สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute for Health) หรือที่คนไทยจำนวนมาก คุ้นเคยในชื่อย่อว่า NIH เป็นสถาบันด้านสาธารณสุข ที่สำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกาและของโลกก็ว่าได้ แม้ว่าจะตั้งอยู่ภายใต้หน่วยงานระดับกระทรวงที่ชื่อ ว่า Department of Public Health and Human Services แต่ NIH กลับมีอำนาจในการจัดการ มีชื่อเสียง และมีบทบาทในการทำงานด้านการแพทย์ และสาธารณสุขในระดับโลก โดยมีหน่วยงานภายใต้ สถาบันทั้งสิ้น 21 สถาบัน และ 6 ศูนย์ โดยสถาบัน แรกที่มีการจัดตั้งขึ้น คือ National Cancer Institute (NCI) เมื่อปี ค.ศ. 1937 และต่อมา ได้มีการจัดตั้งอีก 3 สถาบันหลักที่ทำให้ NIH ประกอบขึ้นเป็นรูปร่างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1948 ได้แก่ National Heart, Lung and Blood Institute (NHLBI) National Institute of Allergy and Infectious Disease (NIAID) และ National Institute of Dental and Craniofacial Research (NIDCR) และมีการพัฒนาจัดตั้งสถาบันต่อมา ครอบคลุมในมิติการแพทย์ ภารกิจหลักๆ จะเน้น การวิจัยทางการแพทย์ โดยทำเอง (intramural) ประมาณร้อยละ 11 ของงบประมาณ และทำกับ องค์กรภายนอก (extramural) ทั้งในและต่าง ประเทศ ประมาณร้อยละ 81 (ที่เหลือเป็นงบบริหาร)

สำหรับศูนย์ของ NIH อีก 6 ศูนย์ที่อำนวย การด้านบริหารนั้น Fogarty International Center (FIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของ NIH ที่ดูแลด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการเชื่อมต่อ NIH เข้ากับเวทีโลก บางครั้งยังมี การจัดงาน เชิญนักการทูตสายวิทยาศาสตร์และ การแพทย์เข้าร่วมฟังสรุปผลการดำเนินงานของ NIH ในมิติระหว่างประเทศ นวัตกรรมใหม่ และลู่ทาง พัฒนาความร่วมมือในอนาคต ในทุกๆ ปี พร้อมกับ พาเยี่ยมชมห้องสมุดของ NIH ที่เป็นความภาคภูมิใจ เพราะเป็นห้องสมุดด้านการแพทย์ ที่ดีและใหญ่ที่สุด ในโลก ที่มีการเก็บตำราการแพทย์ทุกประเภทกว่า 80 ล้านเล่ม ไว้ในอาคารหลังที่มีพื้นที่รวมขนาดเท่าสอง สนามฟุตบอล (ใต้ดินและบนดิน) ภายใต้หลังคารูป พาลาโบลา ที่สามารถป้องกันรักษาหนังสือไว้หากมี การทิ้งระเบิดในยามสงคราม

ความสำเร็จสำคัญด้านการแพทย์และ สาธารณสุขของ NIH ที่ให้ไว้ต่อประชาคมโลก ที่หลายคนรู้จักกันดี แต่อาจไม่ทราบว่ามาจาก หน่วยงานนี้ ประกอบด้วย

  • ยาเจือจางเลือด (Blood Thinner) ที่ช่วย ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด โดยเฉพาะที่เกิดจากโรค หัวใจที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เส้นโลหิตในสมอง แตก อาทิ พวกยาวาฟฟาริน ที่คนเป็นโรคหัวใจรู้จักดี
  • วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบในเด็ก หรือ โรค HIB
  • การแก้ไขมะเร็งในเม็ดเลือดในเด็ก (Common Childhood Leukemia) ที่สำเร็จถึง ร้อยละ 90 โดยใช้ยา และการเปลี่ยนและปลูกถ่ายไขกระดูก
  • การพัฒยายากลุ่ม Statins ลดไขมันที่ใช้ ป้องกันโรคหัวใจ และหัวใจวาย ให้ลดลงร้อยละ 70
  • การพัฒนายาป้องกันโรคซึมเศร้า
  • การพัฒนายาแก้โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS) ที่เริ่มตั้งแต่ AZT จนวิวัฒนาการไปเป็น Cocktail ที่มีตั้ง Pretease Inhibitor และ Reverse Transcriptase Inhibitor เป็นต้น

NIH ได้เผยแพร่โครงการใหม่ที่ต้องการให้ นานาชาติสนใจ ประกอบด้วย

  1.  the BRAIN Initiative (the Brain Research through Advancing Innovative Neurotechnologies หรือ BRAIN) ซึ่งเป็น การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการถ่ายภาพ สมองและระบบประสาท ที่สามารถถ่ายการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง individual brain cells และ complex neural circuits ได้ทั้งมิติเวลาและพื้นที่ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ แม่นยำขึ้นผ่านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการถ่าย ภาพช่วยให้สามารถรักษาโรคทางสมองได้มี ประสิทธิภาพและสามารถจำกัดปริมาณยาที่จะเข้าไป รักษาได้ตรงจุด
  2. World RePORT หรือ Research Portforlio Online Reporting Tools NIH ได้พัฒนาระบบค้นหาข้อมูลโครงการวิจัยทาง การแพทย์ทั่วโลก เพื่อให้สาธารณะสามารถติดตาม โครงการวิจัยระหว่างประเทศและการลงทุนของ องค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในงานวิจัย เพื่อเพิ่มช่องทาง ขยายโอกาสในการหาแหล่งเงินทุน และรับทราบ พัฒนาการโครงการวิจัยต่างๆ – website : worldreport.nih.gov

และประเทศไทย ก็เป็นประเทศหนึ่งที่ NIH ให้ความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเพื่อนร่วมวิจัยที่ทำงาน ด้วยกันมานาน โดยโครงการความร่วมมือกับ ประเทศไทยที่มีมากที่สุด ประกอบด้วยในด้านภูมิแพ้ และโรคติดต่อ กับ NIAID 41 โครงการ NIH Fogarty International Center 9 โครงการ และ National Institute of Mental Health 6 โครงการ โดยมีสถาบันของไทย ที่ NIH มีความร่วมมือด้วย ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย มหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสภากาชาดไทย เป็นต้น และนอกจากนั้น ปี งปม.2017 ที่ผ่านมา NIH ได้รับนักวิจัยไทย 20 คน เข้าร่วมทำงานใน ห้องปฏิบัติการของ NIH

และแม้ว่ากระแสการเมืองเรื่องงบประมาณภายใต้ ประธานาธิบดี Donald Trumps ค่อนข้างจะมีตัว ชี้วัดหลายอย่างที่เห็นถึงการลดงบประมาณของ รัฐบาลสหรัฐที่กระทำเพื่อมวลมนุษยชาติ หันมาปกป้องผลประโยขน์ของตนเอง แต่สำหรับ NIH ผลกระทบดังกล่าวนั้น ไม่มีอะไรน่าใจหาย และ NIH ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งวิทยาการและงานวิจัยด้านการแพทย์ของโลกต่อไป ทั้งนี้ เพราะผู้นำสหรัฐฯ คงตระหนักดีว่า One World One Health โรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องที่ข้ามพรมแดนได้เสมอ ถ้าคนจนป่วยได้ คนรวยก็ป่วยได้ ถ้าโรคระบาดเกิดกับ คนในประเทศพัฒนาน้อยได้ ถ้าไม่ช่วยก็คงมีคราว ระบาดในประเทศพัฒนาแล้วได้เช่นกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *