ในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร มีผลทำให้อายุเฉลี่ยของประชากรยืนยาวขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาที่จะตามมาคือ ความไม่สมดุลของสัดส่วนประชากรในช่วงอายุต่างๆ องค์การสหประชาชาติ ได้ประเมินการไว้ว่าในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ผู้สูงอายุที่มีอายุสูงกว่า 80 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนมากกว่าปัจจุบัน 3 เท่า หรือ 434 ล้านคน

หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากที่สุดในโลกยุค ปัจจุบัน คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เทคโนโลยี AI ถูกนำไปใช้ในหลายๆ วงการ เช่น ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา การแพทย์ ฯลฯ จึงไม่น่าแปลกใจ หากมีการนำเอาเทคโนโลยี AI ไปใช้เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

เทคโนโลยี AI ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ของเราจะเป็นในลักษณะระบบผู้ช่วยที่สั่งงานด้วยเสียง (voice-activated personal assistant – VAPAs) เช่น เครื่อง Alexa ของบริษัท Amazon ระบบ Siri ของบริษัท Apple และระบบ Now ของบริษัท Google ระบบ VAPAs สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบความสามารถ และการทำงานของระบบ VAPAs มีการพัฒนาขึ้นใหม่ ทุกวัน ในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยี VAPAs ถูกนำไปใช้ ในการดูแลผู้สูงอายุและครอบครัวของผู้สูงอายุ รวมถึง การให้ความช่วยเหลือผู้ดูแลสูงอายุอีกด้วย

จากผลการวิจัยของ ดร. Deborah Vollmer Dahlke จาก Texas A&M School of Public Health พบว่า สถิติ ในปี พ.ศ. 2558 จำนวน 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุที่ไม่ได้ อยู่ในสถานพยาบาล อาศัยอยู่ตามลำพังในที่พักของ ตนเอง ผู้สูงอายุจำนวนมากเป็นเพศหญิงอายุ 75 ปี ขึ้นไป

ดร. Vollmer Dahlke กล่าวว่า “ผู้สูงอายุที่มี ข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว หรือมีปัญหาในการมองเห็น สามารถใช้ระบบ VAPAs ในการ เปิดปิดไฟ การฟัง หนังสือเสียง (audio book) หรือช่วยเตือนเมื่อถึงเวลา ทานยา นอกจากนี้ ระบบ VAPAs ยังเป็นประโยชน์ต่อ ผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมระยะเริ่มต้น ในการช่วย เตือนความจำ ตอบคำถามที่สงสัย หรือการเล่นดนตรี ที่คุ้นเคย ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยโรคนี้มีสภาพความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น”

ดร. Marcia Ory หนึ่งในนักวิจัยของทีมดังกล่าว เสริมว่า “สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ คือ การหกล้มเมื่ออยู่ตามลำพัง ระบบ VAPAs จะช่วย ให้ผู้สูงอายุสามารถขอความช่วยเหลือจากเพื่อน เพื่อนบ้าน ญาติ หรือผู้ให้บริการทางการแพทย์ได้ ทันท่วงทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน อีกทั้ง ระบบนี้ยังเปิดโอกาสให้ครอบครัวของผู้สูงอายุสามารถตรวจสอบความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่กระทบต่อกิจกรรมประจำวันที่พวกเขากำลังทำอยู่”

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี VAPAs อาจจะยั งไม่ได้รับการตอบรับหรือผู้บริโภคอาจจะใช้เวลาในการยอมรับเทคโนโลยีนี้นานกว่าเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจาก หลายคนยังมีความกังวลถึงประเด็นด้านความเป็นส่วนตัว และการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งดร. Vollmer Dahlke และ ดร. Ory ได้ระบุปัญหาและอุปสรรคของการนำเอาเทคโนโลยี AI ไปในวงการแพทย์ ดังนี้

ปัญหาแรก คือ การเข้าถึงเทคโนโลยี แม้ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่รู้จักและสามารถ ใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตแล้ว แต่การเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับเทคโนโลยี VAPAs ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ดังนั้น ผู้ใช้ เทคโนโลยีควรตระหนักถึงข้อนี้ เพื่อให้ เทคโนโลยีนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ปัญหา ช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีควรได้รับ การแก้ไข

ปัญหาที่สอง คือ การสร้างสมดุล ระหว่างประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยี กับการรักษาสิทธิในการเป็นส่วนตัว (privacy rights) เทคโนโลยี VAPAs ถูกออกแบบให้รับข้อมูลเสียงอยู่ตลอด เวลา และคาดว่าในปี พ.ศ. 2565 ระบบ VAPAs กว่า 175 ล้านเครื่อง จะถูกติดตั้ ง ในครัวเรือนทั่วโลก โดยมีร้อยละ 55 อยู่ในครัวเรือนสหรัฐฯ ดังนั้น เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยี เราจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย และนโยบายที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสุดท้าย บริษัทประกันสุขภาพอาจจะลังเลใจที่จะ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับเทคโนโลยีนี้ แม้ว่าจะถูกนำมาใช้เพื่อ วัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจาก หน้าที่ของเทคโนโลยีดังกล่าว คือการเก็บและจัดการข้อมูลมากกว่าการให้บริการทางการแพทย์โดยตรง อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันสุขภาพจะถูกกดดันให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้งานโดยผู้ให้บริการทางการแพทย์มากยิ่งขึ้น

ดร. Dahlke เสริมอีกว่า เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุอย่างมาก แต่สิ่งที่จะต้องทำ คือ การทำให้เทคโนโลยีนี้ ใช้ง่ายได้ง่าย ปลอดภัย และราคาไม่แพงจนเกินไป การพัฒนานี้ นอกจากนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แล้ว เรายังต้องการความร่วมมือจาก นักวิจัยในสาขาอื่นๆ ด้วย เช่น นักวิชาการด้านผู้สูงอายุ (Gerontologist) นักกฎหมาย ฯลฯ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *