ในบรรดาภูมิภาคทั้งหมดบนโลกนี้ ภูมิภาคลาตินอเมริกาเป็น ภูมิภาคที่มีระดับการพัฒนาและมีความหลากหลายของทร้พยากร ธรรมชาติใกล้เคียงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประเทศไทย ตั้งอยู่มากที่สุด แต่ด้วยความที่ที่ตั้งห่างไกลกันมาก จึงทำให้การ- แสวงหาโอกาสพัฒนาความร่วมมือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ ควร แม้ว่าจะมีบุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับ การวิจัยพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน และมีประเทศขนาดใหญ่เล็กมากมาย ที่มีความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หลากสาขาและเป็นเจ้าของทรัพยากรความหลากหลายชีวภาพ ที่สามารถเป็นวัตถุดิบงานวิจัยและพัฒนาต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ทางการแพทย์ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีชีวภาพ สิ่งแวดล้อม ดาราศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ในปีงบประมาณ 2561 สำนักงานที่ปรึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำกรุงวอชิงตัน สหรัฐ อเมริกา ซึ่งมีเขตอาณารับผิดชอบการดำเนินการ ส่งเสริมความร่วมมือด้าน วทน. ในประเทศแถบทวีป อเมริกา ประกอบด้วย สหรัฐฯ แคนาดา และลาติน อเมริกา 33 ประเทศ ได้รับความเห็นชอบจาก ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ดำเนิน กลยุทธ์ “แสวงมิตรเบื้องทิศใต้” (Find Peers Via South) เพื่อแสวงหาหุ้นส่วนความร่วมมือด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) กับประเทศกำลังพัฒนาในลาตินอเมริกา เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่าง ประเทศด้าน วทน. ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พ.ศ.2559 – 2562) โดยในปี งปม. 2561 มีกำหนดการจัดทำ โครงการร่วมกับประเทศในลาตินอเมริกา 3 โครงการ ได้แก่

1. การเชิญผู้บริหารของหน่วยงาน วทน. ประกอบด้วย บราซิล เปรู และคอสตาริกาเยือนไทย ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 4 เมษายน 2561 เพื่อร่วมเป็นวิทยากรในการประชุมสัมมนา เรื่องหัวข้อ “Science Policy and Prospective Collaboration between Latin America and Thailand” เพื่อพัฒนาศักยภาพ และความเข้มแข็งทางวิชาการ และการสร้างเครือข่ายความ – ร่วมมือด้าน วทน. กับประเทศในลาตินอเมริกา พร้อมกับเข้า พบหารือและเยี่ยมชมหน่วยงานในสังกัด วท. ที่สำคัญ โดยใน การสัมมนาครั้งนี้ ฯพณฯ Hector Conde Almeida เอกอัครราชทูตคิวบาประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติมาร่วม
เป็นประธานการประชุม

2. การเชิญนักเรียนทุนระดับปริญญาเอกจากประเทศ ในลาตินอเมริกาเยือนไทย เพื่อแลกเปลี่ยนทำความรู้จักกับ ผู้แทนหน่วยงาน และเยาวชนไทย โดยจะมีนักเรียนทุนจาก อาร์เจนตินา โบลีเวีย และปารากวัย เดินทางไปร่วมกิจกรรมงาน สัปดาห์วิทยาศาสตร์ประจำปี 2561 ระหว่าง 16 – 26 สิงหาคม 2561 เพื่อแนะนำประเทศและ วทน. ของตน พร้อมทั้งหารือกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้าน วทน. และการพัฒนาความร่วมมือ ในกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ หมู่บ้านเศรษฐกิจ พอเพียงตัวอย่าง

3. การเยือนหน่วยงานประเทศเป้าหมายในลาตินอเมริกา 3 ประเทศ ได้แก่ บราซิล ชิลี และปารากวัย ระหว่างวันที่ 19 – 25 สิงหาคม 2561 โดยได้มีการหารือกับ กระทรวงการเหมืองแร่ และพลังงาน (MME) และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร (MCTIC) ของบราซิล คณะกรรมาธิการแห่งชาติ ว่าด้วยการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (CONICYT) ของชิลี และมหาวิทยาลัยแห่งชาติอะซุนซิโอนของปารากวัย เป็นต้น

สรุปผลการดำเนินกิจกรรม ดังนี้

1. การประชุมสัมมนาเรื่อง “Science Policy and Prospective Collaboration between Latin America and Thailand”

การประชุมสัมมนานี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารของหน่วยงาน วทน. 4 ประเทศ ประกอบด้วยคิวบา เปรู คอสตาริกา และ บราซิล เข้าร่วมเป็นวิทยากร เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 โดยนำเสนอนโยบายด้าน วทน. ของประเทศตนเองและแนวทางการพัฒนาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมร่วมกับไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญใน

สาธารณรัฐคิวบา
H.E. Mr. Héctor Conde Almeida เอกอัครราชทูต สาธารณรัฐคิวบาประจำประเทศไทยได้ให้เกียรติเป็น ประธานฝ่ายกลุ่มประเทศลาตินอเมริกากล่าวเปิดงาน และได้กล่าวในหัวข้อ “Scientific Development in Cuba” โดยกล่าวถึง ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของคิวบา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การผลิตวัคซีนรักษาโรค มีสถาบันวิจัยทางการแพทย์ ชีววิทยา สัตว์ และการเกษตร ไทยและคิวบามี ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างแน่นแฟ้นความร่วมมือทางด้าน วทน. มีโอกาสก้าวหน้าไปอีกมาก โดยเฉพาะ นโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับ Primary Health Care เหมือนกัน

สาธารณรัฐเปรู

Mr. Fernando Jaime Ortega San Martin, Deputy Director of Monitoring and Evaluation, National Council of Science, Technology and Technological Innovation (CONCYTEC) ได้กล่าวในหัวข้อ “Technology Foresight & Development Strategies for Boost Science, Technology & Innovation in Peru” รวมทั้งแนะนำสถาบัน CONCYTEC ที่มีหน้าที่ใน การกำหนดนโยบายและบรรทัดฐานด้าน วทน. ของประเทศ อุปสรรคในการพัฒนาทางด้าน วทน. เงินทุนที่จัดสรรให้แก่ หน่วยงานต่างๆ กลยุทธ์ในเปรูเป็นประเทศที่ร่ำรวยทางด้าน ทรัพยากร การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนใหญ่ มาจากการส่งออกสินค้าทางการเกษตร ปัจจุบันเปรูพยายาม พัฒนาจากเศรษฐกิจการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่เศรษฐกิจที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมและบริการระดับภูมิภาคมากขึ้น ที่ผ่านมา เปรูเผชิญอุปสรรคในการพัฒนาทางด้าน วทน. ไม่ว่าจะเป็น ความขาดแคลนบุคคล ความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม โครงสร้างและกรอบระเบียบข้อบังคับที่ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจัด สรรเงินทุนมากกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แก่หน่วยงานด้าน วทน.เพื่อมุ่งเน้นพัฒนา 4 หัวข้อหลัก คือ (1) กำลังคนด้าน วทน. (2) การปฏิบัติตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (3) การพัฒนาเพื่อเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นที่เทคโนโลยีหุ่นยนต์ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ การพิมพ์สามมิติ ไบโอเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ พันธุกรรม เป็นต้น และ (4) การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติจากธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สาธารณรัฐคอสตาริกา

Dr. Federico Torres Carballo, R&D Directorate, Ministry of Science, Technology and Telecommunications ได้กล่าวในหัวข้อ “Collaboration in STI Thailand – Costa Rica” โดยเปรียบ เทียบค่าดัชนีต่างๆ เช่น ผลผลิตทาง ด้านความรู้และเทคโนโลยี ทรัพยากร บุคคลและงานวิจัย และเศรษฐกิจ ที่ไทยและคอสตาริกามีการพัฒนาใน ระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งคาดว่าจะ สามารถพัฒนาความร่วมมือด้าน วทน. ร่วมกับไทยได้เป็นอย่างดี รวมถึง เสนอ ให้พัฒนาความสามารถบุคลากร การพัฒนาทางด้านงานวิจัยและ เทคโนโลยี และการถ่ายทอดนวัตกรรม และเทคโนโลยีร่วมกัน โดยจากอดีต เศรษฐกิจเกือบทั้งหมดของคอสตาริกาอยู่บนพื้นฐานทางการเกษตรและ การส่งออกกาแฟ กล้วย และอ้อย แต่ ทั้งนี้ คอสตาริกากลับเป็นหนึ่งใน ประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในเชิง เทคโนโลยี มีการใช้พลังงานสะอาด มีการสนับสนุนและการเพิ่มโอกาสในการศึกษาและทำงานใน สาขา STEM และสนใจสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีนักบินอวกาศที่มี ชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Franklin Ramón Chang Díaz นอกจากนี้ คอสตาริกายังนับได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักชีววิทยาเนื่องจาก ความหลากหลายของสายพันธุ์พืชและสัตว์ ก่อให้เกิดเป็นจุดเริ่ม ต้นของพัฒนาการนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในงานวิจัยทางชีววิทยาและชีวการแพทย์

สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

Ms. Danielle Guimarães, Deputy Chief, Advisory for International Relations, Minister of Mines and Energy ได้กล่าวในหัวข้อ “Brazilian Energy System: Institutional Aspects, Mineral Resources and Current Characteristics” โดย บราซิลมีความโดดเด่นในเรื่องของพลังงานทดแทน ในปี 2559 สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 147.492 MW ได้จากพลังงานน้ำ พลังงานความร้อน พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ โดย พลังงานพลังงานทดแทนที่ผลิตได้นั้นสูงถึง 82% เมื่อเปรียบ เทียบกับประเทศสหรัฐฯ และค่าเฉลี่ยทั่วโลกในการผลิตพลังงาน ทดแทนอยู่ที่ 13% (2556) และ 20% (2556) ตามลำดับ นอกจากนี้ บราซิลยังเป็นผู้นำการผลิตเชื้อเพลงชีวภาพที่ จำหน่ายทั่วโลก โดยใช้วัตถุดิบทางการเกษตรมีการตั้งโครงการ RenovaBio ซึ่งเป็นนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพระดับชาติ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมด รวมถึง เอทานอล ไบโอดีเซล และไบโอมีเทนในบราซิล เพื่อเพิ่ม ความมั่นคงด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับบราซิลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นความท้าทายที่สุดที่จำเป็นจะต้องออกแบบและใช้นโยบายในระยะยาวเพื่อให้ การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงและ พัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร รวมถึง รัฐบาลให้ความสำคัญ และรวม วทน. เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาของประเทศ

2. การนำคณะนักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากประเทศ ลาตินอเมริกาที่ศึกษาในสหรัฐอเมริกาไปเยือนประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือแบบไตรภาคี

นักเรียนทุนระดับปริญญาเอกจากประเทศในลาตินอเมริกาเยือนไทย ระหว่างวันที่ 13 – 22 สิงหาคม 2561 โดยเป็นนักเรียนทุนจาก 3 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา โบลิเวีย และปารากวัย เข้าร่วมงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ และพูดคุยเกี่ยวกับประเทศของตนภายใต้หัวข้อ “Amazonia to Patagonia มารู้จัก อเมริกาใต้เพื่อนที่อยู่ไกลที่สุดของเรา” ให้แก่เยาวชนและผู้ที่มาร่วมงาน เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ ประเทศในลาตินอเมริกามากขึ้น รวมทั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนทำความรู้จักกับผู้แทนหน่วยงานไทย ได้แก่ สำนักงาน พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC), กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, คณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สาธารณรัฐอาร์เจนตินา

Ms. Martinez, Fabiana Lilian นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Biological Sciences มหาวิทยาลัย National University of Salta ที่มาศึกษาปริญญาเอกที่ University of Florida เมือง Gainesville ให้ข้อมูลว่า โดยส่วนใหญ่ มหาวิทยาลัยของอาร์เจนตินาที่มีชื่อเสียงมีโครงการความร่วมมือกับประเทศในลาตินอเมริกา เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่มีความเชื่อมโยงใดกับหน่วยงานของประเทศในทวีปเอเชียจึงทำให้ขาดข้อมูลเกี่ยวกับ โครงการหรือโอกาสในการสร้างความร่วมมือต่างๆ ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีใน การสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีหลากหลายสาขา แม้ว่าจะประสบกับปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลพยายามที่จะ ป้องกันไม่ให้วงการวิทยาศาสตร์ได้รับผลกระทบกับความแปรปรวนต่างๆ มีหน่วยงาน The National Scientific and Technical Research Council (CONICET) เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ให้แนวนโยบายด้านการวิจัยและพัฒนา แก่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ของประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน วทน. ของ อาร์เจนตินาส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับประเทศในทวีปยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร และเยอรมนี

รัฐพหุชนชาติแห่งโบลิเวีย

Dr. Mohammed Andres Mostajo Radji ปัจจุบันเป็นนักวิจัยที่ Center of Regeneration Medicine and Stem Cell Research ที่ University of California เมือง San Francisco กำลังดำเนินโครงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การทำงานของสมองของช้างแอฟริกาและช้างเอเชีย ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาตัวอย่างเซลล์ของช้างเอเชีย เพื่อนำ ไปสกัดเอาสะเต็มเซลล์ไปเพาะเป็นเซลล์สมองของช้าง โดย Dr. Mostajo มีความสนใจที่จะสร้างความร่วมมือ กับคณะสัตวแพทยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยมหิดลในการศึกษาสะเต็มเซลล์ของช้าง โดยสำนักงานที่ปรึกษาด้าน วิทยาศาสตร์ฯ ได้มีการหารือร่วมทั้งสองฝั่งแล้ว และคาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากร และ การทำงานวิจัยร่วมด้านสะเต็มเซลส์จากช้างได้ในปี 2562 แม้ว่าโบลิเวียจะยังไม่โดดเด่นมากนักเมื่อเปรียบเทียบ ศักยภาพด้าน วทน. กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์เริ่มเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลโบลิเวีย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้าน วทน. โดยการเพิ่มการลงทุนด้านการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เพื่อให้นักศึกษา ไปศึกษาต่อต่างประเทศและกลับมาทำงานให้กับประเทศบ้านเกิด สถานภาพปัจจุบันของโบลิเวียยังอยู่ในสถานะ ที่ยังต้องการการสนับสนุนจากประเทศอื่นๆ อยู่ โดยมีปรัชญาพื้นฐานของการบริหารประเทศในแบบที่ใกล้เคียง กับระบบเศรษฐกิจพอเพียง คือให้ประชาชนอยู่ร่วมกับธรรมชาติในแบบยั่งยืน คล้ายกับภูฏานของเอเชียใต้ และ สป.ลาวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งล้วนเป็นที่ไม่มีทางออกทะเล และมีสภาพเป็นพื้นที่สูงอยู่มาก

สาธารณรัฐปารากวัย

Ms. Lourdes Martinez Rojas นักศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์อาหาร จาก University of Massachusetts, Amherst และ Mr. Guillermo Kurita นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขา Physiological Sciences, College of Veterinary Medicine จาก Florida University ให้ข้อมูลว่า ปารากวัยมีสัดส่วนการลงทุน ในการวิจัยและพัฒนาเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกับนักศึกษาของอาร์เจนตินา คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศกับ ประเทศในทวีปเอเชีย เป็นสิ่งที่หน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาในปารากวัยกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะ โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ การแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการต่างๆ และข้อมูลการติดต่อของ หน่วยงานต่างๆ ให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานเนื่องจากประเทศปารากวัยอยู่บริเวณใจกลางภูมิภาค ทำให้ ประเทศมีความหลากหลายทั้งในด้านภูมิประเทศ ระบบนิเวศน์ ประชากร และวัฒนธรรม หน่วยงานที่สำคัญ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของปารากวัย คือ National Council of Science and Technology (CONACYT) สาขาวิทยาศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือ เทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี และเทคโนโลยีข้อมูล สารสนเทศ
นักศึกษาจากประเทศปารากวัยที่เข้าร่วมโครงการ คือ ในประเทศปารากวัยจะเป็นจุดเริ่มต้น ในการสร้าง ความร่วมมือระหว่างประเทศ

3. การเยือนประเทศในลาตินอเมริกาตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ วทน. สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

กระทรวงการเหมืองแร่และพลังงาน (Ministry of Mining and Energy – MME)

Mr. Moacir Bertol – Deputy Secretary of Energetic Planning and Development บรรยายเกี่ยวกับนโยบายภาคพลังงานของบราซิล ที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีต้นทุนการผลิตและราคาที่ต่ำลง โดย MME ทำหน้าที่ดำเนินนโยบายด้านพลังงาน มีกลไกวิสาหกิจ ระดับชาติที่มีบทบาทสำคัญ คือ Petrobras ผู้ผลิตและจำหน่ายปิโตรเลียมของประเทศ (เทียบเท่า ปตท.) และ Electrobras ผู้ผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (เทียบเท่า กฟผ.) โดยทั้งสองวิสาหกิจมีอิทธิพลอย่างสูงต่อ เศรษฐกิจของบราซิล และมีสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียง ได้แก่ CEMPS ของ Petrobras และ CEPEL ของ Electrobras ซึ่งตั้งอยู่ที่นครริโอ เดจาเนโร นอกจากนั้น ยังมี Federal University of Rio de Janeiro (UFRJ) และ University of Sao Paulo (USP) ที่เป็นแหล่งงานวิจัย และผลิตบุคลากรให้กับภาคพลังงาน
บราซิลเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนมากที่สุดในโลก คิดเป็นร้อยละ 82 ของพลังงาน ที่ใช้ในประเทศ โดยพลังงานหลัก คือ พลังงานน้ำ มีเขื่อนจำนวนมาก เช่น เขื่อนขนาดใหญ่ลำดับที่ 2 ของโลก คือ Itaipu และเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอีกจำนวนมาก ภายใต้การดูแลของ Electrobras เนื่องจากมีระบบลุ่มน้ำที่ สมบูรณ์ โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำอเมซอน ทางตอนเหนือ และแม่น้ำปารานาทางตอนใต้ ที่เป็นพรมแดนกับ ปารากวัยและอาร์เจนตินา ปัจจุบัน นโยบายพลังงานบราซิลปี พ.ศ. 2559 – 2565 เน้นเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วน พลังงานทดแทนให้มากขึ้น อย่างมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มี ราคาถูก และช่วยพัฒนาพื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือที่การพัฒนาระบบสายส่งพลังงานไปไม่ถึง


ไทยสนใจความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนของบราซิล ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและพัฒนา การเพิ่มประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงชีวภาพ การสำรวจและการจัดการพื้นที่สำหรับทรัพยากรน้ำที่ใช้ในการผลิต พลังงาน สัดส่วนความมั่นคงด้านอาหาร น้ำและพลังงาน การสร้างตัวนำชนิดใหม่สำหรับผลิตแผงเซลส์สุริยะ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสำรองพลังงาน ซึ่งมีหลายองค์กรที่รับผิดชอบด้านนี้ ที่สามารถพัฒนาจัดทำกรอบ ความตกลง หรือเจรจาความร่วมมือ ซึ่งเป็นกรอบที่ชัดเจนได้ในอนาคต

กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการสื่อสาร (MCTIC)

บราซิลมีศูนย์วิจัยใหญ่หลายแห่งภายใต้ MCTIC อาทิ ที่นครริโอเดจาเนโร นครเซาเปาโล เมืองเบลโล ออริซอนจี (Bello Horizonte) รวมทั้ง ในเขตตอนใต้ในรัฐ Santa Catarina และ Rio Grande Do Sul รวมทั้งมีการประสานงานใกล้ชิด ระหว่างสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีในรัฐ ต่างๆ ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการบราซิล และมีโครงการน่าสนใจหลายอย่างที่สามารถ ดำเนินการ่วมกับหน่วยงานต่างประเทศได้ เช่น วิทยาศาสตร์ไร้พรมแดน (Ciencia Sem Fronteiras) MCTIC ยังมีวิสาหกิจด้าน วทน. ชื่อ EMBRAPII ซึ่งเป็นหน่วยงานขนาดเล็กที่สำหรับการวิจัยและ นวัตกรรมระดับอุตสาหกรรม และเป็นหน่วยงานที่ เชื่อมโยงกับ MCTIC และ Ministry of Education (MEC) ด้วย MCTIC ที่ทำหน้าที่ใกล้เคียงกับ Science Park นอกจากนี้ บราซิลมีความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ MERCOSUR กับประเทศเพื่อนบ้าน BRICS กับประเทศพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกับจีน มีการพัฒนาในหลายสาขารวมทั้งในด้านอวกาศ (China Brazil Earth Resources Satellite: CBERS) ซึ่งเป็นการพัฒนาดาวเทียมสำรวจ (ปัจจุบัน CBERS-4) นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาเรือวิจัย สมุทรศาสตร์ Vital de Oliveira กับอินเดีย ที่เดิน ทางสำรวจจากมหาสมุทรอินเดีย ถึงแอตแลนติกใต้ สำหรับไทย ปัจจุบันองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยา – ศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) มีความร่วมมือกับสถาบัน วิจัยและพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ Museu Emilio Goeldi ที่เมือง Belem ที่เน้นองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยน – แปลงสภาพภูมิอากาศ และสภาพระบบนิเวศบน พื้นโลก นอกจากนี้ Mrs. Vânia Gomes da Silva, Coordinator of Bilateral Cooperation ผู้แทน MCTIC กล่าวถึงความสนใจที่จะร่วมมือกับไทยในด้าน เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและทรัพยากรน้ำ

Brazilian Agricultural Research Corporation – EMBRAPA

Dr. Eliana Valéria Covolan Figueiredo และ Dr. Rodolfo Oliveira บรรยายว่า EMBRAPA เป็น องค์กรรัฐสาหกิจภายใต้การกำกับของ Ministry of Agriculture, Livestock and Food Supply (MALFS) และได้รับงบประมาณจาก MALFS ทั้งหมด โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้ส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการสร้างองค์ความรู้และแก้ปัญหา ด้วยเทคโนโลยี EMBRAPA มีส่วนสำคัญในการพัฒนา ระบบเกษตรกรรมและอาหารของบราซิลให้สามารถ แข่งขันในระดับโลกได้ ปัจจุบัน EMBRAPA มีศูนย์วิจัย ทั้งหมด 42 ศูนย์ทั่วประเทศ ที่แบ่งเป็น Product-Based Research Center, Basic Theme-based research center และ Eco regional Research Center EMBRAPA เป็นองค์กรที่น่าสนใจ มีทรัพยากร และองค์ความรู้ที่ อาจเป็นประโยชน์แก่ไทยได้ เช่น EMBRAPA ได้ร่วมมือ กับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมมือกับ EMBRAPII ซึ่งเป็นหน่วยงานของ MCTIC วิจัยและ พัฒนาเชื้อเพลิงจากอ้อยหรือได้ร่วมมือกับ Gol Transportes Aéreos สายการบินของบราซิลได้การพัฒนา เชื้อเพลิงเอทานอลในอากาศยาน หรือได้ร่วมมือกับ ศูนย์วิจัยด้านพันธุกรรมพัฒนาเส้นใยที่มีความแข็งแรงสูงจากน้ำนมวัวที่ได้รับการใส่ข้อมูลพันธุกรรมของแมงมุม

สาธารณรัฐปารากวัย

มหาวิทยาลัยแห่งชาติอะซุนซิโอน (National University of Asuncion – UNA)
Prof. Dr. Javier Alcides Galeano Sanchez Associate คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ และ Prof. Dr. Tomas Rodrigo Lopez หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ ได้บรรยายสรุปว่า UNA เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เก่าแก่ ที่สุดในประเทศ (ก่อตั้งเมื่อปี 2432) โดยปัจจุบันมีการสอนใน 12 คณะ ให้แก่นักเรียนจำนวนกว่า 40,000 คน โดย ผู้สอนกว่า 6,200 คน UNA มีวิทยาเขตกระจายอยู่ทั่วปารากวัย และมีศูนย์เทคโนโลยีและศูนย์วิจัยหลายศูนย์ สำหรับการทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาด้านการศึกษา Postgraduate สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยา – ศาสตร์ฯ ได้เชื่อมโยงและสนับสนุนให้ FACEN พัฒนาความร่วมมือด้าน การศึกษาวิจัยร่วมกับสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ในสาขา Food Science โดยจะ สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับอาจารย์ ผู้แทนเดินทางไปฝึกอบรมที่ KMITL ช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2562 โดย KMITL จะดูแลด้านที่พักและ ค่าใช้จ่ายในประเทศไทย

 

สาธารณรัฐชิลี

คณะกรรมาธิการแห่งชาติว่าด้วยการวิจัยวิมยาศาสตร์และเทคโนโลยี (National Commission for Scientific and Technological Research (CONICYT)
ดร. Christian Nicolat ผู้อำนวยการบริหาร CONICYT สรุปว่า CONICYT เป็นหน่วยงานหลัก ของชิลีที่รับผิดชอบกิจการงานด้าน วทน. ของประเทศ ซึ่งขึ้นตรงต่อสำนักประธานาธิบดี โดยก่อตั้งมาครบ 50 ปี เมื่อปี 2560 และกำลังจะมีการปรับเปลี่ยนเป็นสู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความร่วมมือที่เด่นที่สุด ที่มีกับไทย คือ ความร่วมมือด้านดาราศาสตร์ โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. ได้ติดตั้งหอดูดาวของไทยไว้ที่ Cerro Tololo ทางเหนือของกรุงซันติอาโก ซึ่งเป็นบริเวณที่แห้งแล้ง มีฟ้าโปร่ง 360 วันต่อปี และเป็นจุดที่ใช้สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในซีกโลกใต้ นอกเหนือจากความร่วมมือทางด้านดารา – ศาสตร์แล้ว Dr. Cristian Nicolai, Executive Director ของ CONICYT ยังแสดงความสนใจพัฒนา ความร่วมมือกับไทยในด้าน Foodinnopolis และสนใจมีการหารือเพื่อลงนามความร่วมมือในระดับกระทรวงด้วย ชิลีเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงและมีความคล่องตัว และชัดเจน ในการดำเนินการทางการทูตวิทยาศาสตร์

OST Plan for LATIN AMERICA แผนการดำเนินงาน สำหรับประเทศ ลาตินอเมริกาในปีงบประมาณ 2562

1. การกำหนดประเทศเป้าหมาย และจัดลำดับความสำคัญ
ประเทศหลักในลาตินอเมริกาที่สำนักงานที่ปรึกษาฯ มีแผนงานและกิจกรรมแลกเปลี่ยนเชิงรุกที่เป็น รูปธรรมในระยะเวลา 4 ปี (2561 – 2564) ประกอบด้วย 5 ประเทศหลักที่ประเทศไทยมี สถานเอกอัครราชทูต (สอท.) ประจำอยู่ ประกอบด้วย บราซิล เม็กซิโก ชิลี เปรู และอาร์เจนตินา ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีประเทศที่ สนใจทำความร่วมมือกับประเทศไทย และได้มีการติดต่อประสานงานบ้างแล้ว ได้แก่ คิวบา คอสตาริกา ปานามา โคลอมเบีย โบลิเวีย ปารากวัย และอุรุกวัย รวม 12 ประเทศ โดยแต่ละประเทศมีความสำคัญและมีคุณสมบัติ ที่เหมาะแก่การพัฒนาความร่วมมือกับไทย

2. ข้อเสนอว่าด้วยการลงนามในความตกลงความร่วมมือ วทน. ระดับกระทรวง
หลังจากที่ได้มีการพบปะหารือและการเยือนในปี งปม. 2561 เปรู (โดย CONCYTEC) เป็นประเทศแรก ที่ได้เสนอยกร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้าน วทน. กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเห็นชอบในร่างทั้ง 3 ภาษา (ไทย สเปน และอังกฤษ) ส่วนอีก 2 ประเทศ ที่ได้มีการเห็นพ้องกระบวนการลงนาม และกำหนดกิจกรรมร่วมระดับกระทรวง ประกอบด้วย แก่ การจัดทำ ความตกลงความร่วมมือด้าน วทน. กับ MCTIC ของบราซิล และ CONICYT ของชิลี โดยกำลังอยู่ในขั้นตอน การเสนอร่าง และแนวทางดำเนินกิจกรรม นอกจากนั้น COLCIENCIAS ของโคลอมเบีย ได้แสดงความสนใจผ่าน CONCYTEC ของเปรู หลังจากที่ฝ่ายเปรูได้มีการแจ้งในที่ประชุม Pacific Alliance ด้าน วท. ว่ากำลังพัฒนา ความสัมพันธ์โดยตรงด้าน วทน. กับไทย (เปรู โคลอมเบีย ชิลี และเม็กซิโก เป็นสมาชิก Pacific Alliance)

3. การแลกเปลี่ยนด้านบุคลากรด้านการศึกษา และวิจัย
การเชื่อมโยงในระดับสถาบันการศึกษา หรือเรียกว่า ระดับวิชาการ/เทคนิค ซึ่งจะพัฒนาขึ้นเป็นแบบ จำลองเปรียบเทียบกับการเชื่อมโยงจากบนลงล่างหรือจากระดับกระทรวง โดยมีหน่วยงานที่สนใจ อาทิ National University of Asuncion ของปารากวัย University of Santa Cruz ของโบลิเวีย University of Guadalajara ของเม็กซิโก กับมหาวิทยาลัยของไทยที่ได้แสดงความสนใจ อาทิ ม.มหิดล ม.บูรพา ม.เชียงใหม่ ม.ศิลปากร และ KMITL เป็นต้น

4. การเชิญผู้แทนเยือนประเทศไทย
ในปี งปม. 2562 ได้กำหนดเป้าหมายเชิญผู้แทนเยือน 8 คน ที่สนับสนุนโดยงบประมาณของสำนักงานฯ สนง. โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1 กลุ่ม Pacific Alliance เป็นการเชื่อมโยงในระดับนโยบาย ประกอบด้วย CONICYT ชิลี CONCYTEC เปรู COLCIENCIAS โคลอมเบีย และ PIIT เม็กซิโก และ 2 กลุ่มความร่วมมือด้านเทคนิคระหว่าง สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยของไทย กับ สถาบันวิจัยหรือมหาวิทยาลัยชั้นนำของลาตินอเมริกา

5. การเข้าร่วมจัดกิจกรรมและนิทรรศการในพื้นที่
สำนักงานวิทยาศาสตร์ฯ มีกำหนดการเข้าร่วมเปิดบู๊ทประชาสัมพันธ์ วทน. ของประเทศไทยร่วมกับ CONCYTEC ในงาน Peru con Ciencia ณ กรุงลิมา เปรู ระหว่าง 8 – 11 พฤศจิกายน 2561 พร้อมทั้งร่วม หารือโครงการ ความร่วมมือกับ CONCYTEC และ มีกำหนดเข้าร่วมงานเทศกาลไทยของ สอท. ณ กรุงบราซิเลีย ที่จะจัดขึ้น ณ นครเซาเปาโล เพื่อช่วยสนับสนุนภาพลักษณ์ประเทศไทย 4.0 ในช่วงเดือน พ.ค. 2562

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *