วัตถุบนฟากฟ้าชิ้นแรกที่คนไทยรู้จักในชื่อภาษาไทย น่ะจะเป็น “ไทยคม” ซึ่งเป็นชุดดาวเทียมสื่อสารของไทย ที่ได้มีการยิงดวงแรกไป เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 และปัจจุบันมีถึง 8 ดวงแล้ว ซึ่งกระทรวงคมนาคม (ในขณะนั้น) ต้องการจัดหาดาวเทียมเพื่อรองรับการขยายตัวด้านการสื่อสารของประเทศอย่างรวดเร็ว แต่ในเวลานั้นประเทศไทยยังไม่มีดาวเทียมเป็นของตนเอง และต้องทำการเช่าวงจรสื่อสารจาก ดาวเทียมของประเทศต่างๆ ทำให้ให้เกิดความไม่สะดวกและสูญเสียเงินออกนอกประเทศเป็นจำนวน มาก แต่เนื่องจากการจัดสร้างดาวเทียมต้องใช้เงินลงทุนสูงมากจึงได้มีการเปิดประมูลเพื่อให้สัมปทาน แก่บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการแทนการใช้งบประมาณจากภาครัฐ และ บริษัท ชินวัตร แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ตามลำดับ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานเมื่อปี 2534 เป็นต้นมา เป็นระยะเวลา 30 ปี ปัจจุบันอำนาจการดูแล สัญญาโอนไปที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สำหรับวัตถุบนฝากฟ้าที่มีอยู่นานกัป หรือเหล่าดวงดาวนั้น คนไทยเราก็ เรียกชื่อมาแต่โบราณหลายกลุ่มที่แตกต่างจากภาษาทางการของชาติตะวันตก ซึ่งสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลได้ใช้ตาม โดยส่วนใหญ่ก็มาจากชื่อเทพปกรนัมของ กรีกโรมัน อาทิ กลุ่มดาวลูกไก่ไทย มีชื่อสากลว่า คาสสิโอเปีย กล่มดาวจระเข้ มีชื่อว่า กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursae Majoris) ดังนั้น ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ จึงไม่มีคำภาษาไทย ได้รับการรับรองในศัพท์สากลในการเรียกชื่อดาว จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลได้ประกาศผลการคัดเลือกชื่อสามัญโลกต่างระบบ 20 แห่ง หนึ่งในนั้น คือดาว 47 หมีใหญ่ (47 Ursae Majoris) ที่พบในกลุ่มดาวหมีใหญ่ หรือ กลุ่มดาวที่สังเกตเห็นได้ ง่ายที่สุดบนฟากฟ้า ที่แต่ละชาติเรียกต่างๆ กัน เช่น ไทยเรียก ดาวจระเข้ ลาวเรียก ดาวหัวซ้าง อังกฤษเรียก ดาวคันไถ (Plow) จีนเรียก ดาวเข็มทิศ หรือ เป๋ยโต่ว北斗七 星 อเมริกาเรียก ดาวกระบวยใหญ่ (Dipper) เป็นต้น โดยให้ชื่อดาวดวงนี้ว่า แชลาแวน (Chalawan) หรือออกให้ถูกใน สำเนียงเจ้าของภาษาก็คือ ดาวชาละวัน นั่นเอง “ชาละวัน” จึงเป็นดาวฤกษ์ดวงแรกบนท้องฟ้าที่มี ชื่อสามัญสากลเป็นชื่อไทย

ที่มาของเรื่องดังกล่าว ก็คือ สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล หรือ IAU ซึ่งเป็นองค์กรสากลที่มี หน้าที่รับผิดชอบในการกำหนด ชื่อและนิยามต่าง ๆ ในทาง ดาราศาสตร์ ได้ดำเนินโครงการ ตั้งชื่อดาวเคราะห์นอกระบบ (NameExoWorlds) ซึ่งมีเป้าหมาย ที่จะตั้งชื่อสามัญให้แก่ดาวเคราะห์ใน ระบบสุริยะอื่นจำนวน 20 ระบบ บางระบบที่ ดาวฤกษ์เองยังไม่มีชื่อสามัญก็ให้ตั้งชื่อสามัญให้ดาวฤกษ์นั้นด้วย โดยเปิดโอกาสให้องค์กรทางดารา – ศาสตร์จากทั่วโลกเสนอชื่อเข้าไป และตัดสินด้วยการลงคะแนนเสียงออนไลน์ผ่านทางอินเทอร์เนต มี องค์กรทางดาราศาสตร์กว่า 584 องค์กรทั่วโลกร่วมเสนอชื่อ สมาคมดาราศาสตร์ไทยก็เป็นหนึ่งใน นั้นด้วย

ดาวฤกษ์ 20 ดวงที่สหพันธ์ ดาราศาสตร์สากลคัดมาเข้าใน โครงการตั้งชื่อในครั้งนี้มี 20 ดวง ที่พบในลำดับใหม่ ในกลุ่มดาวต่างๆ โดยในดาวหมีใหญ่ หรือ กลุ่ม Ursae Majoris หรือ ที่คนไทยเรียกว่ากลุ่ม ดาวจระเข้ ได้แก่ ดาวเอปไซลอนวัว (epsilon Tauri), ดาวไอโอตามังกร (iota Draconis), ดาวแกมมาซีฟิอัส (gamma Cephei), ดาวแอลฟาปลาใต้ (alpha Piscis Austrini), ดาวบีตาคนคู่ (beta Geminorum), ดาวเอปไซลอนแม่น้ำ (epsilon Eridani), ดาวมิวแท่นบูชา (mu Arae), ดาวเทาคนเลี้ยงสัตว์ (tau Boötis), ดาวอิปไซลอนแอนดรอเมดา (upsilon Andromedae), ดาวไซนกอินทรี (xi Aquilae), ดาว 14 แอนดรอเมดา (14 Andromedae), ดาว 18 โลมา (18 Delphini), ดาว 42 มังกร (42 Draconis), ดาว 47 หมีใหญ่ (47 Ursae Majoris), ดาว 51 ม้าบิน (51 Pegasi), ดาว 55 ปู (55 Cancri), ดาวเอชดี 81688 (HD 81688), ดาวเอชดี 104985 (HD 104985), ดาวเอชดี 149026 (HD 149026) และพีเอสอาร์ 1257+12(PSR 1257+12)

ในการเฟ้นหาชื่อดาวที่จะเสนอไปยังสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล สมาคมดาราศาสตร์ไทยได้จัด การประกวดชื่อขึ้นผ่านทางเว็บไซต์ของสมาคมฯ เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่สนใจเสนอชื่อเข้ามา มีผู้ เสนอชื่อน่าสนใจหลายชื่อ เช่น ข้าวสวย ขนมครก สุดสาคร สมาคมดาราศาสตร์ไทยได้เลือกเอาชื่อ “ตะเภาแก้ว” ซึ่งเสนอโดย ด.ญ.ศกลวรรณ ตระการรังสี ส่วนชื่อ “ชาละวัน” เสนอโดย นายสุภาภัทร อุดมรัตน์นุภาพ คณะทำงานของสมาคมดาราศาสตร์ไทยจึงได้เพิ่มชื่อ “ตะเภาทอง” เข้าไปอีกหนึ่งชื่อ เพื่อนำไปตั้งให้แก่ระบบสุริยะของดาว 47 หมีใหญ่ (47 Ursae Majoris) เหตุที่เลือกดาวดวงนี้ เนื่องจากอยู่ในกลุ่มดาวที่ตรงกับดาวจระเข้ของไทยซึ่งสอดคล้องกับตัวละครในเรื่องไกรทองพอดี โดยให้ชื่อชาละวันแก่ดาวฤกษ์ ส่วนตะเภาแก้วและตะเภาทองยกให้เป็นชื่อของดาวเคราะห์ทั้งสองของ ดาวชาละวัน ดังนั้น ดาว 47 หมีใหญ่ (47 Ursae Majoris; HIP 53721) จึงมีชื่อสามัญว่า ชาละวัน (Chalawan) และดาวบริวารทั้ง 2 ดวง ซึ่งก็คือ 47 หมีใหญ่ บี และ 47 หมีใหญ่ ซี ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ได้ชื่อ ตะเภาทอง (Taphao Thong) และ ตะเภาแก้ว (Taphao Kaew) ตามลำดับ เป็นหนึ่งในบันทึกหน้าใหม่ของวงการ ดาราศาสตร์ไทย

การลงคะแนนเพื่อคัดเลือกของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ได้เริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2558 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2558 ก่อนที่ผลจะออกมาว่า ชื่อดาวชาละวัน-ตะเภาแก้ว-ตะเภาทอง มี ผู้ลงคะแนนให้สูงสุด ได้เป็นชื่อสามัญของดาว 47 หมีใหญ่และบริวาร อย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะผิดฝาผิดตัวไปหน่อย เนื่องจาก ตะเภาแก้ว กับ ตะเภาทองนั้น นางทั้งสองเป็นคนที่อยากจะอยู่กับไกรทองมากกว่า แต่ที่มาที่ไป คงเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นกับชื่อ วิมาลา กับ เลื่อมลายวรรณ ภรรยาที่ ถูกต้องตามอนุกรมวิธานวงศ์วานจระเข้ของชาละวัน คงต้องรอการพบดาวดวงใหม่ แล้วค่อยให้ชื่อ พ่อไกรทองไปสถิตที่ฟากฟ้า เพื่อตามหานางอันเป็นที่รักคืนมาอีกที

“การสถาปนาชื่อไทยให้โลกต่างระบบครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกในประวัติศาสตร์ชาติ ไทย ที่ได้เผยแพร่ถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานให้ชาวโลก ได้รับรู้” นายเชิดพงศ์ วิสารทานนท์ กรรมการบริหารสมาคมดาราศาสตร์ไทย ประธาน โครงการสถาปนาชื่อไทยให้โลกต่างระบบ Thai Name ExoWorld กล่าวว่า “กระผมต้อง ขอขอบพระคุณชาวไทยและผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนที่พร้อมใจกันเป็นหนึ่ง สนับสนุนให้การสถาปนา ชื่อชาละวันสำเร็จไปอย่างดียิ่ง”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *