นวัตกรรมที่มนุษย์คิดค้นขึ้นด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นไปเพื่อที่จะแสวงหาความสะดวกสบายให้กับตนเอง และเพื่อเอาชนะธรรมชาติ เทคโนโลยีจำนวนมากสร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์มีสภาพแวดล้อมรอบตัวที่สะดวกสบายขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยีอีกจำนวนมากดูแลรักษาตัวมนุษย์เอง หรืออาจเรียกภาษาที่คุ้นเคยว่าเทคโนโลยีทาง การแพทย์ ที่ค่อยๆ มีการพัฒนาขึ้นจากเพียงแค่เป็นการรักษาโรค ไปสู่ระดับการปรับเปลี่ยนคัดสรรระดับพันธุกรรมเพื่อให้ได้มนุษย์ชัดใหม่ที่ไร้โรค ซึ่งเทคโนโลยีประเภทนี้ ก็ได้เกิดขึ้นแล้วจริงบนโลกใบนี้ แต่จะมีการพัฒนานำมาใช้จริงให้เอิกเกริกแพร่หลายได้แค่ไหน

 

ภาพยนตร์อเมริกันแนว SCI FI เรื่องหนึ่งที่ ฉายในปี 1997 เป็นภาพยนตร์ฟอร์มเยี่ยมเรื่องหนึ่ง ที่จุดประเด็นระหว่างความสมบูรณ์ทางกายที่มีเทคโนโลยีของมนุษย์กับความสมบูรณ์ทางใจ ภาพยนตร์ได้วาดภาพอนาคตว่า เมื่อสามารถ นำการตัดต่อปรับปรุงพันธุกรรมเพื่อให้ได้มนุษย์ที่มีกายที่สมบูรณ์แบบนั้น เกิดขึ้น ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีคะแนนความสมบูรณ์ 100 % หรือกลุ่ม valid กับกลุ่มที่ยังเกิดเองตามการปฏิสนธิแบบธรรมชาติ หรือพวก Invalid เมื่อคนสองกลุ่มนี้มาอยู่ด้วยกันในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่โอกาสในความก้าวหน้าจะค่อยๆ ตกเป็นของคนที่มียีนสมบูรณ์แล้ว คนที่มียีนส์ไม่สมบูรณ์จะอยู่อย่างไร

 

Gattaca เริ่มต้นจากเรื่องราวของวินเซนต์ ฟรีแมน แสดงโดย Ethan Hawk ชายหนุ่มผู้เกิดมาพร้อมกับยีนด้อย หรือเรียกภาษาชาวบ้านคือ เกิดมาในลักษณะของคนขี้โรค ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่คาดอายุขัยเขาไว้เพียง 30 ปี พ่อแม่ของ วินเซนต์จึงตัดสินใจใช้วิธีสร้างลูกคนที่สองโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Eugenics ซึ่งเป็นการออกแบบพันธุกรรมโดยคัดยีนด้อยออกเหลือไว้แต่ยีนเด่น

ในวัยเด็ก ชีวิตของวินเซนต์ลำเค็ญ เพราะเขา เกิดในยุคที่มีเด็กสองแบบ คือเด็กลูกพระเจ้าที่เกิดด้วยวิธีธรรมชาติ กับเด็กรุ่นใหม่ที่ไฉไลกว่า ในยุคนั้น สถานะทางสังคมของเจนเนอเรชั่นจึงไม่ได้ถูกแบ่งด้วยความรวยความจน ความขาวความดำ แต่เป็น ระดับยีนส์ ระหว่างสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ เขาต้องตระหนักถึงสถานะความเป็นมนุษย์ยีนด้อย ของตนเองจากการเน้นย้ำของพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา และให้เสมือนตัวแทนของทัศนคติทั่วไปในสังคมยุคนั้น แต่หารู้ไม่ว่า ความกดดันในปฏิกิริยาทาง วิทยาศาสตร์ ก็คือแรงผลักดันอย่างดีในขณะเดียวกัน จิตใจของคนไม่สมบูรณ์ก็ย่อมมีความคิดและอารมณ์ที่อ่อนไหวเป็นธรรมดา และภาพยนตร์ได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนระหว่างการแยกกายและจิตออกจากกัน เช่นเดียวกับคติทางพุทธศาสนาที่มักจะบอกว่าใจเป็นนายของกาย

 

ภาพยนตร์ได้ใช้ฉากว่ายน้ำมาเป็นตัวชี้วัดใจกับกายระหว่างวินเซนต์และน้องชาย ซึ่งเขากลับกลายเป็นผู้ชนะในรอบสุดท้ายด้วยประโยคเด็ดที่ว่า “ที่ฉันทำแบบนี้ได้เพราะฉันไม่ออมกำลังไว้ว่ายกลับเลย” (This is how I did it: I never saved anything for the swim back.) มันเป็นคำตอบง่ายๆ ด้านจิตวิทยาที่ในการแข่งขันกีฬา คนที่นำมาตลอดมีจะ เพลี่ยงพล้ำในตอนใกล้เส้นชัยได้ง่ายกว่าคนที่ตีคู่มาข้างหลัง เป็นการสรุปทฤษฎีกลับไปหาความเชื่อเรื่องพลังแห่งจิตใจ สามารถควบคุมและแก้ไขอะไรได้

 

ไฮไลต์ของภาพยนตร์นี้ที่เป็นที่มาของเรื่องก็คือ การที่พระเอกได้สวม”พันธุลักษณ์” (Genetic Identity) ของเจอร์โรม มอร์โรว์ (Jude Law) อดีตนักกีฬาว่ายน้ำที่พิการไปแล้ว เพื่อเข้าคัดคุณสมบัติเข้าทำงานในสถานีอวกาศ Gattaca เจอร์โรมเป็นมนุษย์ยีนเด่นที่มีความเป็นเลิศในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นร่างกายและไอคิว และไม่เคยแพ้ใคร จนเมื่อแข่งขันได้ที่สอง เขาจึงตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองด้วยการกระโดดให้รถชน และได้รับรถเข็นมาชดเชยแทน เจอร์โรมได้ตกลงขายพันธุลักษณ์ให้กับวินเซนต์ ทุกวันเขาจะถ่ายเลือดและปัสสาวะจัดชุดให้วินเซนต์นำไปเป็นวัสดุสแกนเข้าออกสถานี เสมือนกับว่า ตัวชี้วัดคุณสมบัติได้ถ่ายโอนลงไประดับลึก แต่กลายเป็นระดับเดียวที่คับแคบเกินไปสำหรับการวัดคุณสมบัติของคน

 

ภาพยนตร์ได้สะท้อนบรรยากาศของสังคมที่คุณค่าทางพันธุกรรมและร่างกายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ และใช้ในการแสวงหางาน หรือปรับสถานะเป็น VIP ในการรับบริการในที่ต่างๆ เรื่องยังดำเนินการให้เห็นการต่อสู่ระหว่างความด้อย เพื่อจะอัพตนเองไปสู่ความสมบูรณ์โดยไม่ลืมกำพืด หรือ พันธุกรรมที่ตนเองมี ในทีสุด วินเซนต์ก็ยอมรับว่าตนเองสวมรอยเป็นคนอื่น โดยสารภาพกับไอรีน (Uma Thurman) ว่า เขาเป็น Invalid ไม่ใช่ Valid อย่างที่เธอเข้าใจ แต่บทของ “ไอรีน” คือคนที่เข้ามาแก้สมการทั้งหมด เมื่อเธอเป็นคนแรกที่เปิดเผยกับเขาว่าเธอเป็นมนุษย์ยีนเด่นที่มีข้อบกพร่อง เธอยอมรับข้อด้อยของตนเอง และให้วินเซนต์กลับมามีทรรศนะทีดีต่อโลกอีกครั้ง ก่อนออกไปสำรวจดวงจันทร์ไททัน เพราะโลกก็คือบ้านที่แท้จริงของเขา ที่เขามีสิทธิและศักดิ์ศรีไม่ต่างไปจากมนุษย์คนอื่น และตอนจบเมื่อเขาพบกับเจโรมอีกครั้ง จุดจบของเรื่องก็คือ เจโรมได้กล่าวกับวินเซนต์ว่ สัญญาครั้งนี้เขาได้ประโยชน์ เขาให้ยืมร่างกายบางส่วนแก่วินเซนต์ ในขณะที่วินเซนต์ให้ความฝันหรือความสำเร็จในภาคจิตใจกับเขา

 

ผลสรุปของเรื่อง กลับมาที่เรื่องความเชื่อที่ว่ามนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติจริงหรือ ตามคติของศาสนาคริสต์ พระเจ้าได้เนรมิตมนุษย์ขึ้นมาจากพระฉายา (ลักษณะ) ของพระองค์ เพื่อให้เป็นแบบจำลองเป็นตัวแทน ของพระเจ้าไปทำหน้าทีบนโลก โดยที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งบกพร่องให้ด้วยในขณะเดียวกัน

 

ส่วนในทางพุทธนั้น ความสมบูรณ์พูนสุขของคนแต่ละคน เป็นเรื่องของกรรมตามบนสวด คนเรามีกรรมเป็นกำเนิด (กรรมโยนี) คนเรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ (กรรมพันธุ์) คนเรามีกรรมเป็นทายาท (กรรมทายาโท) และ คนเรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย (กรรมปฏิสรโณ) เราสร้างกรรมใดไว้ กรรมดีหรือกรรมชั่ว ก็จะไปตามผลกรรมนั้น

 

หรือที่แท้จริงแล้ว มนุษย์ไม่เคยที่จะชนะธรรมชาติเลย เพียงแต่สุดแล้วแต่ธรรมชาติจะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้เรียนรู้ ได้ชนะบ้าง แพ้บ้าง เพื่อให้โลกและเอกภพอยู่ได้อย่างสมดุล

 

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *