ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์หลายๆ ด้าน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Robotics เป็นเทคโนโลยีที่ได้เข้าไปมีบทบาทในวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขา ในสาขาสุภาพและการแพทย์ก็เป็นอีกสาขาหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี AI และ Robotics มาใช้ประโยชน์ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการนำเอา เทคโนโลยี AI และ การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ที่กำลังถูกพัฒนา และใช้งานโดยบริษัทผู้นำด้านเภสัชกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาทิศทางการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในวงการดังกล่าว โดยความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และ Machine learning ที่ถูกนำไปใช้ในวงการการแพทย์และเภสัชกรรม 6 ทิศทางหลัก คือ

  1. การสร้างภาพทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรค เทคโนโลยี machine learning และ deep learning ได้เข้ามามีบทบาทในการวินิจฉัยโรคมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  2. การเก็บข้อมูลและการให้ความรู้แก่ผู้ป่วย โดยใช้อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ในการเก็บและให้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน ความสามารถของเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้จำนวนมากขึ้น สามารถเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาโรคหายากได้มากขึ้น
  3. การนำส่งยา แพทย์และพยาบาลหลายคน อาจจะกังวลว่า วันหนึ่ง เทคโนโลยี AI อาจจะ สามารถพัฒนาความสามารถจนสามารถเข้ามาแทนที่พวกเขาได้ แต่สำหรับบริษัทผลิตยาแล้ว การพัฒนา ด้าน AI จะทำให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการโดย เฉพาะการนำส่งยาไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
  4. การใช้หุ่นยนต์เพื่อการผ่าตัด หุ่นยนต์ ผ่าตัดถูกพัฒนาและนำมาใช้ในการผ่าตัดอวัยวะใน ส่วนที่มือคนไปไม่ถึง การผ่าตัดโดยหุ่นยนต์สามารถทำได้ทั้งแบบได้รับคำสั่งที่ป้อนจากแพทย์ และแบบที่หุ่นยนต์เรียนรู้ได้ด้วยตันเอง (machine learning)
  5. การรักษาเฉพาะบุคคล (personalized medicine) การเพิ่มศักยภาพการรักษาพยาบาลโดยใช้ข้อมูลจากทั้งของส่วนบุคคลและผู้ป่วยทั้งหมดมาใช้ในการวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ เช่น ประวัติการรักษา ข้อมูลยีน การบริโภคอาหาร ระดับความเครียด ฯลฯ
  6. การกว้านซื้อกิจการ Startup บริษัทด้านการ แพทย์และผลิตยามีการกว้านซื้อกิจการ Startup เพื่อค้นหาบุคลากรที่มีความสามารถด้าน AI และ machine learning เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของบริษัท

บริษัทผู้ผลิตยาขนาดใหญ่ 5 บริษัทของสหรัฐฯ ได้มีการลงทุน พัฒนา และนำเอาเทคโนโลยี AI เพื่อนำไปใช้ดังนี้

บริษัท Johnson & Johnson

เทคโนโลยีการสื่อสารเคลื่อนที่
ในปี พ.ศ. 2558 บริษัท Johnson & Johnson ได้ประกาศการเป็นพันธมิตรร่วมกับแผนก Watson Health ของบริษัท IBM โดย IBM Watson เป็นระบบที่อยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยี AI และ Cloud ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลและตอบคำถามต่างๆ จากข้อมูล ความร่วมมือระหว่างสองบริษัทนี้มุ่งไปที่การพัฒนาการให้คำแนะนำและความช่วยเหลือแบบเสมือนจริงแก่ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด กระดูกสันหลัง การเปลี่ยนข้อต่อ และอยู่ระหว่างการพักฟื้น ผ่าน application บนมือถือ ซึ่งจะมีทั้งการเก็บข้อมูลและการให้ข้อมูลของผู้ป่วยทั้งก่อน และหลังการผ่าตัด

การให้ยาชาและยาสลบ
ในปี พ.ศ. 2556 บริษัท J&J ได้นำเอาเทคโนโลยีเครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation) มาใช้กับการให้ยาชาและยาสลบ ระบบนี้มีชื่อว่า SEDASYS ซึ่งได้รับการยอมรับจาก US Food and Drug Administration (FDA) ของสหรัฐฯ ระบบ SEDASYS เป็นระบบที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการให้ยาและทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเนื่องจากโรงพยาบาลไม่จำเป็นต้องจ้างวิสัญญีแพทย์ซึ่งมีค่าตัวค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม บริษัท J&J ต้องยกเลิกการผลิตระบบ SEDASYS ในปีถัดมา เพราะระบบอัตโนมัติยังไม่เป็นที่ ยอมรับจากทั้งแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งยังเชื่อว่าการเอาใจใส่ดูแลจากมนุษย์เป็นสิ่งที่หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรกลไม่สามารถทดแทนได้

หุ่นยนต์ผ่าตัด
ในปี พ.ศ. 2558 บริษัท Ethicon ซึ่งเป็บบริษัทด้านเครื่องมือทางการแพทย์ของบริษัท J&J ได้ร่วมมือกับบริษัท Google ในการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้พัฒนาระบบการผ่าตัดแบบดิจิทัลภายใต้บริษัทย่อยชื่อ Verb Surgical โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาการเก็บภาพ การนำเสนอ และการตีความของภาพระหว่างการผ่าตัดเพื่อให้แพทย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กลุ่มบริษัท Roche (ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)

ในปี พ.ศ. 2560 บริษัท Genentech ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Roche Group ได้ร่วมมือกับบริษัท GNS Healthcare เพื่อมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการ รักษาโรคมะเร็ง โดยบริษัทได้ใช้เทคโนโลยี machine learning วิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วยโรคจำนวนมาก และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการค้นหาและระบุส่วนของร่างกายหรืออวัยวะเป้าหมายในการรักษาโรคมะเร็ง

ในปี พ.ศ. 2557 บริษัท Roche ได้ซื้อบริษัท Bina Technologies ซึ่งเป็นบริษัทด้านชีวเทคโนโลยีที่มุ่งไปที่การพัฒนาการรักษาเฉพาะบุคคลโดยใช้ข้อมูลจากเทคโนโลยีการจัดเรียงตัวของยีน

บริษัท Pfizer
เดือน ธันวาคม 2559 บริษัท IBM ได้ประกาศว่า บริษัท Pfizer จะเป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มแรกๆ ที่จะเอา ระบบ Watson for Drug Discovery ไปใช้ ระบบนี้ เป็นระบบที่อยู่บน cloud และมุ่งเน้นไปที่การค้นหายา และวิธีรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ โดยระบบจะเก็บ ข้อมูลและวิเคราะห์บทความวิจัยวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบบสามารถอ่านบทความได้มากถึง 1 ล้านฉบับต่อปี ในขณะที่นักวิจัยที่เป็นมนุษย์สามารถ อ่านได้เพียง 200 – 300 ฉบับต่อปี นอกจากการ อ่านและวิเคราะห์บทความแล้ว ระบบยังสามารถ วิเคราะห์รายงานผลวิจัยจากห้องทดลอง ค้นหา ความสัมพันธ์ใหม่ๆ ระหว่างงานวิจัย และนำเสนอ เป็นภาพเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและสามารถนำไปสู่การค้นพบใหม่ๆ ได้

บริษัท Novartis

บริษัท Novartis ได้สร้างความร่วมมือกับ IBM Watson Health ในการพัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็งเต้านม ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายคือการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาการรักษาต่อไป

บริษัท Bayer

บริษัท Bayer มีการลงทุนในการให้การสนับสนุน Startup โดยการสนับสนุนให้พื้นที่ในการทำงาน (co-working space) และเงินทุนสนับสนุนกว่า 50,000 ยูโร 2 ใน 4 บริษัท Startup ที่ Bayer สนับสนุนอยู่ คือ Turbine และ xbird เป็นบริษัท startup ที่ทำเกี่ยวกับการนำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ ในการรักษาโรคมะเร็งและโรคที่สามารถป้องกันได้อื่นๆ

 

 

ข้อสังเกตุ

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเภสัชกรรมกับบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยี AI และ machine learning เนื่องจากการนำเอาความ เชี่ยวชาญสองสาขามารวมกันอาจจะนำไปสู่วิทยาการใหม่ๆ และทำให้บริษัทสามารถกลายเป็นผู้นำตลาดการแพทย์ในอนาคตได้

4 ใน 5 บริษัทผู้นำด้านการผลิตยาและ เทคโนโลยีชีวภาพให้ความสนใจและมีการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อการรักษาและจัดการ โรคโดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคเบาหวาน แม้ว่า บริษัท IBM ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ 3 บริษัท อย่างไรก็ตามเป้าหมายและผลที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยจากโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง IBM กับทั้ง 3 บริษัทยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามความพยายามลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวได้ส่งผลให้ตลาดการแพทย์ของสหรัฐฯ ในภาพรวมมีการแข่งขันและเติบโตมากยิ่งขึ้น

——————————————————————————-

ที่มา:

  • AI in Pharma and Biomedicine – Analysis of the Top 5 Global โดย Kumba Sennaar เว็บไซต์ Techmergence
  • Machine Learning Healthcare Applications – 2018 and Beyond โดย Daniel Faggella เว็บไซต์ Techmergence
  • It’s game over for the robot intended to replace anesthesiologists โดย Todd Frankel เว็บไซต์ Washington Post

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *