ขอแนะนำให้รู้จัก ซง ซง และฮัว ฮัว ลูกลิงหางสั้น (Macaques) ที่เกิดจากเทคนิคการโคลนนิ่ง (Cloning) นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนได้เปิดเผยว่า ลิงสองตัวนี้ถือ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอันดับวานร (Primate) คู่แรกที่เกิดจากเทคนิคการโคลนด้วยการใช้นิวเคลียสโซมาติกเซลล์ (Somatic cell) ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกันกับเทคนิคที่ใช้การโคลนแกะดอลลี่เมื่อปี พ.ศ. 2539 แน่นอนว่า งานวิจัยครั้งนี้ได้สร้างคำถามและความกังวลในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เนื่องจากในทางทฤษฎี เทคนิคการโคลนนี้สามารถพัฒนาเพื่อใช้กับมนุษย์หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ต่อไปได้

 

Zhen Liu และทีมวิจัยเป็นนักวิทยาศาสตร์ของ Chinese Academy of Sciences ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Somatic Cell Nuclear Transfer Animation ซึ่งทำได้โดยการนำเอานิวเคลียสเซลล์ไปฝังไว้ในไข่ จากนั้น นักวิทยาศาสตร์กระตุ้นไข่ด้วยกระแสไฟฟ้าซึ่งจะทำให้ไข่และเซลล์เกิดการปฏิสนธิ และพัฒนาเป็นตัวอ่อนที่พร้อมต่อการอุ้มบุญต่อไป

 

ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สามารถโคลนมนุษย์ ได้ด้วย 2 วิธี คือ “การโคลนเพื่อการสืบพันธุ์” (reproductive cloning) หรือการสร้างมนุษย์ที่จะมีชีวิตต่อไป และ “การโคลนเพื่อการบำบัดรักษา” (therapeutic cloning) หรือการโคลนตัวอ่อนมนุษย์ เพื่อนำเอาสะเต็มเซลล์มาใช้เพื่อการรักษาโรค อย่างไรก็ตาม แม้แต่การโคลนเพื่อการบำบัดรักษาเองก็ได้รับการต่อต้านจากหลายฝ่าย เนื่องจาก การโคลนตัวอ่อนเพื่อนำเอาสะเต็มเซลล์มาใช้ถือเป็นการทำแท้งประเภทหนึ่ง

 

ข้อมูลจาก Center for Genetics and Society พบว่า 46 ประเทศทั่วโลกมีการสั่งห้ามการโคลน มนุษย์ ในปี พ.ศ. 2548 สมัชชาสหประชาชาติได้มีข้อมติที่มีใจความสำคัญว่า “ห้ามการโคลนมนุษย์ทุกประเภท รวมถึงการโคลน เพื่อการบำบัดรักษา เนื่องจากเทคนิคเหล่านี้มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและการปกป้องชีวิตของมนุษย์”

 

แม้ว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาจะยังไม่มีการออกกฎหมายห้ามการใช้เทคนิคโคลนนิ่งกับมนุษย์ แต่รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ไม่มีการให้เงินทุนสนับสนุนการ วิจัยใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโคลนตัวอ่อนของมนุษย์เพื่อใช้สะเต็มเซลล์ ดร.Marcos Simoes-Costa นักวิจัยด้านยีนส์และชีววิทยา เชื่อว่า การโคลนนิ่งน่าจะยังไม่เป็นที่ ยอมรับในวงกว้างในเร็วๆ นี้ เพราะไม่มีใครสามารถรับรองผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยได้ ว่าจะไม่เกิดความผิดพลาดต่อมนุษย์โคลนที่ถูกสร้างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเตรียมการในเชิงแผนการและนโยบายไว้ให้พร้อมก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง

การพัฒนาของเทคนิคโคลนนิ่ง

แม้ว่า นักวิทยาศาสตร์ทีมที่โคลนลูกลิงได้สำเร็จจะยืนยันว่า พวกเขาไม่มีแผนการในการใช้เทคนิคการโคลนกับมนุษย์ แต่การทดลองครั้งนี้ ทำให้ความเป็นไปได้ในการโคลนมนุษย์มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าในอนาคตอันใกล้ วงการวิทยาศาสตร์อาจจะต้องถึงจุดที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประเด็นด้านจริยธรรมและ ประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยีนี้

 

American Association for the Advancement of Science (AAAS) ได้ประกาศจุดยืนขององค์กรไว้ว่า AAAS ต่อต้านการโคลนตัวอ่อนของมนุษย์เพื่อการสืบพันธุ์ เนื่องจาก มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเทคนิคการโคลนมีปัญหาทางสุขภาพในระดับรุนแรง และ AAAS สนับสนุนการวิจัยสะเต็มเซลล์ หรือ การโคลนเพื่อการรักษาโรค เนื่องจาก การวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การวิจัยสะเต็มเซลล์นี้ควรอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างรอบคอบจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

 

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับจุดยืนของ AAAS แต่เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะแรงจูงใจ เชิงพาณิชย์ในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก หากวันหนึ่งแรงจูงใจมีมากขึ้น ทัศนคติของนักวิทยาศาสตร์อาจจะเปลี่ยนไป Jacob Appel ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยธรรม (bioethics) กล่าวว่า การโคลนร่างกายมนุษย์เพื่อนำอวัยวะต่างๆ มาใช้มีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่มีจริยธรรม เพราะมนุษย์ที่เกิดจากการโคลนก็คือว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน

 

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการทดลองนี้ไว้ดังนี้

 

Margaret R. McLean ผู้บริหารศูนย์ชีวจริยธรรมของ Markkula Center for Applied Ethics กล่าวว่า เราไม่ควรตื่นตระหนกกับความสำเร็จในการโคลนลูกลิง ฮัว ฮัว และซง ซง มากเกินไป เพราะถึงแม้นักวิทยาศาสตร์จะสามารถใช้เทคนิคการโคลนเดียวกันในการสร้างทั้งแกะดอลลี่ และลูกลิงได้ แต่จริงๆ แล้วรายละเอียดในการโคลนต่างกันมาก ดอลลี่เกิดจากการโคลนยีนของแกะที่โตแล้ว แต่ฮัว ฮัว และซง ซง เกิดจากการโคลนเซลล์ของตัวอ่อน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถโคลนลิงจากยีนของลิงที่โตแล้วได้บทเรียนหนึ่งที่ได้จากการทดลองนี้คือ เทคนิคการโคลนอาจจะได้ผลต่างกันในสิ่งมีชีวิตที่ต่างประเภท ดังนั้น การโคลนมนุษย์จึงยังเป็นสิ่งที่ห่างไกลอยู่มาก ฮัว ฮัว และซง ซง เป็นลิง 2 ตัวในตัวอ่อน ทั้งหมด 79 ตัว ที่สามารถเติบโตและมีชีวิตอยู่ได้ เห็นได้ว่า การโคลนสิ่งมีชีวิตยังไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัยนัก ดังนั้น จึงยังไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดที่จะพยายามทดลองกับมนุษย์ โดยเฉพาะในปัจจุบันเทคนิคการตัดต่อพันธุกรรมได้มีความก้าวหน้าอย่างมาก

 

Joanne Carney, Program Director ของ Office of Government Relations, AAAS กล่าวว่า คนส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงการโคลนสิ่งมีชีวิตก็มักจะนึกถึงข้อกังวลเกี่ยวกับจริยภาพ คุณธรรม และ ปัญหาทางสังคม แต่จริงๆ แล้ว ปัญหาในทาง ปฏิบัติก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน เพราะจนถึงปัจจุบันนี้ การโคลนก็เป็นเทคนิคที่มีความซับซ้อน และไม่สามารถทำได้ง่ายๆ นักวิทยาศาสตร์ต้องเสียตัวอ่อนจำนวนมากระหว่างการทดลอง และเราก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร ถ้ามองจากมุมมองของการศึกษาวิจัย การโคลนสิ่งมีชีวิตเพื่อการสืบพันธุ์เป็นการวิจัยที่น่าสนใจ เพราะการวิจัยนี้จะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย และโรคร้ายได้อย่างไรก็ตามการวิจัยจะต้องทำภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เคร่งครัดและจะต้องไม่เกี่ยวกับมนุษย์

 

Jacob Appel ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยธรรม เชื่อว่า เมื่อกล่าวถึงการโคลนมนุษย์แล้ว สิ่งที่ทุกคนต้องการคือ เทคนิคการโคลนที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือ มนุษย์โคลนมีลักษณะเช่นเดียวกับมนุษย์ต้นแบบ และไม่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและการกลายพันธุ์ตามมา ซึ่งหากเราสามารถทำได้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต่อต้านการใช้เทคนิคการโคลนกับมนุษย์

 

แต่นอกจากปัญหาด้านสุขภาพของมนุษย์โคลนแล้ว คนจำนวนมากก็มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม เพราะมนุษย์โคลนอาจจะถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง หรือถูกจัดเป็นชนชั้น 2 ของสังคม บางคนอาจจะคิดว่าเขา มีสิทธิที่ใช้ประโยชน์จากมนุษย์โคลนที่ถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ของเขาได้อย่างเต็มที่ เพราะเขาคิดว่ามนุษย์โคลนนั้นไม่ต่างจากอวัยวะส่วนหนึ่งของเขา

 

ดังนั้น กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ จึงมีความสำคัญมาก และควรมีการกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนที่การโคลนมนุษย์จะทำได้จริง มนุษย์ที่เกิดขึ้นจากการโคลนควรได้รับสิทธิไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่นๆ และคนที่ปฏิบัติต่อมนุษย์โคลนอย่างไม่ถูกต้องก็ควรได้รับการลงโทษทางกฎหมาย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *