บทความโดย เรืออากาศเอก จินตสิทธิ์ ประวิตร ณ อยุธยา
อาจารย์กองการศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช
นักศึกษาปริญญาเอก วิศวกรรมการบินและอวกาศ Georgia Institute of Technology


“นักเรียนไทยในต่างประเทศ จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป” เป็นคำพูดที่ผมได้ยินหลายต่อ หลายครั้ง จากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ซึ่งพวกเราที่อยู่ที่นี่ก็ยึดมั่นตามอุดมการณ์นี้จริง ๆ โดยหวังว่าจะนำความรู้ ที่ได้ร่ำเรียนมา กลับไปเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

นับเป็นโชคดีของผมและนักเรียนไทยอีกหลายๆคน ที่ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของคนรุ่นใหม่ และให้โอกาส พวกเราได้มาศึกษาที่ต่างประเทศ แม้ภาครัฐจะสนับสนุนพวกเราอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่จากมุมมองของผมใน ฐานะผู้รับทุนแล้ว ภาครัฐยังสามารถช่วยพวกเราได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ยังมีระเบียบราชการบางข้อ ที่ทางภาครัฐ สามารถปรับแก้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และนี่คือ 3 ระเบียบที่แก้ไขได้เลยในวันนี้ และเพื่อให้ ประเทศได้ประโยชน์มากขึ้นจากนักเรียนทุนอย่างพวกเรา

1. การศึกษาออนไลน์

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การศึกษาออนไลน์เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มพูนทักษะและความรู้ มีเว็บไซต์ที่เปิดสอนสาขาวิชาต่าง ๆ มากมายทั้งแบบที่มีและไม่มีประกาศนียบัตร โดยล่าสุดมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ เริ่มมีการเปิดหลักสูตรออนไลน์เต็มรูปแบบ ที่เมื่อเรียนจบแล้ว นักศึกษาจะได้ปริญญาจริง ๆ ไม่ใช่ได้แค่ประกาศนียบัตร ตัวอย่างเช่น หลักสูตรปริญญาโทด้าน Computer Science ของ Georgia Tech ซึ่งปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 6,000 คนจาก 109 ประเทศทั่วโลกที่กำลังศึกษาด้วยหลักสูตรที่เข้มข้นกับอาจารย์ ระดับโลก ด้วยมาตรฐานเดียวกับนักศึกษาที่เรียนในห้องเรียน

เป็นที่น่าเสียดายที่ภาครัฐไม่สามารถให้ทุนข้าราชการให้เข้าศึกษาหลักสูตรในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากยังไม่มีระเบียบรองรับ ระเบียบในปัจจุบันเขียนด้วยสมมุติฐานว่า นักเรียนทุนต่างประเทศจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ หากมีการแก้ระเบียบให้สามารถรับทุนเรียนออนไลน์ได้นั้น ประเทศไทยจะได้บุคคลากรที่มีคุณภาพเฉกเช่นเดียว กับที่ศึกษาในต่างประเทศ โดยใช้งบประมาณที่น้อยกว่า เนื่องจากจะไม่มีภาระในการจ่ายค่าใช้จ่ายประจำตัว

2. ความยืดหยุ่นของทุนสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี

โครงการศึกษาต่างประเทศหลายโครงการ เป็นการปฏิบัติตามแผน ตามความต้องการของหน่วยงาน ซึ่งต้องการ บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เราจึงเห็นโครงการมากมายที่ให้ทุนในระดับปริญญาตรี โท และต่อจนถึง ปริญญาเอก ให้กับนักเรียน ม.6 โดยที่ระบุสาขาอย่างชัดเจน ตามนโยบายของหน่วยงาน และไม่อนุญาตให้ เปลี่ยนสาขาได้

ต้องยอมรับว่าการให้ทุนในลักษณะนี้ ขัดกับจุดประสงค์ของหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาตรีคือเวลาที่ให้ นักเรียนค้นหาตนเอง ทดลองเรียน ลองผิดลองถูก เพื่อให้รู้ว่าตนชอบศึกษาและอยากประกอบอาชีพใด นักเรียน ม.6 หลายคนต้องตัดสินใจจะรับหรือไม่รับทุนโดยไม่มีโอกาสทดลอง ว่าตนนั้นชอบศึกษาวิชาตามที่ทุนกำหนดรึไม่ ยิ่งถ้ายึดตามสัญญาใช้ทุนเป็นเวลา 2 เท่าของเวลาศึกษาแล้ว เท่ากับว่ากำลังให้นักเรียน ม.6 ตัดสินใจยึด อาชีพนี้ไปอีก 30 ปีโดยที่ตนเองอาจไม่รู้จักอาชีพนี้ดีพอ ผมเคยถามเพื่อน พี่ น้อง ที่เป็นนักเรียนทุนหลายๆคนว่า “ถามจริงเถอะ ถ้าไม่ชอบขึ้นมาทำยังไง” คำตอบที่ได้คือ “ก็ทำอะไรไม่ได้ครับ ต้องทนเรียนไป”

ประเทศเรากำลังใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ถ้าต้องผลิตบุคคลกรที่ไม่ได้ต้องการอยากมีความเชี่ยวชาญในด้าน นั้นจริงๆ เราไม่ควรมองภาพแค่หน่วยงานเจ้าของทุน แต่ต้องมองภาพรวมระดับประเทศว่าประเทศกำลัง เสียโอกาส ถ้าเราอนุญาตให้นักเรียนทุนเปลี่ยนสาขาได้ ประเทศไทยก็จะได้บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน นั้นจริงๆ ตัวอย่างเช่น นักเรียน ม.ปลาย ที่ชอบคณิตศาสตร์ อาจยังไม่ทราบว่าตนเองอยากเป็น นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ วิศวกร หรือ นักเศรษฐศาสร์ ซึ่งทั้ง 4 สาขา ล้วนเป็นวิชาชีพที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย แม้การอนุญาตนี้จะทำให้เจ้าของทุนเดิมจะเสียบุคคลกรไป แต่โดยภาพรวมประเทศไทยกำลังได้ประโยชน์มากกว่า

ในทางกลับกัน มีนักเรียน ม.6 จำนวนไม่น้อย ที่มองว่าข้อผูกพันของทุนมีความเสี่ยงเกินไปจึงปฏิเสธที่จะรับทุน เพราะไม่อยากให้ตนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ที่ผ่านมาประเทศเราเสียโอกาสไปแล้วไม่น้อย คนเก่งปฏิเสธที่ จะรับราชการเพียงเพราะว่าข้อผูกมัดไม่ยืดหยุ่นเพียงพอ

3. บทบาทของหน่วยงานไทย กับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของนักเรียนทุน

ในทางตรงกันข้ามกับข้อ 2 ที่ปริญญาตรีต้องเปิดกว้าง ปริญญาเอกจะต้องเจาะจง…

อุปสรรคใหญ่อย่างหนึ่งของนักศึกษาปริญญาเอก คือการหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ ที่ผ่านมา เจ้าของทุนมักไม่ ระบุหัวข้อวิทยานิพนธ์เพื่อความอ่อนตัว และอนุญาตให้นักเรียนทุนเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ตนเองสนใจ ในหลายกรณีหัวข้อวิทยานิพนธ์เป็นการทำตามโครงการวิจัยที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้รับทุนมา ซึ่งอาจเป็นงานวิจัย ที่เหมาะหรือไม่เหมาะกับประเทศไทยก็ได้

คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราเปิดทางเลือก (แต่ไม่ได้ผูกมัดในสัญญาทุน) ให้หน่วยงานในประเทศไทยมีส่วนร่วม กำหนดหัวข้อวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอก เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากงานวิจัยนั้นโดยตรง เท่าที่ผมทราบ ผมยังไม่เคยเห็นโครงการในรูปแบบของการจ้างอาจารย์ที่ปรึกษาในต่างประเทศ เพื่อให้อาจารย์นั้น กำกับงานวิจัยของนักเรียนทุน ในหัวข้อที่หน่วยงานในไทยและนักเรียนทุนร่วมกันกำหนด

โครงการในลักษณะนี้ อาจมีข้อโต้แย้งได้ว่า ทำไมจึงไม่ให้ทุนกับอาจารย์ในประเทศไทย กรณีนี้ก็อาจตอบได้ว่า เรากำลังให้ทุนกับคนไทย เพราะเมื่อนักเรียนทุนจบการศึกษาแล้ว ก็จะมีงานวิจัยติดตัวกลับประเทศไทยไปด้วย และสามารถต่อยอดงานวิจัยได้ทันที กรณีนี้มีข้อได้เปรียบกว่างานวิจัยที่ริเริ่มคิดค้นภายหลัง เพราะในระยะแรก งานวิจัยจะได้อยู่ในความดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์มากกว่า

และนี่ก็เป็น 3 หัวข้อ ที่ผมคิดว่าเราเริ่มเปลี่ยนได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ภาษีของประชาชนที่ลงทุนไปกับพวกเรา มีความคุ้มค่ามากขึ้น…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *