เมื่อแคนาดา ได้นายกรัฐมนตรี หนุ่มหล่อ รุ่นเยาว์ อย่างจัสติน ทรูโด (Justin Pierre James Trudeau) หัวหน้าพรรคเสรีนิยม ทายาทคนโตของ อดีตนายกรัฐมนตรีปีแอร์ ทรูโด ที่ขึ้นดำรงตำแหน่ง เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 ในขณะที่เขามีอายุเพียง 44 ปี สิ่งที่ชน ชาวแคนาดา ประเทศที่ประชาชนครองตำแหน่งที่ ๑ ใน ดรรชนีพัฒนามนุษย์ (Human Development Index – HDI) อยู่บ่อยครั้ง ต้องการและหวังจะเห็น อะไรดีๆ สวยงามแบบคนรุ่นใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ จาก ฯพณฯ นรม. แถมติดดีกรึ เป็นดารานำใน ภาพยนตร์ แนว สารคดี The Great War ปี 2550 มาแล้ว (ไม่ใช่ The Great Wall ของผู้นำคนดังของ ประเทศเพื่อนบ้าน)

รัฐบาลใหม่ของนายทรูโด นอกจากจะชักนำคน รุ่นใหม่ แนวคิดใหม่มาช่วยบริหารงานบ้านเมือง เขายังให้ความสนใจอย่างมากในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากแคนาดา เองเป็นแหล่งของนักวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานด้านงานวิจัย วทน. จำนวน มาก ที่ยังกล่าวได้ว่า ไม่ได้รับการนำมาใช้ให้เกิด ประโยชน์เท่าที่ควร หรือนำไปร่วมพัฒนาโลก เนื่องจากระบบราชการของแคนาดา ค่อนข้างเน้น การมองภายใน และสมถะ จากความเป็นประเทศ ที่กว้างใหญ่ มีทรัพยากรมหาศาล ในขณะที่มี ประเทศจำนวนน้อย (37 ล้านคน) จึงไม่ค่อยมีความ กระตือรือล้นในการแสดงบทบาทเป็นผู้นำโลกแต่เนื่องจากนโยบายของสหรัฐอเมริกา เพื่อนบ้าน เดียวที่มีพรมแดนติดกัน มีการเปลี่ยนแปลงแบบ แปลกๆ แคนาดา จึงพยายามเปิดหู เปิดตา และเปิดใจ กับการขยายความร่วมมือกับ ต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติด้าน วทน. รัฐบาลได้เพิกถอนกฎระเบียบและข้อบังคับที่ สร้างข้อจำกัดละกีดกันนักวิทยาศาสตร์ และมีการ แต่งตั้งหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ Chief Science Advisor ประจำนายกรัฐมนตรี ที่เป็น นักวิทยาศาสตร์สตรีชื่อ ดร.โมนา นีเมอร์ (Mona Nemer) เมื่อ 26 กันยายน 2560 ที่มีอำนาจ เป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ในด้าน วทน. ดร. นีเมอร์ เป็นตัวแสดงสำคัญ ในมิติหลายด้าน คือ 1) เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์แท้ๆ ที่สำเร็จการศึกษา ด้านเภสัชศาสตร์ และชีวเคมี ที่ได้รับตำแหน่งทาง การเมืองโดยไม่ต้องมาจากการหาเสียงเลือกตั้ง 2) เธอเป็นชาวแคนาดาเชื้อสายเลบานอน ซึ่งเกิดที่ กรุงเบรุต (อาหรับคริสเตียน) และอพยพมายัง แคนาดา และ 3) เธอเป็นสตรี ซึ่งเข้ากับธีมการ ส่งเสริมบทบาทสตรีของสหประชาชาติในด้าน วทน.

ดร.โมนา นีเมอร์ และ นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด

แนวความคิดเชิงศาสตร์วิเคราะห์ที่พรรคเสรี นิยมแคนาดาคิดขึ้นมานี้ ถือว่าเป็นนวัตกรรมทาง การเมืองที่ดีและน่าเอามาเป็นตัวอย่างในการ บริหารประเทศของรัฐบาล (แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย นักในทางปฏิบัติ เพราะแม้แต่อัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างประวัติศาสตร์โลก ซึ่งคิดค้นสมการ E=MC2 ก็ไม่สามารถทัดทาน รัฐบาลสหรัฐที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหราช- อาณาจักร และแคนาดานำผลงานของเขาไปใช้ใน โครงการแมนฮัตตันเพื่อผลิตระเบิดปรมาณู ด้วยเหตุผลที่ปลอบประโลมว่า เพื่อให้สงคราม โลกยุติลง) แต่นั่นเป็นเพราะวิทยาศาสตร์เป็นเพียง หนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่นักการเมืองต้องพิจารณา และมักถูกมองว่าเป็นเพียงอุปกรณ์ ในขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจ การงานอาชีพ ผลประโยชน์ ทางธุรกิจ มักเป็นปัจจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกการเมือง และการรับรู้ของประชาชน

สาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้รัฐบาล พรรคเสรีนิยม หันมาให้ความสนใจทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น มาจากการที่รัฐบาลอนุรักษ์นิยม ก่อนหน้านี้ภายใต้ Stephen Harper ได้กำจัด ตำแหน่งที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ และลดเงินทุน อุดหนุนด้านวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ของ ประเทศไปจำนวนมาก (เรียกว่ายุคตกต่ำของวงการ วทน. แคนาดา) จากการที่พวกนักวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลร่วมกับประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ รัฐบาลซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจาก บรรษัทอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมันและ ก๊าซธรรมชาติ) ต้องการรักษาความมั่นคงทาง เศรษฐกิจ และแคนาดาเองก็มีแหล่งสำรองพลังงาน ประเภทนี้ และมีการลงทุนที่ทำให้รัฐบาลมีรายได้ มหาศาล ซึ่งผลจากแนวคิดด้านผลประโยชน์เคยนำ พาให้แคนาดาตัดสินใจถอนตัวออกจากการเป็น ภาคีของพิธีสารเกียวโต เมื่อเข้าสู่รอบพันธกรณี ที่สอง ปี 2555 – 2563 กลับไปยืนอยู่จุดเดียวกับ สหรัฐอเมริกาที่ไม่เคยยอมเข้าเป็นภาคี

ในการบริหารประเทศของผู้นำซีกโลกใหม่ใน ยุคปัจจุบัน ที่ไม่ได้หวานชื่นเหมือนแต่ก่อน ทำให้ แคนาดาพยายามมีท่าทีในการดำเนินนโยบายที่มี ความเป็น rational actor มากขึ้น โดยเฉพาะการ ที่แคนาดา เป็นประเทศที่มีทรัพยากรเหลือกิน เหลือใช้ ไม่มีพรมแดนติดกับประเทศพัฒนา น้อยกว่า ที่ทำให้คนยากไร้ การศึกษาน้อยเล็ดลอด เข้ามาได้ แคนาดาจึงพยายามดำเนินนโยบายที่ เปิดตัวเองต่อประเทศภายนอกมากขึ้น และหันมา สั่งสมคุณงามภาพลักษณ์ผ่านกรอบความร่วมมือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และไม่เดินตาม สหรัฐ ในท่าทีต่างๆ ที่ดูเป็นการไม่สมควร และขัดต่อ สายตาประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านแก้ไขปัญหา สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือด้าน สิทธิมนุษยชน ที่เป็นแง่มุมที่ทำให้ประชาคมโลก มองสหรัฐไม่สู้จะดีนัก

เพื่อให้การผลักดันในด้านวิทยาศาสตร์อยู่ใน ระดับแนวหน้าและเคียงบ่าเคียงไหล่ กับการ ตัดสินใจทางการเมืองของแคนาดา แคนาดาได้เพิ่ม การใช้สื่อของรัฐบาลในด้านวิทยาศาสตร์เข้มข้นมากขึ้น เช่น FACETS – วารสารวิทยาศาสตร์ของ แคนาดาที่เปิดกว้างเข้าถึงสหสาขาวิชาชีพที่หลาก หลายรวมทั้ง แนะนำให้ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เฉพาะทางรายกระทรวง สามารถให้ข้อมูลด้าน วทน. ที่องค์กรของตนดำเนินการอยู่ เช่น กระทรวง สิ่งแวดล้อม สำนักงานอวกาศแคนาดา ประมงและ มหาสมุทรแคนาดา กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น โดยหัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ จะได้ รับเชิญจากนักการเมืองอาชีพ ฝ่ายบริหาร ไปให้ ให้คำแนะนำในเฉพาะเรื่องในสาขาที่ตนเองเชี่ยวชาญ อยู่อย่างสม่ำเสมอ

นอกเหนือจากการให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่ถูกต้องภายในองค์กรแล้ว หัวหน้าที่ปรึกษาด้าน วิทยาศาสตร์สำหรับกระทรวงต่างๆ ยังต้องทำ หน้าที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สื่อสารกับสาธารณชน เกี่ยวกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของแคนาดาให้ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเมื่อประเด็นต่าง ๆ เช่น ความปลอดภัยของอาหารหรือความกังวลด้านสิ่ง แวดล้อมเกิดขึ้นในสื่อรวมทั้งการแก้ไขข่าวบิดเบือนต่างๆ ที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับผลลัพธ์และข้อเท็จ จริงทางวิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ อาทิ กรณีสำคัญที่มีผลกระทบร้ายแรง เช่น ผลของ บทความทางวิทยาศาสตร์ที่ออกมาในปี 1998 เชื่อมโยงวัคซีนหัดกับโรค ออทิสติกส์ แม้ว่าในระยะ เวลาต่อมา รายงานนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็น การวิจัยที่มีข้อผิดพลาดที่นำไปสู่ข้อสรุปที่บิดเบือน แต่ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมาก เชื่อโดยไม่เปลี่ยนใจ และทำให้เด็กเกิดใหม่ในช่วงครึ่งศตวรรษนั้น ไม่นิยม ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด เพราะความกลัวและความ สับสนในหมู่ผู้ปกครองแคนาดา จนเกิดการระบาด ของโรคหัดใหม่ในเด็กทั้งในแคนาดาและสหรัฐ- อเมริกาในวงกว้าง

ปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านวิทยาศาสตร์ ของแคนาดา อาทิ สถาบันการวิจัยภายใต้สภาวิจัยแห่งชาติ ( National Research Council – NRC) สภาวิจัยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิศวกรรมศาสตร์ (Natural Sciences and Engineering Research Council – NSECR) สถาบันวิจัยสุขภาพ (Canadian Institutes of Health Research – CIHR) หรือ กองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. แคนาดา (Research Support Fund) ล้วนได้รับการจัดสรร งบประมาณเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ในปีงบประมาณ 2559 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรูโด โดย มีแผนผังการบริหารจัดการทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีออกเป็น 5 กลุ่ม หรือคลัสเตอร์ ได้แก่ เศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความมั่นคงและการป้องกันประเทศ รวมทั้ง แบ่งพื้นที่จัดกลุ่มมณฑล ทำเป็นคลัสเตอร์ การวิจัย พัฒนาและผลิตด้านเศรษฐกิจ โดยอาศัยความ เชี่ยวชาญ และความเหมาะสมของที่ตั้งและ ทรัพยากรในแต่ละมณฑล ซึ่งจะได้กล่าวในราย ละเอียดในตอนต่อไป

ที่มา: Justin Trudeau needs to expand the role of science in government in a big way โดย Bob McDonald

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *