สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน (ปว.(วต.)) ได้จัดกิจกรรมการนำคณะเจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์จากลาตินอเมริกามาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 4 เมษายน 2561 ตามกลยุทธ์ “แสวงมิตรเบื้องทิศใต้” (Find Peers Via South) เพื่อแสวงหาหุ้นส่วนความร่วมมือด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) กับประเทศกำลังพัฒนาในลาตินอเมริกา อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน วทน. ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พ.ศ.2559 – 2562) ทั้งนี้ การที่ประเทศในลาตินอเมริกา เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีความหลากหลายและหลายประเทศก็เป็นประเทศขนาดใหญ่ มีความก้าวหน้าด้าน วทน. ในระดับสูง และมี
ความสนใจที่จะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศไทย จึงเป็นตัวเลือกใหม่ในการพัฒนาความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนและพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งทาง วทน. สำหรับการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้าตามแนวทางการดำเนินนโยบายประเทศไทย 4.0  โดยการดำเนินกิจกรรมกับประเทศในลาตินอเมริกาทั้งหมดอยู่ภายใต้เขตอาณาของ ปว.(วต.) ซึ่งสังกัดอยู่ในทีมประเทศไทยของ สถานเอกอัครราชทูตทั้ง 5 แห่งในลาตินอเมริกา ประกอบด้วย สอท. ณ กรุงเม็กซิโก สอท. ณ กรุงบราซิเลีย สอท. ณ กรุงซันติอาโก สอท. ณ กรุงบัวโนสไอเรส และ สอท. ณ กรุงลิมา

 

โดยในครั้งนี้ ได้มีผู้แทนจากประเทศลาตินอเมริกาเข้าร่วมกิจกรรมของ วท. จำนวน 4 ประเทศ ประกอบด้วย

  1. H.E. Mr. Héctor Conde Almeida เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคิวบา ประจำประเทศไทย
  2. Mr. Fernando Ortega San Martin, Deputy Director of Monitoring and Evaluation, CONCYTEC สาธารณรัฐเปรู
  3. Dr. Federico Torres Carballo, R&D Directorate, Ministry of Science, Technology and Telecommunications สาธารณรัฐคอสตาริกา
  4. Ms. Danielle Guimarães, Deputy Chief, Advisory for International Relations, Minister of Mines and Energy สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

ผลการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในช่วงการเยือน ประกอบด้วย

  • การประชุมสัมมนาเรื่อง “Science Policy and Prospective Collaboration between Latin America and Thailand” เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561

การประชุม Science Policy and Prospective Collaboration between Latin America and Thailand ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 ณ โรงแรมปทุมวัน พรินเซส เป็นเวทีที่คณะผู้แทนจากกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาได้นำเสนอนโยบายด้าน วทน. ของประเทศตนเองและแนวทางการพัฒนาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้าน วทน. ร่วมกับประเทศไทย ร่วมกับผู้แทนกระทรวงที่มีภารกิจด้าน วทน. ประกอบด้วย วท. คค. พน. ดศ. และ ศธ (ทส. สธ. ไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วม) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ให้กับประเทศไทยตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ในระยะยาว

ผู้แทนจากลาตินอเมริกา 4 ประเทศ ได้แก่ คิวบา เปรู คอสตาริกา และบราซิล ร่วมเป็นวิทยากรนำเสนอประเด็นที่ประเทศและหน่วยงานของตน มีความเชี่ยวชาญและความสนใจ สรุปได้ดังนี้

2.1 H.E. Mr. Héctor Conde Almeida เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคิวบา ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากเสปน และมีประสบการณ์เป็นข้าราชการของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐคิวบา มากว่า 20 ปี ได้ให้เกียรติเป็นประธานฝ่ายกลุ่มประเทศลาตินอเมริกากล่าวเปิดงาน และได้กล่าวในหัวข้อ “Scientific Development in Cuba” โดยได้มีการกล่าวถึง วิวัฒนาการการพัฒนาของประเทศจากอดีตที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา และการยืนหยัดพัฒนาประเทศด้วยวิถีทางของตนในระบอบสังคมนิยมรัฐสวัสดิการ ซึ่งจากจากการปฏิรูปทางสังคมและเศรษฐกิจที่เข้าใจสถานภาพของตนเอง และเน้นภาวะชาตินิยมและความโปร่งใส ทำให้สาธารณรัฐคิวบามีการพัฒนาที่โดดเด่น ทั้งทางการศึกษา การแพทย์ และวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยปัจจุบัน ประชากรจำนวน 10 ล้านคนมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าประเทศส่วนใหญ่ใน
อเมริกลาง และแคริบเบียน

คิวบามีสถาบันการศึกษาขั้นสูง 52 แห่ง (เป็นศูนย์ทางการแพทย์ 22 แห่ง หรือ 2 ใน 5 โดยแต่ละปีสามารถผลิตแพทย์ได้ปีละ 15,000 คน ซึ่งเพียงพอและทดแทนได้ตามความต้องการ โดยมีจำนวนแพทย์ต่อผู้อยู่อาศัย อยู่ที่อัตรา 1: 130 คน การที่คิวบาเป็นประเทศที่ให้สำคัญกับ Primary Care และการส่งเสริมการวิจัยด้วยเทคโนโลยีของตนเอง ทำให้ประเทศคิวบาเป็นประเทศหนึ่งที่แม้ว่าจะมีตัวเลข GDP ไม่สูง แต่กลับมีตัวชี้วัดด้านสุขภาพที่เทียบประเทศตะวันตก อายุขัยเฉลี่ยของประชากรเพศชาย 78.45 ปี เพศหญิง 80.45 ปี และมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยมีตัวชี้วัดจากผลสรุปเหรียญกีฬาสากล อาทิ โอลิมปิก หรือรายการแข่งขันเฉพาะประเภทกีฬาบางประเภท เช่นมวยสากล เป็นอย่างดี ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้สัดส่วนของงบประมาณด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์ อยู่ที่ 22% ของ GDP และงบประมาณทางด้านสุขภาพ 27% ของ GDP

นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมว่าเป็นรากฐานสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การผลิตวัคซีนรักษาโรค จนประสบความสำเร็จในระดับแนวหน้าของโลกในการพัฒนายา โดยเฉพาะยาประเภทชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals)  และ Biosimilar โดยมีสถาบันวิจัยทางการแพทย์ ชีววิทยา สัตว์ และการเกษตรหลายแห่ง ได้แก่

  • National Center for Scientific Research มุ่งเน้น ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การใช้โอโซนทางการแพทย์ ประสาทวิทยา
  • National Center for Agriculture Health มุ่งเน้น การวินิจฉัยและการควบคุมโรคสัตว์และพืช
  • Center for Immunoassays มุ่งเน้นการศึกษาอุปกรณ์รุ่นใหม่ของ SUMA และชุดอุปกรณ์ Ultra Micro ELISA
  • “Pedro Kourí” Tropical Medicine Institute ร่วมกับ WHO / PAHO ศึกษาด้านไวรัสวิทยา, วัณโรค, การควบคุมพาหะนำโรค และการวินิจฉัย การยืนยัน การควบคุมโรคติดเชื้อและโรคที่เกิดขึ้นใหม่ และการทดลองทางคลินิก เช่น โรคเอดส์ และอื่น ๆ
  • Placental Histotherapy Center มุ่งเน้นด้าน การรักษาผิวพรรณ (Coriodermina Plus และ Dermocosmetics เป็นต้น)
  • Finlay Institute มุ่งเน้นด้านวัคซีนอหิวาต์ เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากโรคไขสันหลัง
  • National Center for Bioreagents มุ่งเน้นศึกษาสารก่อภูมิแพ้ และโปรตีนไฮโดรไลซ์
  • National Center for Production of Laboratory Animals มุ่งเน้นการพัฒนาสัตว์ในห้องปฏิบัติการแบบใหม่ แบบจำลองต่างๆ สำหรับการวิจัย พิษวิทยา และโภชนศาสตร์สำหรับสัตว์
  • Cuban Center for Neuroscience มุ่งเน้นด้านประสาทวิทยา ยีนในระบบประสาท(Neurogenetics) อุปกรณ์ทางการแพทย์ และ ความพิการของต้นกำเนิดของระบบประสาท
  • Center for Molecular Immunology มุ่งเน้นการรักษาความผิดปกติภูมิต้านทาน การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการฉายรังสี และวัคซีนบำบัดโรคมะเร็ง
  • Center for Genetic Engineering and Biotechnology มุ่งเน้นวัคซีน ยา เทคโนโลยีชีวภาพทางด้านพืชและสัตว์

ประเทศไทยและสาธารณรัฐคิวบามีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างแน่นแฟ้นครบ 60 ปี ในวันที่
15 พฤษภาคม 2561 และสาธารณรัฐคิวบาต้องการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเยือนคิวบา เพื่อศึกษาดูงานและพัฒนาแนวทางความร่วมมือต่อไป โดยเฉพาะใน มิติภารกิจงานในกรอบ วท. ที่มีอยู่แล้วและสามารถพัฒนาต่อไปได้ในด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่มีกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาของไทย เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ด้านเทคโนโลยีนาโน) มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์จำกัด (ด้านชีวเภสัชภัณฑ์) เป็นต้น

สาธารณรัฐคิวบายังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม  International Convention on Science, Technology and Innovation 2018 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยได้เชิญนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การวิเคราะห์ความก้าวหน้าและความสำเร็จในด้านการวิจัยและนวัตกรรมในหัวข้อต่างๆ อย่างยั่งยืน สำหรับประเทศไทย ท่าน รวท. (ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์) ได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับคิวบา โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการแพทย์ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และด้านเภสัชกรรมที่มีกับบริษัท Siam Bioscience และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมามีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนายากลุ่มชีวเภสัชภัณฑ์ (Bio-pharmaceuticals) และในขณะที่เข้าร่วมรับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ
กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2561 ท่าน รวท. ได้มีดำริให้ อทป. ปว.วต. ประสานจัดกำหนดการเยือนคิวบาไว้ในเบื้องต้น และจะหาช่วงเวลามาเยือนคิวบาในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

2.2 Mr. Fernando Ortega San Martin, Deputy Director of Monitoring and Evaluation, CONCYTEC สาธารณรัฐเปรู ได้กล่าวในหัวข้อ “Technology Foresight & Development Strategies for Boost Science, Technology & Innovation in Peru” ในช่วงต้นได้กล่าวถึงอุปสรรคในการพัฒนาทางด้าน วทน. ของประเทศเปรูในปัจจุบัน ได้แก่ (1) ความขาดแคลนบุคลากรสำหรับการพัฒนาทางด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี (2) ความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม (3) โครงสร้างสถาบัน และ (4) กรอบระเบียบข้อบังคับที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลเปรูให้ความสำคัญกับปัญหาเหล่านี้ จัดสรรเงินทุนมากกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระยะ 5 ปี แก่หน่วยงานด้าน วทน. เช่น

–    Instituto Nacional de Innovacion Agraria (INIA) ได้รับเงินทุน 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

–    Programa Nacional De Innovacion En Pesca Y Acuicultura (PNIPA) ได้รับเงินทุน 130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

–    CIENCIACTIVA ได้รับเงินทุน 140 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

–    FOMITEC ได้รับเงินทุน 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

–    Innóvate Perú ได้รับเงินทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

–    FIDECOM ได้รับเงินทุน 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รวมทั้งรัฐบาลมุ่งเน้นพัฒนา 4 หัวข้อหลัก คือ  (1)  ระบบการบริหารจัดการคนเก่ง โดยจะต้องพัฒนาความรู้ เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรให้เพิ่มมากขึ้น (2) การปฏิบัติตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในด้านอาหาร สุขภาพ น้ำสะอาด เป็นต้น (3) การพัฒนาเพื่อเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ (The Fourth Industrial Revolution) มุ่งเน้นที่เทคโนโลยีหุ่นยนต์ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ การพิมพ์สามมิติ
ไบโอเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) พันธุกรรม เป็นต้น (4) การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติจากธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Mr. Ortega ได้กล่าวแนะนำสถาบัน CONCYTEC ว่าเป็นหน่วยงานรัฐบาลที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและบรรทัดฐานทางด้าน วทน. ของประเทศ และมีหน้าที่หลักคือ (1) ส่งเสริมการพัฒนาทางด้าน วทน. ผ่าน
การดำเนินการร่วมกันระหว่างโครงการและความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ  (2) เชื่อมโยงระบบ วทน.แห่งชาติระหว่างหน่วยงาน ภาคการศึกษา องค์กร ธุรกิจ และสังคม และ (3) มีส่วนร่วมในการพัฒนาให้กองทุน วทน.เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ CONCYTEC วางแผนกลยุทธ์ในการพัฒนา วทน. ไว้ 6 ประการ คือ

–    ส่งเสริมการสร้างและถ่ายทอดความรู้ด้าน วทน. ให้มีความสอดคล้องกับงานวิจัยและ
ความต้องการของประเทศ

–    ส่งเสริมและพัฒนาสิ่งจูงใจใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นและเพิ่มกิจกรรมด้าน วทน.

–    ส่งเสริมการสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ

–    ปรับปรุงคุณภาพของศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

–    เสริมสร้างกรอบทางกฎหมายด้าน วทน. ของประเทศ

ทั้งนี้ นาย Ortega จะเดินมาเยือนกรุงวอชิงตันในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 พร้อมกับ ดร. Fabiola León-Velarde ประธาน CONCYTEC และจะเดินทางมาพบหารือกับ อทป. ปว.วต. ที่ สอท. ณ กรุงวอชิงตันเกี่ยวกับลู่ทางพัฒนาความร่วมมือในอนาคต ระหว่าง วท. กับ CONCYTEC ด้วย

เปรูเป็นประเทศที่มีปัญหาการพัฒนาค่อนข้างมาก และมีความล่อแหลมต่อภัยพิบัติในลักษณะต่างๆ อย่างไรก็ตาม จากการที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับ วทน. มากขึ้นอย่างเต็มที่ (ส่วนหนึ่งจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 20 (COP 20) เมื่อปี 2557 ยิ่งกระตุ้นให้รัฐบาลเปรูให้ความสนใจด้าน วทน. มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการจัดการภัยพิบัติ และกระตุ้นเศรษฐกิจให้สามารถมีการพัฒนายั่งยืนไปได้ต่อเนื่อง

2.3 Dr. Federico Torres Carballo, R&D Directorate, Ministry of Science, Technology and Telecommunications สาธารณรัฐคอสตาริกา ได้กล่าวในหัวข้อ “Collaboration in STI Thailand – Costa Rica” โดยกล่าวถึงภาพรวมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐคอสตาริกาที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา (จากปี พ.ศ. 2533 – 2553) โดยส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนทางอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ และการดำเนินงานด้านการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่

–    มี GDP/คน เพิ่มขึ้นจาก 2,411 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 7,938 เหรียญสหรัฐฯ

–    การส่งออกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 13.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

–    สินค้าส่งออกที่สำคัญจากเดิมที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูง

–    การจ้างงานทางเกษตรจาก 25.9% ลดลงเป็น 14.9%

–    ความยากจนของประชากรจาก 8.45% ลดลงเป็น 3.12%

นอกจากนี้ Dr. Carballo ได้เปรียบเทียบค่าดัชนีต่างๆ ระหว่างประเทศไทยและคอสตาริกา เช่น จำนวนประชากร ค่า GDP ระดับรายได้ของประชากร ที่เปรียบได้ว่าคอสตาริกา เป็นการย่อส่วนประเทศไทยลงไป 12 เท่า แล้วได้ตัวเลขต่างๆ ที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ และดรรชนีนวัตกรรม ผลผลิตทางด้านความรู้และเทคโนโลยี ทรัพยากรบุคคลและงานวิจัย เป็นต้น ซึ่งในภาพรวมทั้งสองประเทศมีการพัฒนาอยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งจะสามารถพัฒนาความร่วมมือด้าน วทน. กับประเทศไทยได้ดี (ดังข้อมูลด้านล่าง)

Dr. Carballo ได้เสนอ 3 หัวข้อหลักในการพัฒนาความร่วมมือร่วมกับประเทศไทย ได้แก่

–    การพัฒนาความสามารถบุคลากร เช่น การสนับสนุนทางการศึกษา เงินทุน การแลกเปลี่ยนและพัฒนาทักษะบุคลากร

–    การพัฒนาทางด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี เช่น การส่งเสริมงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์ และการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย

–    การถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การพัฒนานวัตกรรมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
การฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ เป็นต้น

คอสตาริกาเป็นประเทศในอเมริกากลางที่มีความโดดเด่นที่สุดในด้าน วทน. และการจัด
การทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเสถียรภาพและความต่อเนื่องในทางการเมือง เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน เช่น ฮอนดูรัส เอลซัลวอดอร์ นิคารากัว และกัวเตมาลา) นอกจากนั้น การเป็นประเทศที่ส่งเสริมด้านการศึกษา และการใช้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับภาษาสเปน จึงมี
ความโดดเด่นอีกหลายด้านในเวทีสากล เช่น การเป็นประเทศที่มีผู้แทนระดับผู้นำในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ จำนวนมาก ดังเช่น นาง Cristina Figuerez เลขาธิการอนุสัญญา UNFCCC คนก่อน นาย Franklin Chang-Diaz นักบินอวกาศ เชื้อสายจีน-ลาติน ทีมีชื่อเสียงมากในองค์การ NASA และเป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของ บริษัท Ad Astra Rocket Company รวมทั้งผู้แทนต่างๆ ในเวทีสหประชาชาติก็มีคนสัญชาติคอสตาริกาเป็นประธาน/ประธานร่วมหลายเวที อาทิ ในเวทีของ Women and Girls in Science รวมทั้ง กรุงซันโฮเซ ยังได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับระหว่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

2.4 Ms. Danielle Guimarães, Deputy Chief, Advisory for International Relations, Minister of Mines and Energy ประเทศบราซิล ได้กล่าวในหัวข้อ “Brazilian Energy System: Institutional Aspects, Mineral Resources and Current Characteristics” โดยในภาพรวมในปี พ.ศ. 2560 ประเทศบราซิลมีค่า GDP ของประเทศอยู่ที่ 2.02 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และค่า GDP ต่อประชากรอยู่ที่ 9,689 เหรียญสหรัฐฯ ประเทศบราซิลมีการผลิตพลังงานจากแหล่งต่างๆ ได้แก่

– ก๊าซธรรมชาติ ผลิตพลังงานได้ 13,338 MW คิดเป็น 32%

– ชีวมวล ผลิตพลังงานได้ 12,921 MW คิดเป็น 31%

– น้ำมัน ผลิตพลังงานได้ 9,682 MW คิดเป็น 23%

– ถ่านหิน ผลิตพลังงานได้ 3,751 MW คิดเป็น 9%

– นิวเคลียร์ ผลิตพลังงานได้ 1,990 MW คิดเป็น 5%

รวมทั้ง บราซิลยังมีความโดดเด่นในเรื่องของพลังงานทดแทน ในปี พ.ศ. 2559 สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 147.492 MW ได้จาก:

  • พลังงานน้ำ 95.519 MW คิดเป็น 65%
  • พลังงานความร้อน 42.631MW คิดเป็น 29%
  • พลังงานลม 9.319 MW คิดเป็น 6%
  • พลังงานแสงอาทิตย์ 2.3 MW คิดเป็น <1%

จากกราฟ จะเห็นได้ว่าประเทศบราซิลสามารถพลังงานทดแทนได้สูงถึง 75% (พ.ศ.2558) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐฯ และค่าเฉลี่ยทั่วโลกในการผลิตพลังงานทดแทนอยู่ที่ 13% (พ.ศ.2556) และ 20% (พ.ศ.2556) ตามลำดับ

นอกจากนี้บราซิลยังเป็นผู้นำการผลิตเชื้อเพลงชีวภาพที่จำหน่ายทั่วโลก โดยใช้วัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ ตั้งโครงการ RenovaBio ซึ่งนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพระดับชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมด รวมถึง เอทานอล ไบโอดีเซล และไบโอมีเทนในบราซิล เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากตารางแสดงเปรียบเทียบการผลิต-การใช้พลังงานระหว่างประเทศไทยและประเทศบราซิล เห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศบราซิลมีความโดดเด่นในการผลิตพลังงานทดแทน ซึ่งประเทศไทยและบราซิลมีการลงนามความร่วมมือในด้านพลังงานและด้านอื่นๆ ตั้งแต่ วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 เคยมีโครงการความร่วมมือด้านเทคนิคเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งบราซิลพร้อมจะให้ความร่วมมือในการแบ่งปันความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงพลังงาน การเข้าถึงพลังงาน พลังงานทดแทน เชื้อเพลิงชีวภาพ และก๊าซธรรมชาติ

การเยือนไทยของนาย Michel Miguel Elias Temer Lulia ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2561 มิติการพัฒนาความร่วมมือในด้าน วทน. ภาคพลังงาน น่าจะเป็นจุดเด่นที่รัฐบาลทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ

 

 

 

  • สรุปผลจากการหารือกับผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงพลังงาน

นอกเหนือจากการร่วมเป็นวิทยากรในการประชุม  “Science Policy and Prospective Collaboration between Latin America and Thailand” คณะผู้แทนฯ ได้มีโอกาสพบปะหารือร่วมกับผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และกระทรวงพลังงาน ได้แก่

3.1 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)

คณะผู้แทนฯ ได้หารือร่วมกับ ดร.กาญจนา วานิชกร ผู้ช่วยเลขาธิการ สวทน. ในวันที่ 29 มีนาคม 2561 โดย ดร.กาญจนาฯ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ แนวโน้ม การพัฒนานโยบายด้าน วทน.ของประเทศไทยโดยเริ่มจากนโยบายประเทศไทย 4.0 และอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักทั้ง 10 ด้านของไทย โดยผู้แทนจาก เปรู คอสตาริกา และบราซิล ได้ให้ความสนใจที่จะมีการพัฒนาความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างองค์กร โดยในเบื้องต้นที่สามารถร่วมมือกันได้ อาทิ ด้านการแลกเปลี่ยนการอบรมของบุคลากร การแลกเปลี่ยนเชิง Talent Mobility และการหาลู่ทางร่วมมือในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฝ่ายไทยสนใจ อาทิ Medical Hub, Electronic Vehicles, หรือ Tourism Related Industry เป็นต้น

3.2 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.)

คณะผู้แทนฯ ได้หารือร่วมกับนายพรเทพ นวกิจกนก หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์วงโคจรและวัตถุอวกาศ อุทยานนวัตกรรมรังสรรค์อวกาศ ของ สทอภ. (GISTDA) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ในวันที่ 30 มีนาคม 2561 โดย นายพรเทพฯ ได้แนะนำหน่วยงาน สทอภ. โดยมีหน้าที่หลักในการพัฒนาและรวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ การศึกษาค้นคว้าและวิจัย รวมถึงการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับเทคโนโลยีอวกาศ คณะผู้แทนฯ ได้มีเข้าชมห้องปฏิบัติการที่มีการเก็บข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อการสำรวจและทำแผนที่ติดตามน้ำท่วม ไฟป่า ทะเลและชายฝั่ง ในพื้นที่ต่างๆ เป็นต้น ชมการสาธิตการควบคุมระบบปฏิบัติการ Versatile Operation System for Satellite Control and Administration (VOSSCA) ที่ได้ริเริ่มโดย สทอภ. ที่นำมาใช้แทนระบบควบคุมดาวเทียม THEOS เก่า รวมทั้งได้เยี่ยมชมในส่วนต่างๆของอุทยานนวัตกรรมรังสรรค์อวกาศ การบรรยายได้รับความสนใจทั้งสองส่วน จากผู้แทนของเปรู ซึ่งกล่าวถึงความร่วมมือของไทยกับเปรูในเวที Asia Pacifica Space Cooperation Organization (APSCO) ซึ่งจีนมีบทบาทนำ และคอสตาริกาให้ความสนใจใน
การแลกเปลี่ยนการฝึกอบรมและการดูงานกับประเทศไทย

3.3 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

คณะผู้แทนฯ ได้หารือร่วมกับนายเจษฎา จงสุขวรากุล ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศและประชาสัมพันธ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในวันที่ 2 เมษายน 2561 โดยกล่าวถึงภาพรวมของ สวทช. ประกอบด้วย 4 ศูนย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลที่มีการศึกษาวิจัย ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ มีการให้ข้อมูลและคำแนะนำในการพัฒนาธุรกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม รวมถึง การถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลงานวิจัยที่มีอย่างต่อเนื่องสู่การประยุกต์ใช้ในระดับอุตสาหกรรมและสังคม

–    ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

–    ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุต่างๆ

–    ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) มุ่งพัฒนางานด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

–    ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) มุ่งพัฒนางานด้านนาโนเทคโนโลยี

ในส่วนของศูนย์ NECTEC นำเสนอในเรื่องเทคโนโลยี Software และ Hardware ที่มีการพัฒนาและนำมาใช้เพื่อวัดปริมาณน้ำฝน เนื่องจากในช่วงฤดูฝนของประเทศไทยมีปัญหาน้ำหลากและหน้าดินเคลื่อนตัวในหลายพื้นที่ จึงจำเป็นที่จะต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถใช้ในการวัดปริมาณน้ำฝน และสามารถที่จะแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในนี้จะส่งข้อมูลทุกๆ 30 นาทีไปยัง Server ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากมือถือ และสามารถส่งหน่วยกู้ภัยเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จริงได้ทันท่วงที ซึ่งทางศูนย์ NECTEC ต้องการขยายความร่วมมือในการพัฒนาเพื่อให้เครื่องมือมีความแม่นยำใน
การตรวจสอบมากขึ้น รวมถึงการศึกษารากไม้ที่มีผลต่อการยึดเกาะของผิวดิน และการทำแผนที่พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดหน้าดินเลื่อนตัวที่มีความร่วมมือกับ สทอภ. ซึ่งผู้แทนจากประเทศเปรูและคอสตาริกาได้กล่าวถึงปัญหาเดียวกันที่ขึ้นในส่วนของศูนย์ MTEC นายสมนึก ศิริสุนทร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสำนักผู้อำนวยการ ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีวัสดุที่ศูนย์ MTEC ได้มีการพัฒนา ได้แก่

  • เทคโนโลยีสำหรับการเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด มุ่งเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ ยาง เป็นต้น
  • การแก้ปัญหาวัสดุเพื่อความเป็นอยู่และความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ มุ่งเน้นความต้องการทางสังคม วัสดุที่นำมาผลิตอาหาร การออกแบบให้อาหารง่ายต่อการเคี้ยว/กลืนของผู้สูงอายุ การผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นต้น
  • วัสดุเพื่อความยั่งยืนทางการเกษตร (สำหรับผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหาร) มุ่งเน้นยกระดับประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และการเก็บรักษาโดยพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเก็บรักษาผักและผลไม้ให้คงความสด เป็นต้น
  • วัสดุเพื่อความยั่งยืนทางการเกษตร (สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ด้านอาหาร) มุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ยางพาราปลอดสารพิษ และพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • วัสดุเพื่อยกระดับความเป็นอยู่และความปลอดภัย ในเชิงการวัสดุก่อสร้าง มุ่งเน้นการพัฒนาและการจัดการที่อยู่อาศัย โดยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการออกแบบ เป็นต้น

ในส่วนของศูนย์ BIOTEC มุ่งเน้นการศึกษาเชื้อจุลินทรย์ต่างๆ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับคนและสัตว์ เช่น การพัฒนาทางด้านชีวภาพเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช การพัฒนาเอนไซม์จากเชื้อรา Aspergllus  spp. เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ การใช้เทคโนโลยีผลิตอาหารเสริมชีวภาพแบบหมักโดยใช้ธัญพืชและเชื้อ Bacillus  spp. สำหรับสัตว์ และการศึกษาเทคโนโลยีต้นเชื้อจุลินทรีย์สำหรับการหมักแหนม การสกัดสารจากเปลือกไข่เพื่อใช้อุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคเอกชนและภาคการศึกษา รวมถึงทางศูนย์ BIOTEC ให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาผลิตภัณฑ์จำหน่ายในเชิงพาณิชย์ด้วย ทางคณะผู้แทนฯ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการนำเศษของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลทางการค้า

ในส่วนของศูนย์ NANOTEC มีการพัฒนาเทคโนโลยีนาโนเพื่อประยุกต์ใช้งานวิจัยนาโนเทคกับภาคอุตสาหกรรม มีการพัฒนาด้านต่างๆ ได้แก่

  • การแพทย์ การพัฒนาวัคซีน สารทำเพื่อทำหมันสัตว์ และสารป้องกันโรคทางเดินหายใจในสัตว์ปีก เป็นต้น
  • การเกษตร การปรับปรุงคุณภาพปุ๋ย อาหารพืชและสัตว์ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระหว่าง
    การเพาะปลูก โดยพัฒนาวิธีการกักเก็บและนำส่งสารสำคัญต่างๆ เช่น เชื้อจุลินทรีย์ สารอาหารและสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดการใช้สาระสำคัญ
  • เครื่องสำอาง พัฒนาการสกัดสารสำคัญสมุนไพร และวิธีกักเก็บสารสำคัญต่างๆ สำหรับเพิ่ม
    ประสิทธิภาพของเครื่องสำอาง รวมทั้งทำการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
  • อาหารและเครื่องดื่ม การพัฒนาวิธีกักเก็บสารสำคัญ วิตามิน รสและกลิ่นเพื่อเพิ่มคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งออกแบบขั้นตอนผสมนาโนเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการผลิตเดิม
  • พลังงาน การพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น Solar cell ไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง รวมทั้งการผลิตไบโอดีเซล
  • สิ่งทอ การเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ เช่น กลิ่นหอม สะท้อนน้ำ หน่วงไฟ ป้องกันแบคทีเรีย ดูแลรักษาง่ายลดความร้อน เป็นต้น

3.4 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

คณะผู้แทนฯ ได้หารือร่วมกับ ดร.อภิญาณ์ หทัยธรรม รองผู้อำนวยการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในวันที่ 4 เมษายน 2561 โดย ดร.อภิญาณ์ฯ ได้กล่าวแนะนำหน่วยงานโดยรวมเกี่ยวกับเริ่มจากการอนุมัติการตั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ. 2533 งบประมาณในการจัดสร้าง การเปิด อพวช. อย่างเป็นทางการ ปัจจุบัน อพวช. มีพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดปทุมธานีและศูนย์ต่างๆ ดังนี้

–    พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

–    พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

–    พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ

–    จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี

นอกจากนี้ อพวช. ยังตระหนักถึงการศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้ และการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนในพื้นทีห่างไกล โดยคัดเลือกโรงเรียนในแต่ละภูมิภาคเพื่อจัดการแสดงพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม (Caravan) ซึ่งใช้เวลาจัดแสดง 3 – 5 วัน และมีโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เพิ่มอีก 2 พิพิธภัณฑ์ คือ

  • พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า (Rama 9 Museum) ภายใต้หัวข้อหลักในการนำเสนอ คือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน” เพื่อแสดงให้เห็นถึงหลักการคิด วิธีการทรงงาน และกระบวนการค้นหาคำตอบตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำไปแก้ปัญหาหรือพระราชทานแก่พสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ อันเป็นการแสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของปวงชนชาวไทยและแสดงถึง
    พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นทั้งพระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทยและได้รับการถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยชาติ พระองค์แรกของโลกจากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวบรวมนำเสนอข้อมูลทรัพยากรน้ำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้ง การจัดแสดงระบบนิเวศของไทยและของโลกที่สมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย ทำให้ในอนาคตอันใกล้นี้ มีความก้าวหน้าของการก่อสร้างมากกว่าร้อยละ 20 ของแผนการก่อสร้าง ซึ่ง
    การก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2561
  • พิพิธภัณฑ์นวัตกรรม (Futurium Museum) อีกหนึ่งโครงการที่ อพวช. จัดตั้งพิพิธภัณฑ์นวัตกรรมขึ้น เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยและของโลก เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ประสบการณ์ด้านการ วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างสรรค์นวัตกรรมกับบุคลากร ผู้ประกอบการ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและ เอกชน เพื่อสร้างประสบการณ์ แก่เยาวชนในเรื่องอาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อค้นพบตัวเองและพิจารณาถึงการเลือกศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นสถานที่สำหรับการแสดงผลงานวิจัยพัฒนา ต้นแบบของนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ภาคเอกชนหรือภาครัฐ นำไปประยุกต์ใช้ พัฒนาต่อยอดหรือนำสู่การประกอบการเชิงธุรกิจต่อไป

การพัฒนาด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของไทย ตามเป้าหมายและโครงการที่มีอยู่สะท้อนภาพ
การให้ความสำคัญด้านการศึกษาของคนรุ่นใหม่ในด้าน วทน. หรือการศึกษาสะเต็ม ของไทย ซึ่งผู้แทนจากประเทศลาตินอเมริกามีความสนใจมาก ทั้งนี้ สำหรับประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาเอง ก็มีความก้าวหน้าในด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะประเทศเปรู มีศักยภาพในด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีแหล่งโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่ถูกค้นพบอยู่เป็นจำนวนมาก และมีความเกี่ยวโยงกับมิติ วทน. ที่เร้นลับแตกต่างจากที่อื่นใดในโลก ในขณะที่บราซิลมีความเชี่ยวชาญด้านระบบพิพิธภัณฑ์และโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีความพิเศษ โดยเฉพาะจากอิทธิพลแนวสถาปัตยกรรมรูปแบบที่ทันสมัยของ Oscar Niemeyer ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

3.5 กระทรวงพลังงาน

ผู้แทนบราซิล ได้มีโอกาสหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการกับ น.ส. แทนวรรณ โตโพธิ์กลาง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนพลังงาน สป.พน. เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2561 โดยทั้งสองฝ่ายจะนำข้อมูลพัฒนาการด้านพลังงานระหว่างสองประเทศนำไปหารือกับผู้บริหารระดับสูงต่อไป

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *