Pascal Lee นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบัน SETI Institute (SETI มาจากคำว่า “search for extraterrestrial intelligence”) ณ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และผู้ บริหารของ โครงการ NASA Haughton Mars Project ได้ใช้ พื้นที่บริเวณขั้วโลกเหนือในเขตพื้นที่ประเทศ แคนาดา (Canadian Arctic) อันห่างไกลในการศึกษา วิจัยจำลองสถานการณ์บนดาวอังคาร ด้วยความที่ พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีความหนาวเย็น ไร้ความชื้น มีพื้นผิวขรุขระ และมีสภาพที่ไม่เหมาะสมกับ สิ่งมีชีวิต พื้นที่นี้จึงถูกใช้ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ ผลกระทบจากการสร้างอาณานิคมของมนุษย์บน ดาวอื่นๆ

ตัวอย่างหนึ่งของการศึกษาวิจัยที่จัดทำเกี่ยวกับ การคุกคามสิ่งมีชีวิตบนดาวอื่นๆ จากการมาเยือน ของมนุษย์ เช่น เมื่อเชื้อจุลินทรีย์จากร่างกายของ มนุษย์แพร่กระจายไปในดินของดาวอังคาร จะเกิด ผลอย่างไรต่อเชื้อจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตเจ้าถิ่นอย่างไร? ซึ่งผลจากการวิจัยหนึ่งพบว่า โอกาสที่เชื้อ จุลินทรีย์บนโลกจะส่งผลกับสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เนื่องจากสภาพ อากาศบนดาวอังคารมีความรุนแรงมาก ทำให้เชื้อ จุลินทรีย์จากโลกไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้

ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถและความ ก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการสำรวจอวกาศของ มนุษย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเชื่อว่า การสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารคงจะเกิดขึ้นจริง ได้ภายในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ดังนั้น เราควร เริ่มเตรียมความพร้อมและตอบคำถามต่างๆ ก่อนที่ วันนั้นจะมาถึง เช่น คำถามทางจริยธรรมที่สำคัญ หนึ่ง คือ มนุษย์ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อไปสร้าง อาณานิคมบนดาวดวงอื่นๆ? หากมนุษย์ที่เดินทาง ไปถึงดาวอังคารถูกคุกคามโดยสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น เราควรจะจู่โจมกลับหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ไม่สามารถตอบได้ง่ายๆ The International Council for Science ซึ่งประกอบ ด้วยประเทศสมาชิกจำนวน 142 ประเทศ ได้จัดตั้ง คณะกรรมการ Committee on Space Research (COSPAR) และจัดทำสนธิสัญญาว่าด้วยอวกาศ ส่วนนอก (United Nations Outer Space Treaty)

เพื่อช่วยตอบคำถามและให้แนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญานี้มุ่งให้ ความคุ้มครองความปลอดภัยของมนุษย์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงถึงสิ่งมี ชีวิตต่างดาวต่างๆ แต่ไม่ครอบคลุม ถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศบนดาว นั้นๆ อีกทั้ง ข้อปฏิบัติต่างๆ เป็นเพียงข้อแนะนำ ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้

ในปัจจุบัน มีบริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทในวงการวิทยาศาสตร์อวกาศ เช่น บริษัท SpaceX ซึ่งมีเป้าหมายในการไปเยือนดาวอังคารเช่นเดียวกับองค์การ NASA บริษัท เอกชนมีพื้นฐาน และเป้าหมายที่แตกต่างจากหน่วยงานรัฐบาล จึงทำให้การควบคุมดูแล ทำได้ค่อนข้างลำบาก ความผิดพลาดใดๆ ที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลลัพธ์ที่รุนแรง ดังนั้น การสร้างความเข้าใจร่วมกันกับทุกหน่วยงานและทุกประเทศจึงมีความจำเป็นเนื่องจาก เราจะต้องมั่นใจได้ว่าผู้ที่มีเจตนาไม่ดีไม่สามารถเข้ามามีบทบาทได้

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมีความพยายามในการเตรียมการต่างๆ แต่การส่งมนุษย์ไปเยือนดาวอื่นมีหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ และมีหลายอย่างที่เราคิดว่า เรารู้ แต่ที่แท้จริงแล้ว ยังมีอะไรมากกว่านั้น การการศึกษาวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อม ต่างๆ ยังคงมุ่งความสนใจไปที่ดาวอังคาร ในขณะที่ดาวดวงอื่นๆ อาจจะ มีเงื่อนไขและ สถานการณ์ที่แตกต่างกันและยากลำบากกว่ามากทั้งในด้านสภาพพื้นที่และระยะเวลา ในการเดินทาง

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว คือ ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ Apollo ไปยังดวงจันทร์ ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 60 และ 70 พบอุปสรรคที่ไม่เคยคาดคิดมากก่อน อย่างฝุ่นบน ดวงจันทร์ก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติภารกิจอย่างมาก เพราะเมื่อฝุ่นบนดวงจันทร์ได้ เกาะติดและเข้าไปอุดตันตามรูหรือร่องต่างๆ ของชุดนักบินอวกาศจะมีผลเสียต่อการ ทำงานของชุดนั้นๆ Eugene Cernan นักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจ Apollo 17 ได้เคยกล่าว ว่า “พวกเราสามารถรับมือกับปัญหาทางกายภาพและทางเทคนิคสารพัดได้ แต่เรากลับ ไม่สามารถจัดการกับ ฝุ่นดวงจันทร์ได้เลย” แม้ว่ามนุษย์เราได้พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายหลังจากที่เราสามารถ ไปเยือนดวงจันทร์แล้ว แต่เมื่อวันที่มนุษย์สามารถขึ้นไปเหยียบดาวอังคารได้นั้น ก็คงมีปัญหาอีก หลายอย่างที่ต้องรับมือ เพราะก็ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรรอพวกเราอยู่ อาทิเช่น สภาพกายภาพ บรรยากาศ และอาจจะรวมถึงชีวภาพของอีกดาวดวงหนึ่ง

 

การสร้างอาณานิคมบนต่างดาวอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดี

แม้ว่า หลายๆ หน่วยงานให้ความสนใจในการพยายามไปสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร แต่ก็ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก มองว่าการสร้างอาณานิคมบนดาวดวงอื่นเพื่อเป็นบ้านที่สองรอง จากดาวโลกไม่ใช่ความคิดที่ดี เช่น Stephen Hawking กล่าวว่า บนดาวอังคารมีสภาพแวดล้อมและ สภาพอากาศที่รุนแรงมาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนดาวโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพ อากาศขั้นรุนแรง การเกิดสงครามนิวเคลียร์ หรือการถล่มของดาวหางบนพื้นโลก สภาพแวดล้อม ของดาวโลกก็จะไม่มีทางที่จะแย่ไปกว่าดาวอังคารได้

บางคนกลัวว่าแหล่งน้ำธรรมชาติบนโลกจะถูกปนเปื้อนจนเป็นอันตรายสำหรับสิ่งมีชีวิต แต่ใน ขณะเดียวกันแหล่งน้ำบนพื้นผิวดาวอังคารถูกแช่แข็งด้วยอุณหภูมิที่ต่ำมากๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะ เอามาใช้งาน บางคนเกรงว่า climate change จะทำให้ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ บนผิวโลกจะมีปริมาณสูงเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แต่บนดาวอังคารกลับมีก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงร้อยละ 96 และมีแรงโน้มถ่วงต่ำมากๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะมองในส่วนใด ดาวอังคารเป็นดาวที่ไม่เหมาะกับสิ่งมีชีวิตมากกว่าดาวโลกมาก

บางคนอาจจะเสนอว่าให้มองหาดาวดวงอื่นที่มีสภาพใกล้เคียงกับดาวโลกและเหมาะสมกับ สิ่งมีชีวิตมากกว่าดาวอังคาร ด้วยเทคโนโลยีดาราศาสตร์ พบว่าระบบดาวที่อยู่ใกล้เคียงกับระบบ สุริยะจักรวาลของเรามากที่สุด คือ Alpha Centauri ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 4.3 ปีแสง ซึ่งเราจะต้องใช้เวลาถึง 78,000 ปีในการเดินทาง ดังนั้น จึงแทบจะไม่มีโอกาส์ใดๆ ที่จะทำให้การอพยพมนุษย์จากโลกไปยังดาวอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันได้


ที่มา : When Humans Begin Colonizing Other Planets, Who Should Be in Charge?
โดย Laura Poppick
Sorry Nerds, But Colonizing Other Planets Is Not A Good Plan
โดย Adam Ozimek

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *