ในบรรดาภาพยนตร์ต่างๆ ที่ผู้กำกับระดับแนวหน้าผลิตสร้างขึ้น มานั้น ภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่สร้างแล้วมักกอบโกยเงินไปได้มาก นั่นก็คือภาพยนตร์ SCI FI ทีมีฉากอวกาศนอกพิภพ หรือมนุษย์ต่างดาว ซึ่งการสร้างภาพยนตร์ประเภทนี้แต่ละครั้ง ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ในการทำ Effect และแบบจำลองประกอบฉาก หรือลงทุนกันในสัดส่วน เช่นเดียวกับการสร้างโครงการอวกาศจริงก็ว่าได้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่ สะท้อนให้เห็นสิ่งมีชีวิตต่างพื้นพิภพ ที่มาพบปะจ๊ะเอ๋กับมนุษย์โลก ด้วยแบบต่างๆ แล้ว การใช้ Effect ยิ่งต้องมากขึ้นเพื่อให้คนจริง สามารถถ่ายทำร่วมกับมนุษย์ต่างดาวหรือหุ่นสัตว์ประหลาดได้สมจริง พร้อมทั้งเติมแสงสีเข้าไปประกอบ ภาพยนตร์ SCI – FI แนว UFO จะอัพความสนุกสนานให้คนชมด้วยฉากการสู้รบที่จะไม่เพียงใช้อาวุธที่ เราเคยเห็นในประวัติศาสตร์หรือปัจจุบันแบบ บางระจัน หรือ The Gladiator แต่ถ้ามันจะเป็นดาบมันก็ต้องดาบลำแสง แบบหยุดฟันก็ปิดแสง ถือแต่ด้าม หากเป็นปืนก็ต้องเป็นปืนเลเซอร์กระสุนลำแสงยิงกันปิ้วๆ ไปจนถึงประเภทไล่ล่าด้วยจานบินความเร็วสูง หากท่านผู้อ่านอยากเห็น ภาพกว้างๆ ก็ให้นึกถึง Star War กับ Star Trek ไปก่อนได้เลยในชั้นนี้

ทีนี้ลองมาดูในมิติของการสร้างตัวละครฝ่ายนอกพิภพ หรือมะนาวต่างดุ๊ด (มนุษย์ต่างดาว) กันต่อ ตามประเพณีนิยม หากวิเคราะห์เจาะ รวมภาพยนตร์แนวจานบิน (Udentified Flying Objects : UFO) ที่มีการ สร้างมาแล้วมากมายและหลายเวอร์ชั่นนั้น เพื่อความสนุกสนาน ของเรื่อง มีพระเอกก็ต้องมีผู้ร้าย มโนทัศน์แรกที่ภาพยนตร์เกี่ยวกับ มนุษย์ต่างดาวที่ถูกวาดไว้ จึงเป็นแนวผู้ร้าย หรือศัตรูของมนุษยชาติ มากกว่าเป็นมิตร ไม่ว่าจะเป็นแนวการสู้รบแบบมหากาพย์ต้องระดม มวลมนุษย์สามัคคีร่วมกันปกป้องโลกแบบ Interpendence Day, Mars Attacks หรือ War of the Worlds หรือสู้ระหว่างพระเอก/นางเอกที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ที่ต้องสู้กับสัตว์ประหลาดต่างดาว อาทิ Alien, The Thing, Species, Predator หรือแบบ เพี้ยนๆ หน่อยแบบ Men in Black ก็ล้วนเป็นภาพยนตร์ ที่ได้รับความนิยม ไม่แพ้กัน และจะเป็นภาพยนตร์ที่ได้ รับการกล่าวขวัญ ถึงในเรื่องของเทคนิคในการสร้าง หรือ Effect ต่างๆ

ส่วนมโนทัศน์ที่สอง นี่เป็นแนวคิดที่คนกับมนุษย์ ต่างดาวเป็นเพื่อนกันได้ ซึ่งเรื่องแนวนี้จัดว่ามีไม่มาก นัก แต่เมื่อให้ยกตัวอย่างพูดถึงภาพยนตร์แนวนี้ ทุกคนสามารถนึก อ๋อ ได้ทันที ว่าภาพยนตร์ที่ยังอยู่ ในความทรงจำของคนวัยกลางคนที่เคยโด่งดังเมื่อ สมัยยังเป็นเด็ก ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง E.T. หรือ The Extra-Terrestrial ที่แปลว่า สิ่งนอกพิภพ ฉายเมื่อปี พ.ศ. 2525 นั่นเอง การที่ E.T. ทำให้ดอกไม้บาน และการโทรกลับบ้านของ ET (ET phones home) โดยใช้คลื่นพลังจิตเชิงสร้างสรรค์ ผ่านนิ้วมืออันยาว เหยียดของตน มีผลต่อการส่งเสริมความรู้สึกแนว บวกและจิตเมตตาของสังคมเด็กในยุคนั้นอย่างมาก ที่ภาพของสัตว์ประหลาดกลายเป็นมิตรผู้น่ารักของ พวกเขา ภาพยนตร์แนวมนุษย์ต่างดาวที่เป็นมิตร ก็จะแทรกปรัชญาชีวิตและให้ข้อคิดกับเด็กไปด้วย และไม่ใช่มีแต่ของฝรั่งมะริกันเท่านั้นที่มีภาพยนตร์แบบนี้ จีนฮ่องกงก็เคยมีภาพยนตร์สุดซอยในแนว เดียวกันที่เคยได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในชื่อ CJ7 หรือ Chang Jiang 7 Hao ที่แสดงโดย โจวซิงฉือ ดาราแนวหน้าของฮ่องกง CJ7 ซึ่งเป็นมนุษย์ ต่างดาวตัวเขียวๆ นิ่มๆ แบบสไลม์ (Slime) สามารถ ชุบชีวิตให้โจวที (โจวซิงฉือ) สามารถกลับมาอยู่กับ Dicky ลูกชายที่เขาเลี้ยงดูมาอย่างดีแม้ว่าทำอาชีพ แค่กรรมกรก็ตาม ความวิเศษของภาพยนตร์ ที่วาง มนุษย์ต่างดาวให้เป็นมิตรกับมนุษย์ กลายเป็นการ ปลุกความฝันของเยาวชน ว่า มนุษย์ต่างดาว ไม่ใช่เป็นเพียงตัว Teletubby เด้งไปมาเท่านั้น แต่ช่วย ส่งเสริมให้พวกเขาอยากที่จะค้นพบเพื่อนที่อยู่นอก พิภพโลกา และปลุกกระแสความชื่นชอบการศึกษาวิทยาศาสตร์ในใจ

ตัวละครเพื่อนนอกพิภพที่มักมีคุณสมบัติที่ พิเศษเหล่านี้ ช่วยเติมเต็มความฝันของมนุษย์ได้ เช่นเดียวกับวีรบุรุษคลาสสิก อย่าง Superman ที่ชาวโลกรู้ จักมาช้านาน ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจลืมไปว่า เขาไม่ใช่ มนุษย์ แบบ Batman, Spider man หรือ Iron man แต่เขามาจากดาวคริปตัน (Krypton) และด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ที่ว่า การที่ดาวคริปตัน มีแรงดึงดูดมากกว่าโลกมาก เขาจึงกลายเป็นมนุษย์ ที่มีพลังงานมหาศาลและเหาะเหินเดินอากาศได้ (อาการเดียวกับเวลามนุษย์ไปดวงจันทร์ซึ่งมีแรงดึงดูด น้อยกว่า) นอกจากดาวคริปตันที่ระเบิดไปแล้ว เด็กๆ ฝั่งเอเชียก็ยังได้แรงบันดาลใจและความฝันที่จะ ปกป้องโลกมนุษย์จากครอบครัวของยอดมนุษย์อุลตร้า ที่มีหลายตนมาก โดยส่วนใหญ่ตามท้องเรื่องพวกเขา กำเนิดและได้พลังมาจากดาว M78 และมาแสดง อิทธิฤทธิ์ช่วยโลกมนุษย์บนดินแดนอาทิตย์อุทัยเป็น หลัก (ของไทยมียอดมนุษย์ที่ได้พลังจาก M100 และ M150 แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยเป็นครั้งคราว)

จากภาพยนตร์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีภาพยนตร์ SCI FI แนว UFO อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่มีนัยที่เกี่ยวข้องกับ พระเอกหรือผู้ร้ายของมนุษย์ต่างดาว แต่เป็น ภาพยนตร์ที่อิงกับทฤษฎีการเผชิญกับมนุษย์ต่างดาว เนื่องจากหากเราพิจารณาว่า ถ้ามนุษย์ต่างดาว สามารถเดินทางมาเยือนโลกมนุษย์ได้ในยานพาหนะ จากบินทรงกลมแบน เขาต้องมีระดับสติปัญญา และวิทยาการที่สูงมาก และหากเขามาถึงโลกและ สำรวจโลกได้จริง สิ่งที่เขาต้องการ ก็คงอาการ เดียวกับเวลา NASA ส่งคนไปสำรวจอวกาศ คือต้อง การทำการศึกษาวิจัย หรือการสื่อสารกับเจ้าของบ้าน ด้วยเหตุฉะนี้ ผู้เขียนจึงขอยกนิ้วให้ ภาพยนตร์เรื่อง Close Encounters of the Third Kind ซึ่งออกฉายเมื่อปี พ.ศ. 2520 เป็นแชมเปี้ยนอมตะในบรรดาภาพยนตร์ UFO เรื่องนี้ เป็นผลงานลำดับที่สามที่กำกับโดย สตีเวน สปีลเบิร์ก และประสบความสำเร็จสูงสุดใน ยุคนั้น เพราะได้วางมโนภาพของความพยายามที่ มนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาวต้องการติดต่อสื่อสาร และมีปฏิสัมพันธ์เป็นครั้งแรก ในยุคที่เรื่องต่างๆ ดาวๆ ดูยังเป็นเพียงนิยายไกลโลกแห่งความจริง

ชื่อของภาพยนตร์ มาจากคำศัพท์ที่บัญญัติโดย J. Allen Hynek นักวิชาการด้าน UFO ชาวอเมริกัน ในหนังสือชื่อ The UFO Experience: A Scientific Inquiry ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2515 โดยเขาได้ แบ่งระดับของการพบเห็น UFO ในระยะใกล้ (close encounter) ออกเป็นสามระดับ

First Kind (CE-I) – Sighting :เมื่อได้พบเห็น UFO ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อย แม้กระทั่งเมืองไทย ที่ยังยากต่อการพิสูจน์ เช่นการมองเห็นจานบินลอยอยู่บนท้องฟ้า

Second Kind (CE-II) – Evidence : เมื่อเผชิญ หรือพบเห็นการทำสัญลักษณ์ไว้บนผืนดิน ตัวอย่าง เช่น ภาพยนตร์เรื่อง The Signs หรือปรากฏการณ์ที่ พบได้บ่อยที่เรียกว่า Crop Circles ซึ่งเป็นรอย ประหลาดที่เกิดบนทุ่งนา มีลักษณะรอยวงกลม สมดุลที่กด ทับพืช บางครั้ง เป็นรอยไหม้ ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์ คาดว่า เป็นจุดลงจอดของจานบิน

Third Kind (CE-III) – Contact : เมื่อพบเห็นใน ระยะใกล้ไม่เกิน 150 เมตร (500 ฟุต) มีร่องรอยการ ปรากฏตัว เช่น คลื่นรบกวน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และมีการปรากฏร่างของผู้ขับขี่จานบิน ซึ่งเป็นที่ มาตาม plot ของภาพยนตร์ เรื่อง Close Encounters of the Third Kind

นอกจากนั้น ยังมีแนวคิดนำไปต่อยอดอีกสองระดับคือ


Fourth Kind – เมื่อมีมนุษย์ถูกพาไปหรือนำไปทดลองในยาน UFO เช่น Waltonในเรื่อง Fire in the Sky ซึ่งเป็น ภาพยนตร์ที่น่าชมอีกเรื่องหนึ่งที่ฉายเมื่อปี 2536 โดยเป็นเรื่องอิงกับการสอบสวนที่เคยเกิดขึ้นจริงในรัฐอริโซนา เมื่อกลุ่มคนตัดไม้ได้พบเห็นกับยานแปลกประหลาดบนท้องฟ้า และคนที่ลงไปก็ หายไปหลังจากที่มีแสงจ้ายิงลงมา ในขณะที่กลุ่มเพื่อนที่เป็นพยานรู้เห็น เหตุการณ์ถูกสงสัยว่าเป็นฆาตกร การทดสอบกับเครื่องจับเท็จกลับให้ผลว่า พวกเขาพูดความจริง และต่อมาอีก 5 วัน ก็มีคนพบ Walton สภาพเปลือย ขาดน้ำ และสลึมลือ และหลังจาก ฟื้นคืนสติ เขาก็ได้ให้ปากคำสอดคล้อง กับเพื่อนเขาว่ามีบางอย่างมาพาเขาไปในที่ที่คล้ายห้องทดลอง จนต่อมาเขามา รู้สึกตัวบนพื้นโลกอีกครั้ง

Fifth Kind – เมื่อได้พบปะติดต่อกันโดยตรงตัวต่อตัว อันนี้ หากมีในโลก แห่งความจริง คงน่าหวาดเสียวไม่น้อย แต่ถ้าดูจากภาพยนตร์ ก็น่าจะเช่น ประสบการณ์ของ Lois Lane แฟนสาวของ Clark Kent ที่ตกร่องปล่องชิ้นกับ Superman หรือ จะเป็นพันตรี Dutch แห่งกองทัพสหรัฐที่ต้องต่อสู่กับมนุษย์ ต่างดาวตัวเขียวเขี้ยวขวางใน Predator ที่พรางตัวกับต้นไม้เก่งกว่าสัตว์ เลื้อยคลานและแมลง

ทั้งนี้ทั้งนั้น การพบทั้ง 5 ประเภท นักวิทยาศาสตร์สาย NASA หรือผู้ปฏิบัติการในเขตทหาร ที่ทำวิจัยและติดตามเรื่องนี้อยู่ คงได้พบพานอะไรบ้าง ทั้งจากประสบการณ์ตรง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และความเชื่อส่วนบุคคล โดยเฉพาะประเภทที่ 4 แบบเรื่อง Fire in the Sky ก็มีอยู่ในหลายสำนวนคดีที่ไม่มี ประจักษ์พยานบุคคล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงสงสัย คือการพบหลักฐานที่เกี่ยวกับมนุษย์ ต่างดาวหรือ UFO ที่พบทั้งหมดนั้น กลับเป็นสิ่งที่มนุษย์เห็นขณะอยู่บนพื้นโลก แต่นักบินอวกาศที่ไปสำรวจ ดวงจันทร์ หรือประจำสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) หรือ สถานีเทียนกงที่สถานีแรก เพิ่งหล่นกลับลงมา กลับยังไม่เคยนั่งยานอวกาศสวนทางกับยานต่างดาวแบบที่เห็นใน ภาพยนตร์ Star War หรือ Star Trek แต่อย่างใด ดังนั้น ยานอวกาศที่มาปรากฏให้เห็นหลักฐานในที่ต่างๆ ในโลกนี้ เขามากันช่องทางไหน มาแล้วกลับได้ไหม มีวาระประจำการบนโลกคราวละกี่ปี

เนื่องจากพื้นที่ใกล้หมดแล้ว จะขอปิดด้วยภาพยนตร์ที่เสนอมโนทัศน์ซับซ้อนชั้นยอดอีก 2 เรื่อง เรื่อง แรกคือ Transformers ที่เป็นภาพยนตร์แนวคิดของกลไกการเกิดหุ่นยนต์ Autobot และ Decepticon ที่มาจากดาว Cybertron ซึ่งในโลกแห่งความจริง ก็คล้ายกับการพัฒนา Neuron Network ของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ที่สร้างระบบใหหุ่นยนต์สามารถประมวลผลสร้างระบบความคิดขึ้นเอง หรือที่รู้จักกันว่า A.I. (Artificial Intelligence) ซึ่งในเรื่องนี้ก็แบ่งออกเป็นฝ่ายดี Autobot ที่นำโดยพี่ Optimus Prime และฝ่ายชั่ว Decepticon ที่มีพี่ Megatron เป็นต้นฉบับ โดยเรื่องว่า พวกนี้ มายังโลกตั้งแต่สมัยพระเจ้าอาเธอร์มหาราช ค.ศ. 484 เพื่อมาช่วย รบกับพวก Saxons และกินต่อยาว มาอีกหลายภาคจนถึงปัจจุบัน ส่วนอีกเรื่องที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการ ภาพยนตร์โลกในปัจจุบันมากมาย ก็คือเรื่อง อวตาร (Avatar) โดยเจมส์ คาเมรอน ที่ฉายเมื่อปี 2552 และเป็น ภาพยนตร์ที่ทำเงินได้มากที่สุดในโลก (กว่า 2000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ) เป็นสถิติมาจนถึงปัจจุบัน แทนที่ไททานิก ของผู้กำกับคนเดียวกัน อวตารได้ให้แง่คิดพิสดาร 3 ประเด็น คือ 1) วันหนึ่ง มนุษย์อาจมีเทคโนโลยีล้ำหน้า ที่จะไปแสวงหาอาณานิคมบนดาวอื่น 2. มนุษย์ต่าวดาวในดาวอื่นอาจด้อยกว่ามนุษย์แต่พวกเขาก็อาจมีความเชื่อ ความรัก และพิธีกรรมต่างๆ เช่นเดียวกับมนุษย์ และ 3. การเชื่อมต่อทางจิตไปบังคับร่างอื่นสามารถทำได้ โดยด้วยกลไกเทคโนโลยี (ไม่จำกัดเฉพาะการใช้มนต์หรือคาถาแบบที่เราชื่นชอบและคุ้นเคย)

แม้ว่าจินตนาการที่เกิดจากภาพยนตร์ SCI FI เกี่ยวกับอวกาศ และมนุษย์ต่างดาวจะมีอยู่มากมายไร้ขีด จำกัดแล้ว แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์แขนงนี้ ยังมีคำถามและคำตอบอีกคณานับ รอคอยอยู่ เราเพิ่งไปสำรวจได้แค่ดวงจันทร์ ดาวบริวารของโลกเพียงดวงเดียว จากจำนวนดวงดาวนับอสงไขย ก็คงได้แต่หวังว่า ภารกิจต่อไป โครงการ Manned Mission to Mars ของสหรัฐอเมริกาจะสามารถทำได้สำเร็จ และการค้นพบต่างๆ นอกพิภพ นอกจากจะนำมาซึ่งวิทยาการใหม่เพื่อการพัฒนาของมวลมนุษยชาติที่ยั่งยืนแล้ว การค้นหาจักรวาลคงจะทำให้มนุษย์เราเข้าใจและรักกันมากขึ้น เพราะเมื่อมองออกไปไกลในห้วงอวกาศอัน ไกลโพ้น และหันกลับมาดูตัวเอง อย่าว่าแต่มนุษย์ตัวน้อยๆ อย่างพวกเราเลย โลกของเราทั้งใบที่ว่าใหญ่ยิ่ง ก็เป็นแค่สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าเอิร์ธ (Earth) เท่านั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *