แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศมหาอำนาจด้านอวกาศชั้นแนวหน้าของโลก และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่หาใครมาเทียบเคียงได้ แต่สหรัฐฯ เองก็ยังมีความเกรงประเทศมหาอำนาจใหม่ที่กำลังมาแรงทยอยแซงสหรัฐฯ ในมิติ วทน. ต่างๆ ซึ่งเมื่อกล่าว เช่นนี้ ใครๆ ก็เดาออกว่า หมายถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน ดังนั้น เราลองมาดูกันว่า จีนได้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างหลากหลายและมีการส่งดาวเทียมและยานอวกาศขึ้นสู่ห้วงอวกาศจำนวนมากเช่นเดียวกัน ดังที่จะสรุปแยกประเภทได้ดังนี้

1. จรวดสำหรับการส่งยานและดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ (Space Rocket)

จีนได้ผลิตจรวดสำหรับส่งยานและดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ ที่มีชื่อเฉพาะว่า ฉางเจิง (Change Zheng —长征) หรือ Long March โดยปัจจุบันมีการพัฒนาไปถึงฉางเจิง-7 โดยจรวดรุ่น ฉางเจิง-5 เป็นจรวดขนส่วนใหม่ที่มีขนาดใหญที่สุดของจีน น้ำหนักขึ้นบิน สูงสุด 869 ตัน สามารถขนส่งวัตถุน้ำหนัก 25 ตัน ใช้ออกซิเจนเหลวและไฮโดรเจน เหลวเป็นเชื้อเพลิง จรวดรุ่นฉางเจิง-6 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 120 ตัน เป็นจรวดส่งที่ต้องการความฉับไวในการปฏิบัติภารกิจ แต่มีศักยภาพในการจัดส่ง สัมภาระได้เพียงราว 1 ตัน ขึ้นไปสู่วงโคจรแบบสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ที่ระดับความสูง 700 กิโลเมตร เครื่องยนต์ใหม่นี้ยังคงใช้เชื้อเพลิงเหลว ประกอบด้วยออกซิเจนเหลวกับ กีโรซีน จรวดรุ่นฉางเจิง -7 เป็นจรวดขนส่งขนาดกลาง ที่เป็นตัวหลักด้านการขนส่ง ทางอวกาศของจีน ความสามารถการขนส่งวัตถุน้ำหนัก 13.5 ตัน และในระยะยาว คาดว่าจรวดชุดฉางเจิงจะให้บริการการขนส่งในอวกาศกว่าร้อยละ 80 ของจีน และทำให้ในปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่ 3 ที่มีจรวดขนส่งที่มีเทคโนโลยีระดับสูงสุดยอด ต่อจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ซึ่งจรวดรุ่นนี้ เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีการบิน อวกาศของจีนที่ทำให้จีนประสบผลสำเร็จสำคัญในการตั้งสถานีอวกาศนานาชาติอีกด้วย

2. ดาวเทียมสื่อสาร (Telecommunication Satellite)

ดาวเทียมสื่อสารเป็นดาวเทียมทำหน้าที่เพื่อที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสาร ของโลกเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นดาวเทียมที่มีการผลิตมากที่สุด ทั้งโดยภาครัฐและบริษัท เอกชนจำนวนมากของหลายประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา การทำธุรกิจ กับดาวเทียมประเภทนี้มีมากที่สุด เพราะเป็นดาวเทียมประเภทใช้เชื่อมต่อสัญญาณ ในการถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณเสียง สัญญาณภาพ หรือสัญญาณข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ จีนมีดาวเทียมสื่อสารชุด จงซิง (Zhong Xing-中星) หรือ ChinaSat โดยจีนได้ยิงดาวเทียมสื่อสาร จงซิง 10 (中星10号) และ จงซิง 11 (中星11号) จากศูนย์ยิงดาวเทียมซีชวง มณฑลเสฉวน เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 และพฤษภาคม 2556 ตามลำดับ โดยล่าสุดได้ยิงดาวเทียมจงซิง 9A อีกหนึ่งดวงในวันที่ 6 มิ.ย. 2560 ดาวเทียมจงซิงจะสามารถให้ข้อมูลด้านการสื่อสาร การแพร่สัญญาณบริการส่งข้อมูล อื่นๆ สำหรับผู้ใช้ในจีนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยสำหรับเทคโนโลยีด้านนี้ ไทยเอง มีดาวเทียมชุดไทยคมให้บริการเป็นหลักแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาดาวเทียม ชุด จงซิง ของจีนเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม จีนกำลังจะเป็นชาติแรกในโลกที่สามารถ พัฒนาดาวเทียมสื่อสารควอนตัมที่ใช้อนุภาคของแสงหรือที่เรียกว่า โฟตอน (photon) ที่มีพลังงานสูงมากและมีช่วงคลื่นสั้นมาก ส่งข้อมูลรหัสจากอวกาศที่รวดเร็วมากและ ไม่สามารถจารกรรมลักลอบถอดรหัสได้ โดยขณะนี้นักวิทยาศาสตร์จีนกำลังทดสอบ ติดตั้งระบบสำหรับการส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศและหากการดำเนินการสำเร็จ จีนจะกลายเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีสื่อสารสูงสุด โครงการนี้คือการปฏิวัติการ สื่อสารของโลก และจะเป็นพิสูจน์ชัดเจนว่าจีนเป็นประเทศที่มีระบบดาวเทียมสื่อสารและ โทรคมนาคมที่ทันสมัยที่สุดในโลก เทคโนโลยีใหม่นี้จะปกป้องระบบสารสนเทศสำหรับ โลกไซเบอร์ในอนาคตได้มากขึ้นถึงร้อยละ 120 และจีนมีแผนที่จะใช้ดาวเทียมควอนตัม ครอบคลุมการสื่อสารทั่วโลกภายในปี 2030 สำหรับภาคพื้นดินนั้น จีนยังได้สร้าง เครือข่ายระบบสื่อสารควอนตัมของตนเอง เพื่อใช้ในภารกิจด้านความมั่นคงและ ป้องกันประเทศ

3. ดาวเทียมสำรวจโลก (Earth Observation Satellite)

การสำรวจทรัพยากรโลกด้วยดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ได้วิวัฒนาการจากการ ได้รับภาพถ่ายโลก ภาพแรกจากการส่งสัญญาณภาพของดาวเทียม Explorer VI ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2502 ตั้งแต่นั้นมา การสำรวจโลกด้วยภาพถ่ายดาวเทียม ได้มีการพัฒนาเป็นลำดับทั้งระบบบันทึกข้อมูล และอุปกรณ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ ด้านต่างๆ อย่างมากมาย วิวัฒนาการของดาวเทียมสำรวจทรัพยากรเป็นไปอย่าง รวดเร็วและต่อเนื่อง ดาวเทียมจำนวนมากได้ถูกส่งเข้าสู่วงโคจร เพื่อประโยชน์ในด้าน การสำรวจทรัพยากร โดยจีนมีดาวเทียมชุดเกาเฟิน (Gao Fen – 高分) เป็นดาวเทียม ชุดสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ โดยดาวเทียมเกาเฟิน 10 ส่งเข้าสู่วงโคจร เมื่อเดือน กันยายน 2559 การใช้ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรและสภาพแวดล้อมของโลก เป็นการ ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพและโทรคมนาคม โดยการทำงานของ ดาวเทียมสำรวจ ทรัพยากรจะใช้หลักการที่เรียกว่าการสำรวจข้อมูลจากระยะไกล หรือ Remote Sensing ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้คลื่นแสงที่เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (EME : Electro-Magnetic Energy ที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์ในการบันทึกภาพ อันที่จริง แสงจาก ดวงอาทิตย์มีอยู่หลายช่วงคลื่น ดังเช่นเราสามารถแยกส่วนที่มนุษย์เห็นด้วยตาเปล่าได้ เช่น สี 7 สี แบบที่เห็นจากรุ้งหรือปริซึม ส่วนที่เรามองไม่เห็น ก็เช่นอุลตร้าไวโอเล็ต อินฟราเรต รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมมา เป็นต้น แสงเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนสื่อกลาง ส่งผ่านระหว่างวัตถุเป้าหมายและอุปกรณ์บันทึกข้อมูล อุปกรณ์ถ่ายภาพที่ติดตั้งอยู่ บนดาวเทียมมักจะได้รับการออกแบบให้มีความสามารถถ่ายภาพ และมีความ หลากหลาย ทั้งใน เรื่องการรับคลื่นในช่วงของคลื่นแสงต่างๆ ที่เรียกว่า Band และในเรื่องรายละเอียดของภาพที่เรียกว่า Pixel Resolution ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการ จำแนกภาพวัตถุบนพื้น โลกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดาวเทียมสำรวจบางประเภท ยังเป็นดาวเทียมที่ยิงสัญญาณเรดาห์เป็นสื่อในการบันทึกภาพแทนคลื่นแสงจากดวง อาทิตย์ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมประเภทนี้ สามารถช่วยในด้านการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ การสำรวจพื้นที่ป่าไม้ การเกษตร การใช้ที่ดิน ธรณีวิทยา อุทกวิทยา การจัดทำแผนที่ภูมิประเทศ ตลอดจนติดตามภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ ฯลฯ สำหรับดาวเทียมประเภทนี้ ไทยเองมีดาวเทียมไทยโชต หรือ ธีออส (Thailand Earh Observation Satellite-THEOS) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาดาวเทียมสำรวจ ที่รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชนหรือที่เรียกย่อๆ ว่า สทอภ. หรือ GISTDA มอบหมายให้ฝรั่งเศสสร้างขึ้น โดยได้ยิงขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 2550 และกำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาให้บริการข้อมูล ซึ่งปัจจุบัน GISTDA ได้มอบให้ฝรั่งเศสพัฒนา ดาวเทียมสำรวจแห่งชาติดวงใหม่ขึ้นใน นาม THEOS II เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรามารอคอยชมการปล่อยดาวเทียม สำรวจดวงใหม่ของเราเร็วๆ นี้

4. ดาวเทียมระบบนำร่อง (Global Navigation System Satellite-GNSS)

การพัฒนาดาวเทียมระบบนำร่อง (Global Navigation System Satellite-GNSS) เริ่มขึ้นครั้งแรกโดยสหรัฐอเมริกา ที่รู้จักกันดีในชื่อของดาวเทียมจีพีเอส (Global Positioning Satellite System-GPS หรือ Navstar) มีจุดประสงค์สำหรับการใช้งานใน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ต่อมา การพัฒนาระบบอกพิกัดได้มีการนำมา ใช้งานทั่วไป ทั้งใน การบริหารจัดการของภาครัฐ การติดต่อสื่อสารและขนส่ง ตลอดจนการพาณิชย์ทั่วไป ดาวเทียมที่ใช้กับระบบ GPS ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2506 โดยใช้ เป็นระบบนำร่องให้กับเครื่องบิน เมื่อดาวเทียมที่ใช้กับระบบ GPS ขยายตัวมากขึ้น จึงมีพื้นที่การครอบคลุมมากขึ้นและได้มีการนำมาประยุกต์ใช้งาน อย่างกว้างขวาง เช่น การนำร่องให้เรือเดินสมุทรพาณิชย์ในบริเวณที่ระบบนำร่อง ภาคพื้นดินไม่สามารถใช้ได้

การทำงานของดาวเทียมระบบนำร่องจะแตกต่างจากดาวเทียมอื่นๆ คือจะ ทำงานในลักษณะของหมู่ดาวเทียม (constellation) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายกำหนดพิกัด ภูมิศาสตร์ระหว่างกัน จีนได้พัฒนาดาวเทียมประเภทนี้ในชื่อว่า เป๋ยโต่ว (Bei Dou-北斗) ซึ่งได้เปิดให้บริการกับประชาชนโดยทั่วไป และพยายามขยายความร่วมมือ ในการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมดังกล่าวกับประเทศไทย รัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2563 ระบบเป๋ยโต่วจะก้าวสู่ระดับโลกด้วยกลุ่มดาวเทียมนำร่องทั้งหมด 37 ดวง ซึ่งเป็นหมู่ดาวเทียม GNSS ที่มีโครงข่ายจำนวนดาวเทียมนำร่องสูงที่สุดในโลก (ดาวเทียม GPS ของสหรัฐฯ และดาวเทียมโกลนาสส์ (GLONASS) ของรัสเซียมีอย่างละ 24 ดวง และดาวเทียมกาลิเลโอ (Galileo) ของสหภาพยุโรป มี 30 ดวง ดังนั้น เวลาไป ประเทศอื่นแล้วเช่าอุปกรณ์นำร่องติดรถยนต์ นั่นไม่ได้หมายความว่าระบบดังกล่าวมา จากดาวเทียมชุด GPS ของสหรัฐฯ

5. เทคโนโลยีอวกาศอื่นๆ

จีนยังได้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศโดยอาศัยวิทยาการของตนเองอีกหลายด้าน ได้แก่

5.1 สถานีอวกาศ
“เทียนกง” (Tian Gong-天宫) หรือแปลตรงตัวว่าวังฟ้าหรือวังสวรรค์ สถานีเทียนกง-1 (Tian Gong I) ที่ได้ หมดอายุตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกไปแล้ว เป็นสถานีอวกาศแห่งแรกของจีนที่ใช้เป็นสถานที่ทดสอบพัฒนาขีดความสามารถการ เชื่อมต่อและการเทียบท่าซึ่งจำเป็นสำหรับการสนับสนุนศูนย์อวกาศที่ใหญ่ขึ้น การปล่อยสถานีอวกาศ เทียนกง-1 มีขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสถานีอวกาศเทียนกง หรือมีชื่อทางการว่าโครงการ 921-2 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะส่งสถานีอวกาศมีคนอยู่อาศัยขนาดเต็มกึ่งถาวรขึ้นสู่วงโคจรภายใน พ.ศ. 2563 เทียนกง-1 เป็น “โมดุลห้องปฏิบัติการอวกาศ” หนัก 8.5 ตัน และสามารถ เทียบกับอวกาศยานมีคนบังคับ และอัตโนมัติได้ และยังสามารถนำยานอวกาศเสินโจว 8 เสินโจว 9 และเสินโจว 10 เทียบกับเทียนกง 1 ระหว่างปฏิบัติการด้วย โดยขณะนี้ สถานีอวกาศเทียนกง 2 สถานีรุ่นน้อง ได้ปล่อยไปประจำการเมื่อ 15 กันยายน 2559 ณ สถานีปล่อยดาวเทียมที่เมืองจิ่วฉวน มณฑลกานซูแล้ว โดยก่อนหน้าที่จะมีการปลด ระวางสถานีทั้งสองได้เคยมีโอกาสเชื่อมต่อกันกลางอวกาศ รวมทั้ง เทียนกง 2 ได้มีการ เทียบยานอวกาศเสินโจว 11 โดยได้มีการรับส่งนักบินอวกาศ ไปกลับจากสถานี กับโลก ด้วยสถานีอวกาศเทียนกง จึงเป็นแหล่งเก็บข้อมูลนอกพิภพที่ใหญ่ที่สุดของชาติเอเชีย เมื่อเทียนกง 3 ซึ่งกำลังจะถูกยิงขึ้นเร็วๆ นี้ จะกลายเป็นสถานีอวกาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก

5.2 ยานอวกาศพร้อมมนุษย์

จีนได้ทำการส่งมนุษย์ นายหยาง ลี่เหว่ย ขึ้นไปโคจรในอวกาศครั้งแรกเมื่อปี 2542 โดยยานอวกาศ “เสินโจว-1” (Shen Zhou-神州) และยังได้มีการส่งมนุษย์ ไปอีกในปฏิบัติการเสินโจว 5 เมื่อปี 2546 และในปี 2551 ยังได้ส่งเสินโจว 7 กับนักบิน อวกาศ 3 คน และปฏิบัติการเดินในอวกาศเป็นครั้งแรก

เวลาผ่านมา 17 ปี จีนยังประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้านการบินอวกาศ โดยปี 2559 จีนส่งยานอวกาศพร้อมมนุษย์ “เสินโจว-11” หรือลำที่ 11 ในกลุ่มยาน อวกาศพร้อมมนุษย์ เพื่อเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศ เทียนกง 2 ที่ลอยอยู่ในอวกาศ

5.2 ยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์

จีนประสบความสำเร็จในการสำรวจดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 2550 เมื่อสามารถ ส่งยานสำรวจ ในชื่อว่า ฉางเอ๋อ (Change E –嫦娥) ไปสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก และปฏิบัติการบนดวงจันทร์เป็นระยะเวลา 16 เดือน ต่อมา ได้มีการส่งยานสำรวจ ชุดฉางเอ๋อไปเยือนดวงจันทร์แล้วอีก 3 ครั้ง ในปี 2554 2556 และ 2558 ตามลำดับ โดยการสำรวจดวงจันทร์ครั้งล่าสุดด้วยฉางเอ๋อ 4 เป็นโครงการนำร่องที่เปิดโอกาส ให้มีการร่วมลงทุนจากภาคเอกชนทั้งที่เป็นตัวบุคคลและเป็นองค์กร ธุรกิจเป็นครั้งแรก ทั้งนี้เพื่อเร่งให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านการบินอวกาศพร้อมๆ กับลดต้นทุนและส่ง เสริมความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับพลเรือน

————————————————–

ที่มา เศรษฐพันธ์ กระจ่างวงษ์, “ดาวเทียม ดวงดารา ผู้ส่องสว่างทางปัญญา,”
วารสารวิทยุสราญรมย์ 27, 28 (กรกฎาคม-กันยายน 2548): 83-99.
https://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_space_program
https://en.wikipedia.org/wiki/Jiuchuan_Satellite_Launch_Center
https://en.wikipedia.org/wiki/Xichang_Satellite_Launch_Center

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *