เป็นดินแดนที่มีประวัติอันยาวนานและมีอารยธรรมที่เป็น เอกลักษณ์ของตนเองไม่แพ้ดินแดนโลกเก่าในยูเรเชีย และแอฟริกา จากหลักฐานที่พอจะค้นพบ ได้ ก็เก่าไปถึงประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์กาล หรือ 4,000 กว่าปีมาแล้ว มีหลายชนเผ่า พื้นเมืองที่อาศัยอยู่ เช่น ชนเผ่าโอลเม็ก (Olmec) มายา (Maya) แอสเต็ก (Aztec) ซาโปเต็ก (Zapotec) ในเม็กซิโก และอเมริกากลาง ที่สร้างสถาปัตยกรรมยุคโบราณ และคิดค้นเทคโนโลยี ในการสำรวจทางดาราศาสตร์ การทำปฏิทิน ไปจนถึงการแพทย์ หรือกลุ่มชนเผ่าอินคา (Inca) ชนเผ่าอัยมารา (Aymara) และชนเผ่ากัวรานี (Guaraní) ซึ่งถือได้ว่าเป็น ต้นตระกูลของคนในสาธารณรัฐเปรู รัฐพหุชนชาติแห่งโบลิเวีย และสาธารณรัฐปารากวััย ชนพื้นเมืองเหล่านี้โดยส่วนใหญ่มี ความเชื่อทางเทววิทยา และเริ่มมีการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีพื้นฐานผสมผสานในวิถีชีวิตด้วยอย่าง หลากหลายและสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน

Inca stonework ที่มา: https://pxhere.com/en/photo/1087140

สำหรับในฉบับนี้ เราจะเน้นกลุ่มประเทศตอนกลาง ของทวีปอเมริกาใต้เป็นหลัก เนื่องจากสำนักงานที่ปรึกษาด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ได้มีโอกาสไปร่วมจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ Peru Con Ciencia ที่กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ระหว่างวันที่ 8 – 11 พฤศจิกายน 2561 และพบหารือหน่วยงานของ สาธารณรัฐเปรูและรัฐพหุชนชาติโบลิเวีย ซึ่งยังเป็นประเทศ ในลาตินอเมริกาที่ยังคงเอกลักษณ์ของชนพื้นเมืองไว้ได้ อย่างดี โดยเฉพาะจากบรรพบุรุษ 3 ชาติพันธุ์หลักที่วาง อารยธรรมดั้งเดิมไว้บนผืนแผ่นดินตอนกลางโดยรอบและบน พื้นที่ราบสูงของเทือกเขาแอนดีส (Andes) นี้

อินคา (Inca)

อินคา (Inca) จาก ปี ค.ศ. 1438 ถึงปี ค.ศ. 1533 อาณาจักรอินคาเป็นอาณาจักรที่ ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ผืนใหญ่ และสร้างบ้าน แปลงเมืองที่ยากต่อการโจมตีและการค้นหา โดยมี ศูนย์กลางทางศาสนา การเมือง และการทหารอยู่ ที่เมืองกุสโค (Cusco) ซึ่งตั้งอยู่บนหุบเขาเหนือ ระดับน้ำทะเล 3,400 เมตร (ปัจจุบันเป็นเมืองใน เปรู) นอกจากจะมีระบบสังคมที่เข้มแข็งแล้ว ชาว อินคายังมีความเชี่ยวชาญในการสลักหินและ การก่อสร้าง มีการเรียงก้อนหินที่ขนาบเข้ากันพอดี ไม่มีการใช้โคลนช่วยในการทำให้หินติดกัน มีการ- คำนวณที่พอเหมาะพอดีสำหรับถนน อาคารบ้าน เรือน และกำแพงเมืองเพื่อป้องกันการรุกรานของ ศัตรู ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคงหนีไม่พ้นเมืองเร้นลับ บนเขาสูงอย่าง มาชู ปิกชู (Machu Picchu) – 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีการออกแบบทางด้าน วิศวกรรมและสถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยมบน เทือกเขาแอนดีส และยังมีเมืองโบราณที่ใกล้เคียง ในบริเวณนั้นอีกหลายเมือง

มาชู ปิกชู ยังสะท้อนให้เห็นถึงความชาญฉลาดใน การเลือกที่ตั้งเมือง รวมไปถึงการวางผังเมืองให้สอด – คล้องกับธรรมชาติ และเอื้อต่อการดำรงชีพของชาวอินคา มีการใช้หินสร้างให้เป็นชั้นลดหลั่นลงมาตามแนวเชิงเขา เพื่อสร้างเป็นเกษตรขั้นบันได เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้ง ลดการชะล้างพังทลายของดิน ชาวอินคาเพาะปลูกพืช หลายชนิด โดยหลักๆ คือ มันฝรั่ง ข้าวโพด พริก ฝ้าย มะเขือเทศ ถั่วลิสง ควินัว และผักโขม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง หุบเขา และที่ราบต่ำ ชายทะเล รวมทั้งสภาพอากาศที่มีทั้งอากาศหนาวและ ร้อน เขตฝนตกและแห้งแล้ง มีการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน แปรรูปอาหารเก็บไว้ในยามที่ขาดแคลน เช่น การผลิต แป้งจากมันฝรั่ง โดยอาศัยความแตกต่างของอุณหภูมิใน ช่วงกลางวันที่ร้อนจัด และช่วงกลางคืนที่หนาวจัด เหมือน กับแช่แข็งและตากแห้งจนความชื้นหมดไป หรือการหมัก ข้าวโพดสด/แห้งเพื่อเป็นเครื่องดื่ม (มีชื่อเรียกว่า Chicha) ในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ โดยเทคโนโลยีนี้ ยังคงสืบทอดมา จนถึงปัจจุบัน

ที่มา: http://www.crystalinks.com/inca_civilization.html

อัยมารา (Aymara)

ที่มา: https://www.everyculture.com/wc/Afghanistan-to-Bosnia-Herzegovina/Aymara.html https://www.encyclopedia.com/history/latin-america-and-caribbean/mesoamerican-indigenous-peoples/aymara

อัยมารา (Aymara) เป็นชนเผ่า พื้นเมืองบริเวณเทือกเขาแอนดีส และพื้นที่ราบสูงอัลติพลาโน (Altiplano) ที่อยู่ในโบลิเวีย ชาวอัยมาราอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ เป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนยุคชนเผ่าอินคา การเชื่อมโยง วิทยาศาสตร์กับวิถีชีวิตของชนเผ่าอัยมารายังไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับยุคสมัยของชาวอินคา สำหรับช่วงเวลานั้น มีเพียง การรักษาทางการแพทย์ โดยใช้สมุนไพรที่ได้จากส่วนต่างๆ ของพืช ไม่ว่าจะเป็นราก ใบ หรือดอกไม้ และการดำรงชีวิต บนพื้นที่สูงกว่าหมื่นฟุต ดังเช่น กรุงลาปาซ และเมืองเอล อัลโต (El Alto) ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในฝั่งตะวันตกของโบลิเวีย นอกจากนี้ ชาวอัยมารามีการผลิตสิ่งทอจากวัสดุหลายประเภท เช่น ฝ้าย ขนสัตว์จากแกะ อัลปากา (Alpacas) และยามา (Llamas) ซึ่งนักมนุษยวิทยาหลายคนเชื่อว่า เป็นสิ่งทอที่มี การพัฒนาและมีความซับซ้อนมากที่สุดในโลกในยุคสมัยนั้นด้วย

กัวรานี (Guaraní)

ที่มา: https://www.globalsecurity.org/military/world/paraguay/history.htm https://en.wikipedia.org/wiki/Guaran%C3%AD_people https://theculturetrip.com/south-america/paraguay/articles/a-guide-to-guarani-paraguays-indigenous-people/

กัวรานี (Guaraní) เป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในตอนล่างของแอ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำอะเมซอน ลงมาตามแม่น้ำอุรุกกวัยและปารากวัยตอนใต้ ในบริเวณโบลิเวียตะวันออกและปารากวัยในปัจจุบัน เชื่อว่า อารยธรรมกัวรานีเกิดขึ้นในพื้นที่นี้เป็นเวลาอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนการยึดครองของสเปนในช่วงกลางปี ค.ศ. 1500 ชนเผ่ากัวรานีมีภาษาเป็นของตนเอง ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในภาษาทางการ ที่ใช้ในปารากวัย (ภาษาทางการอีกภาษา คือ ภาษาสเปน) แต่ทั้งนี้ การวิจัยทางโบราณคดีและบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชนเผ่านี้ ยังมีไม่มากนัก มีเพียงหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ในอดีตชาวกัวรานีมีประมาณ 400,000 คน มีการปกครองที่เป็นอิสระ โดยหมู่บ้านหนึ่งจะมีประมาณ 10 – 15 ครัวเรือน ในแต่ละหมู่บ้านจะมีหัวหน้าคอยปกครองดูแล มีการปลูกพืช เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึง เก็บน้ำผึ้ง ปัจจุบันมี ชาวกัวรานีประมาณ 5 ล้านคนอาศัยอยู่ในปารากวัย และอีก 2 ล้านคน ในโบลิเวีย โดยอยู่ในเขตเมืองซานตาครูซในเขตที่ราบลุ่ม ซึ่งถือเป็น ชาติพันธุ์ที่มีประชากรจำนวนมากชาติพันธุ์หนึ่งในลาตินอเมริกา และยัง คงมีกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ดนตรี การเย็บปักถักร้อย ประเพณี และอาหาร เช่น Chipá ที่ยังเป็น เมนูยอดนิยมทั่วประเทศ

https://www.survivalinternational.org/tribes/guarani

การผสมผสานของชาติตะวันตกและ วิทยาการสมัยใหม่ในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะใน ประเทศที่ยังคงมีประชากรที่เป็นชนพื้นเมืองเดิม จำนวนมาก เช่น เปรู โบลิเวีย และปารากวัย จึงทำให้ เราสามารถสังเกตเห็นไม่เพียงแต่การผสมผสานกลมกลืนด้าน วัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังคงสามารถสังเกตเห็นการใช้วิทยาการ และเทคโลยีที่ผสมผสานระหว่างแบบพื้นเมือง และวิทยาการจาก ตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานกัน โดย วทน. พื้นเมืองหลายอย่าง โดยเฉพาะที่อาศัยฐานทรัพยากรความหลากหลายชีวภาพ ทำให้สามารถ เป็นแหล่งที่มาของการคิดค้นวิทยาการสมัยใหม่ได้อย่างมากมาย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *