เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีอวกาศ ก็คงจะไม่มี ผู้ใดที่คนกล่าวขวัญถึงได้เท่ากับ Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัท SpaceX บริษัทเอกชนด้าน อวกาศ เป้าหมายหลักของเขาในการก่อตั้ง บริษัทนี้คือ การทำให้การสำรวจอวกาศ มีราคาถูกลงและสามารถดำเนินการในเชิง พาณิชย์ได้ โดยที่ผ่านมา บริษัทได้พิสูจน์ ว่าภารกิจด้านอวกาศบางอย่างสามารถทำ ได้ด้วยงบประมาณที่ต่ำกว่างบประมาณที่ หน่วยงานของราชการ เช่น องค์การ NASA ได้ประเมินการไว้

กลยุทธ์หนึ่งของ Elon Musk คือ การบริหาร บริษัทด้านอวกาศเช่นเดียวกันกับการบริหารบริษัท การบินเชิงพาณิชย์ บริษัท SpaceX ประสบความสำเร็จ อย่างมากในการลดต้นทุนในการเดินทางอวกาศ โดยการนำเอาชิ้นส่วนต่างๆ อย่างจรวดและยานอวกาศ กลับมาใช้ใหม่โดยติดระบบนำร่องจอดและถังเชื้อเพลิง ให้กลับฐานปล่อยได้

ตัวอย่างหนึ่งของโครงการที่นำเอา จรวดที่เคยถูกใช้งานแล้วกลับมาใช้ ใหม่ คือ Commercial Resupply Services 13 (CRS-13) โดยมีการนำ เอาจรวด Falcon 9 ซึ่งเคยถูกใช้งาน แล้วในโครงการ CRS-11 กลับมาใช้ งานอีกครั้ง

ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ

รัฐบาลของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Donald Trump ก็ให้การสนับสนุนการลงทุนและ พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ โดยประธานาธิบดี Trump ได้ให้นโยบายที่สนับสนุนให้มีการเดินทางไปยังดวงจันทร์ และดาวอังคาร แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการให้งบประมาณแก่องค์การ NASA เพื่อสนับสนุนโครงการเดินทางไปยังดวงจันทร์และดาวอังคาร แต่บริษัท SpaceX และ Boeing ต่างได้เซ็นสัญญา มูลค่ากว่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีเงื่อนไขว่า บริษัทจะต้องพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถพานักบินอวกาศ ของอเมริกาขึ้นไปยังสถานนีอวกาศนานาชาติ (ISS) ได้แบบสะดวก นอกจากนี้ Musk ยังได้ประกาศแผนการ ในการพานักท่องเที่ยวบินไปยังดวงจันทร์ในปี พ.ศ.2561 นี้อีกด้วย

ในระหว่างนี้ บริษัท SpaceX ก็ได้ปฏิบัติภารกิจส่ง ยานบินไร้คนขับให้กับองค์การ NASA และบริษัทได้มี แผนการในการจัดส่งเสบียงและอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังสถานีอวกาศ ISS ด้วยจรวด Falcon 9 และแคปซูลเสบียง Dragon ซึ่งเคยถูกใช้งานมาแล้ว ก่อนหน้านี้และถูกนำกลับมาใช้ใหม่

นอกจากโครงการเดินทางไปยังดวงจันทร์และ ดาวอังคารแล้ว อีกโครงการที่น่าสนใจคือแผนการ ที่ชื่อว่า Starlink หรือการส่งดาวเทียมขนาดเล็ก จำนวน 11,925 ดวง ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อส่งสัญญาณ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของ โลก จำนวนดาวเทียมดังกล่าวนับเป็น 4 เท่าของ ดาวเทียมจำนวน 1,738 ดวงที่ปฏิบัติการอยู่ใน ปัจจุบัน ดาวเทียม Starlink 2 ดวงแรกถูกปล่อยขึ้นสู่ วงโคจรในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ 2561

สิ่งที่ Musk ตั้งใจไว้จากโครงการนี้ คือ การเชื่อมต่อ โลกทั้งใบด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ส่ง สัญญาณผ่านดาวเทียมขนาดเล็ก สถานีภาคพื้นดิน ต้นทุนต่ำ และตัวรับสัญญาณเพื่อส่งต่อให้แก่ผู้ใช้โดยมีเป้าหมายในระยะสั้นคือการสร้างเครือข่าย อินเทอร์เน็ตที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่บนโลก และเป้าหมายระยะยาวคือการสร้างเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในอวกาศ

แม้ว่า Musk จะไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูล เกี่ยวกับโครงการนี้สู่สาธารณะมากนัก แต่จากข้อมูล ที่ได้จากเอกสารขออนุญาตปล่อยดาวเทียมที่บริษัท SpaceX ยื่นให้แก่หน่วยงาน Federal Communications Commission (FCC) ซึ่งเป็นองค์กรของสหรัฐฯ ที่มีอำนาจรับผิดชอบในการพิจารณาการปล่อย ดาวเทียม พบว่าบริษัท SpaceX ได้ยื่นขออนุญาต

ดาวเทียม Starlink แต่ละดวงมีขนาดเล็กกว่าดาวเทียมที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยมีขนาดประมาณขนาดของรถยนต์ Mini Cooper และมีน้ำหนัก ประมาณ 385 กิโลกรัม บริษัท SpaceX ให้ข้อมูลว่า ดาวเทียมนี้สามารถ ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างถึง 1,300 ไมล์ ดาวเทียมนี้จะสามารถเข้าถึงผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่ไม่สามารถติดตั้งสายเคเบิลและเสาส่งสัญญาณได้

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า ประเทศอื่นๆควรมีส่วนในการตัดสินใจ ในการปล่อยดาวเทียม Starlink นี้หรือไม่ เพราะแน่นอนว่า ดาวเทียม ซึ่งมีจำนวนมากของ SpaceX จะต้องลอยเหนือน่านฟ้าของหลายๆประเทศ นอกจากนี้ ผลกำไรที่ได้จากโครงการนี้ควรจะถูกแบ่งสรรให้ประเทศอื่นๆ ด้วยหรือไม่ และใครเป็นผู้ครอบครองวงโคจรของโลก

นอกเหนือจากดาวเทียม Starlink จำนวนมากที่จะถูกปล่อยขึ้น สู่วงโคจรโลกแล้ว ยังมีขยะอวกาศอีกกว่า 50,000 ชิ้นที่อยู่ในวงโคจร อยู่ก่อนแล้ว ทำให้มีผู้สงสัยว่า ดาวเทียม Starlink จะมีโอกาสชน ขยะอวกาศเหล่านั้นหรือไม่ แต่ Musk ไม่คิดว่านั่นคือปัญหา เพราะใน ความสูงของดาวเทียม Starlink มีขยะอวกาศอยู่ไม่มาก และเขาวางแผน ให้ดาวเทียม Starlink ถูกเผาไหม้เมื่อมีการเรียกกลับมายังพื้นโลก โดยเศษ ชิ้นส่วนต่างๆ ที่เหลือจะตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *