การทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) กับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ มีความเหมือนกันและแตกต่างกันอย่างไรใครรู้บ้าง เมื่อกล่าวถึงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ เราน่าจะพอนึกภาพได้ง่ายว่า หน่วยงาน องค์กรใด หรือใครก็ตาม ได้มีการดำเนินการโครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การฝึกอบรม การปฏิบัติงานในห้องทดลองร่วมกันที่ต้องใช้ศาสตร์ด้านเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ เพื่อให้ได้ผลผลิต นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดขึ้น เป็นเรื่องของการกระทำ การดำเนินการ เพื่อให้ได้ มาซึ่งผลผลิตด้าน วทน. แต่เมื่อกล่าวถึงคำว่า การทูตวิทยาศาสตร์ ความหรูหรามีระดับก็เข้า มาจับที่ความคิด เพราะคำว่าการทูตมีลักษณะเชิงศิลป โดยเฉพาะในการเจรจา หรือ negotiation ในเวทีระหว่างประเทศ การทูตวิทยาศาสตร์ จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์มาทำอะไรร่วมกัน เพื่อจะทำอะไรใหม่ๆ ดีๆ ให้โลก แต่มันเป็นกระบวนการของการดำเนินการที่มีผลประโยชน์ เกี่ยวข้องด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่เพียงแต่การพัฒนาองค์ความรู้ หรือการสร้างนวัตกรรม แต่ยังเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของความสัมพันธ์ หรืออำนาจต่อรอง เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติที่โยงใยทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ดังนั้น การลงนามความตกลงระดับรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการ หรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงถือเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดก็ว่าได้ สำหรับการเริ่มต้นของการทูตวิทยาศาสตร์ และนำพามาซึ่งความร่วมมือที่เป็น รูปธรรมอื่นๆ ตามมาในด้าน วทน. หากทั้งสองมีความพร้อม ทั้งในด้านบุคลากรและงบประมาณรองรับ ไม่ว่าจะในแบบเพื่อนผู้พี่ช่วยเพื่อนผู้น้อง หรือหุ้นส่วนของเพื่อนที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน หรือ partnership

สหรัฐอเมริกามีเครื่องมือหลายอย่างที่รัฐบาลใช้ในการสนับสนุนการทูตวิทยาศาสตร์ เครื่องมือหนึ่งที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้อย่างกว้างขวาง คือ ความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างประเทศ (Bilateral Agreement on Scientific and Technical Cooperation – S&T agreement) ซึ่งสหรัฐฯ ได้ลงนามไปแล้วกับ 58 ประเทศ (ตามรายชื่อประเทศด้านล่าง) ซึ่งสำหรับประเทศไทยก็ได้มีการลงนามไปครั้งแรก เมื่อ 6 สิงหาคม 2556 มีผลบังคับใช้ 5 ปี และลงนามต่ออายุไปอีกครั้งเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561 เพื่อขยายเวลามีผลบังคับใช้ไปอีก 5 ปี

ในขณะเดียวกัน ความตกลงพหุภาคีระหว่างหลายประเทศในกรอบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ดึงเอามิติด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในมิติด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) สารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) การเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดน (BASEL) การห้ามค้าสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธ์ (CITES) ได้ผูกพันให้นักวิทยาศาสตร์ที่รู้ลึกในเรื่องนั้นๆ ต้องเข้ามาช่วยนักการทูตในเวทีเจรจาต่อรอง ที่จะทำให้ประเทศได้ประโยชน์กลับไปในขณะที่ยังดูดีและมีสปิริตในการให้ความร่วมมือกับสังคมโลก

ดังนั้น สหรัฐอเมริกา ซึ่งในหลายโอกาสนโยบายด้าน วทน. ในเวทีพหุภาคีระหว่างประเทศดูกลายเป็นผู้ร้ายในหลายรายการ อาทิ ในเวทีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สหรัฐอเมริกาก็พยายามรักษาความสมดุลของบทบาทที่ดีของตนเองไว้ในเวทีระหว่างประเทศ และการทูตวิทยาศาสตร์ระดับ ทวิภาคี โดยมีการผลักดันความร่วมมือระดับรัฐบาลกับรัฐบาล หรือระดับหน่วยงานกับหน่วยงาน เช่น the National Science Foundation – NSF หรือ the National Institute of Health – NIH) ที่มีโครงการสนับสนุนการศึกษา STEM และการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก โดยผ่านทั้งความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน วทน. ระหว่าง รัฐบาลกับรัฐบาลที่มีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์และกรอบของความร่วมมือ จนไปถึงระดับองค์กร ที่มีการระบุกระบวนการร่วมือในรายละเอียด รูปธรรมมีการครอบคลุมถึงประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ประเด็นด้านภาษีจนถึงการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน เครื่องมือด้านการทูตวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะความตกลงที่เกี่ยวกับความร่วมมือด้าน วทน. จึงกลายเป็นกลไกอันทรงพลังที่วางหลักการ สร้างพื้นฐานในการสร้างความร่วมมือที่จำเป็นกับสังคมมวลมนุษยชาติในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ด้านสาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม โทรคมนาคม และการศึกษา ตลอดจนช่วยร่วมแรง ป้องกันภัยต่างๆ ที่จะส่งผลต่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติธรรมชาติ โรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ แม้กระทั่งภัยอื่นๆ เช่น ยาเสพติด การก่อร้าย ภัยไซเบอร์ ที่ วทน. ข้ามชาติกลายเป็นกลไกสำคัญของการจัดการเพื่อให้สังคมมนุษย์พัฒนาเติบโตต่อไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ข้อจำกัดของความร่วมมือระหว่างประเทศ ด้านวิทยาศาสตร์

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน วทน. ที่มีสหรัฐฯ เป็นคู่พันธมิตรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรต่างๆ จากรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ กลับไม่สามารถรองรับการสร้างความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรมได้ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเกรงว่าแม้ว่าความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน วทน. จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสนับสนุนความ ร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ความร่วมมือจะนำไปสู่ผลประโยชน์ในระยะยาวหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลักดันและสนับสนุนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมของทั้งสองประเทศด้วย

Bureau of Oceans and International Environmental and Scientific Affairs ซึ่งอยู่ ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดทำ ความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กับประเทศอื่นๆ โดยปัจจุบันมีประเทศคู่พันธมิตรที่มีความตกลงฯ ร่วมกับสหรัฐฯ จำนวน 58 ประเทศ และสหภาพยุโรป ดังนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *