรให้ทำแล้ว ผมก็เลย ได้ร่วมวงกับท่านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และด้วยความที่ผมมีความสนใจเรื่องเครื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มมีโอกาส ได้ซื้อเครื่องดนตรีเมื่อตอนออกประจำการครั้งแรกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 2539 ซึ่งเมื่อมี เครื่องดนตรีของตัวเองก็ทำให้ผมมีประสบการณ์การขนเครื่อง จัดเวที ตั้งเครื่อง ต่อสาย เล่นเอง เก็บเครื่องเอง มาหลายปี (และก็ได้บริจาคให้แก่สโมสรฯ ของกระทรวงฯ) ผมจึงได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยท่านทูตในด้านดนตรี มาตลอดเมื่อมีโอกาส ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรักและมีความสุขที่ได้ทำมัน จนกระทั่งผมได้ย้ายไปประจำการที่ประเทศ นิวซีแลนด์และท่านทูตฯ เดินทางไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

จากการที่ได้มีส่วนร่วมกับท่านทูตในกิจกรรมดนตรี หลายครั้ง ก็ทำให้ผมได้มีโอกาสสนิทสนมและเรียนรู้จาก ท่านทูตในหลายๆ เรื่อง ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าดนตรี เป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับท่านทูตวีรชัยฯ ดนตรีเป็นสิ่งที่ ละเอียดอ่อน เป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยใจ ต้องใส่ใจในรายละเอียด ทุกอย่าง และในฐานะหัวหน้าวง ท่านทูตจะเข้มงวดตั้งแต่ การต่อสายไฟ สายเคเบิ้ลต่างๆ การวางตำแหน่งเครื่องดนตรี ตำแหน่งไมโครโฟน การตั้งระดับเสียง การปรับเสียง จนถึงการบรรเลงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ซึ่งทุกคนที่เคยเล่น ดนตรีกับท่านจะทราบดีว่าท่านหัวหน้าวงจะมีประสาทการ ฟังที่สามารถได้ยินทุกตัวโน้ตจากทุกเครื่องดนตรี ถ้าในเวลา ซ้อมใครเล่นผิดเล่นเพี้ยนจะถูกท้วงติงทันที สิ่งเหล่านี้ สำหรับผม ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากและสามารถนำมา ประยุกต์ใช้กับทุกเรื่องในการดำเนินชีวิต เท่ากับผมได้ เรียนรู้แนวทางการทำงานทางอ้อมจากท่านทูตมาตลอดเวลา

เมื่อท่านทูตกำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศไทยได้สมัครรับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกไม่ถาวรของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยหนึ่งใน กระบวนการหาเสียงของประเทศไทยก็คือการเชิญผู้แทน ถาวรของประเทศสมาชิกสหประชาชาติมาเยือนไทยเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทย และศักยภาพของไทยที่จะเป็นตัวแทนรักษาผลประโยชน์ด้านการเมืองความมั่นคงให้แก่มิตรประเทศในกรอบสห- ประชาชาติและเวทีระหว่างประเทศ และในกำหนดการ เยือนของผู้แทนถาวรฯ จากประเทศต่างๆ แต่ละครั้งนั้น ผมก็ได้รับความไว้วางใจจากท่านทูตในการมีส่วนร่วมในการ นำดนตรีมาใช้เป็นสื่อสร้างความรู้สึกที่ดีและความประทับใจ ให้แก่ผู้มาเยือน และเป็นที่มาของแนวความคิด “การทูต การดนตรี” หรือ Music Diplomacy ของท่านทูตวีรชัยฯ ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่กล่าวขานกันต่อๆ มา

ผมมีความภาคภูมิใจมากที่ได้มีส่วนร่วมแบบเต็มตัวกับ การดำเนินนโยบาย การทูตการดนตรีของท่านทูตฯ มาตั้งแต่แรก ทั้งการช่วยจัดดนตรีในระหว่างการเยือนพิเศษฯ และที่ยิ่งไปกว่านั้นมากๆ ก็คือการที่ท่านทูตฯ ขอให้ผมเดินทาง ไปประจำการที่คณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งทุกคนในกระทรวงการต่างประเทศทราบดี ว่าเป็นงานที่ยาก และหนักมาก แต่ท่านทูตฯ ก็ยืนยันกับผม อย่างหนักแน่นว่า “คุณทำได้” และท่านยังบอกอีกว่า “สิ่งที่คุณจะช่วยผมได้ ไม่มีคนอื่นทำได้” ซึ่งผมถือว่าเป็น เกียรติอย่างยิ่งในชีวิตผมที่บุคคลที่มีความสามารถเป็นที่ ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ตลอดจน มีชื่อเสียงด้านการทำงานด้วยความจริงจังอย่างมากอย่างท่านทูตฯ มาให้ความไว้ใจระดับนี้กับคนอย่างผม

ในช่วงสามปีที่ผมประจำการที่คณะผู้แทนถาวรฯ ณ นครนิวยอร์กเป็นโอกาสที่ผมได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านทูตฯ อย่างเต็มตัวมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดก็คือการทำ ให้ท่านทูตฯ ผิดหวัง เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ใน ด้านงานพหุภาคี และผมก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ และได้เป็น ตัวแทนของประเทศไทยในการประชุมเจรจา และประกาศ ท่าทีของไทยในเรื่องสำคัญต่างๆ ทั้งประเด็นการเมือง ความมั่นคง การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และการพัฒนา โดยผมได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิดจากท่านทูตฯ และร่วมงานกับ ทีมข้าราชการที่ท่านทูตฯ ได้เลือกสรรแล้วว่ามีความสามารถ ตลอดจนการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการหาเสียง และการใช้ soft power ด้านวัฒนธรรม อาหารไทย และโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งการดนตรี เพื่อเป็นเครื่องมือด้านการต่างประเทศได้อย่าง ประสมกลมกลืน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมเพียงอยากบอกว่า ท่านทูตวีรชัยฯ เป็นผู้มีพระคุณกับผมอย่างใหญ่หลวง ท่านเป็นทั้งผู้บังคับ บัญชาที่ให้โอกาสและสนับสนุนอย่างจริงใจเต็มที่ตลอดเวลา ครูผู้ให้ความรู้ พี่ชายที่ให้ความรักความสนิทสนมและไว้ วางใจในทุกเรื่อง และเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิต ในฐานะข้าราชการ นักการทูตที่อุทิศตัวเพื่อประเทศชาติ และส่วนรวมตลอดเวลา และอย่างที่ท่านทูตเคยกล่าวถึงผม ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่กรุงเฮกครั้งหนึ่งว่า ตลอดชีวิต คนเราจะมีโอกาสได้พบคนที่เล่นดนตรีในแนวที่เข้ากันได้ดี และมีนิสัยที่เข้ากันได้ดีด้วยนั้นมีเพียงไม่กี่คน และผมก็เป็น หนึ่งในนั้น แต่สำหรับผมแล้ว โอกาสที่จะได้พบกับคนอย่าง ท่านทูตฯ ที่เป็นความยิ่งใหญ่ในชีวิตของผมได้มากขนาดนี้ มีเพียงท่านคนเดียวครับ

รักและเคารพพี่แสบตลอดไปครับ

โอ๊ต นนทวัฒน์ จันทร์ตรี กงสุลใหญ่
ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *