“Thailand 4.0” เป็นโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่ จะใช้ในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรม จากเดิมที่มีการลงมือทำแต่ได้ผลตอบแทนน้อย แต่ปรับเอาความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงผลักดัน และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมหาศาล โดยที่หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม คือ ความสามารถของประเทศในการผลิตนวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อน การเติบโตของกลยุทธ์ใหม่ๆ ในกรณีของประเทศไทย 4.0 ประเทศไทยเลือกที่จะมุ่งเน้นในการเติบโต 5 สาขาใหม่ที่เรียกว่า New S-Curve จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 5 สาขา ได้แก่ (1) เทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร (2) เทคโนโลยีชีวการแพทย์เพื่อผลักดันคุณภาพด้านสุขภาพและธุรกิจที่กำลังขยายตัวด้านการดูแลสุขภาพ (3) อุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ (Mechatronics) เซ็นเซอร์ และเทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ประชาชน สังคม และ อุตสาหกรรมการผลิตแบบอัจฉริยะ (4) กลุ่มดิจิทัล Big Data เทคโนโลยี และอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อ (5) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์วัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูงเพื่อให้ บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ประเทศไทยต้องพัฒนาคลังทุนทางปัญญาของตนเองหรือการพัฒนาบุคลากร ที่มีความสามารถในการผลิตนวัตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมที่จำเป็นทั้ง 5 สาขา

 

สมาคม ATPAC จัดการประชุมประจำปีภายใต้ หัวข้อ “การสร้างทุนทางปัญญาสำหรับประเทศไทย 4.0 (Building Human Intellectual Capital for Thailand 4.0)” ระหว่างวันที่ 26 – 27 มกราคม 2561 ณ โรงแรม Marriott Suites on Sand Key เมืองแทมปา มลรัฐฟลอริดา โดยมีพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งเป้าหมายหลักของการประชุมครั้งนี้ เพื่อเป็นเวที สำหรับการสำรวจยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนทาง ปัญญาในประเทศไทยในช่วงทศวรรษหน้า มุ่งเน้น ไปที่เทคโนโลยีหลัก 4 ประเภทที่จำเป็นสำหรับ ประเทศไทย 4.0 ได้แก่ (1) เซ็นเซอร์อัจฉริยะ (2) ระบบกักเก็บพลังงาน (3) เทคโนโลยีด้าน Big Data และ (4) เทคโนโลยีและการบริหารจัดการทรัพยากร ทางน้ำ โดยผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยผู้แทน จากหน่วยงานประเทศไทย ได้แก่ สำนักงาน ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สป.วท.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (สสวท.) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ผู้แทนจากสำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และกรุงบรัสเซลส์ รวมถึง กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ไทยในระดับปริญญาตรี โท และเอกที่กำลังศึกษา อยู่ในประเทศสหรัฐฯ และมีการศึกษาวิจัยในหัวข้อ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง ทุนทางปัญญาของประเทศไทยสำหรับประเทศไทย 4.0 นอกจากนี้วัตถุประสงค์ของการประชุม เพื่อให้ ผู้เข้าร่วมการประชุมนี้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศไทย 4.0 และมีโอกาสร่วมแบ่งปันความคิด เห็น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้าง เครือข่ายและสร้างทีมปัญญาชนที่มีศักยภาพต่อไป ในอนาคต

 

พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี

สำหรับการประชุมในวันแรก พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่า การกระทรวงยุติธรรม กล่าวเปิดการประชุมและ กล่าวในหัวข้อ “การสร้างกลไกการเติบโตแห่งชาติ ผ่านงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม (Building National Growth Engine through R&D and Innovation)” โดยมีสาระสำคัญ คือ ประเทศไทยมีความ เจริญรุ่งเรืองและความยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลร่างแผนยุทธศาตร์ 20 ปีของประเทศ (พ.ศ. 2560 – 2580) มุ่งเน้นใน 6 ข้อหลัก ได้แก่ 1) ความมั่นคงในการปกป้องประเทศ และภัยพิบัติ 2) การเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขัน โดยการศึกษาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในด้าน ต่างๆ เช่น ทางการค้า เทคโนโลยีดิจิตอล อาหาร และการเกษตร เป็นต้น 3) การพัฒนาศักยภาพของ บุคลากรตั้งแต่ระดับประถมวัย (0 – 7 ปี) 4) ความ เท่าเทียมและความทั่วถึงด้านสาธารณูปโภค และ โอกาสทางด้านสาธารณสุข รวมถึงกระบวนการ ทางยุติธรรมเพื่อลดการถูกกดดันจากนายทุน 5) สิ่ง แวดล้อมและการจัดการปัญหาขยะ 6) ความสมดุล ในราชการ จะต้องมีคุณธรรมและมีการปฏิรูป หลักการให้มีความเหมาะสม ซึ่งในอนาคตงานวิจัย และนวัตกรรมจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ในวัยทำงานเพียง 12.9 คน ใน 10,000 คน แผน Thailand 4.0 ตั้งเป้าหมายในการเพิ่มจำนวน นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ในช่วง 20 ปีนี้ ให้เพิ่ม ขึ้นเป็น 60 คน ใน 10,000 คนเพื่อให้ประเทศไทยมี ความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในเวทีโลก

 

 

นอกจากนี้ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนและ ภาครัฐให้เกียรติกล่าวในหัวข้อต่างๆ ได้แก่

  •  “บทบาทของการวิจัยและนวัตกรรมในภาค เอกชนในยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติและประเทศไทย 4.0 (Roles of Research and Innovations in the Private Sector in National Strategy for Research and Innovations and Thailand 4.0)” โดย ดร. วิไลพร เจตนจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงาน เทคโนโลยี บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด
  • “ยุทธศาสตร์การสร้างทุนมนุษย์เพื่อนวัตกรรม แห่งประเทศไทย 4.0 (Strategy for Building Human Capital for Innovation for Thailand 4.0)” โดย รศ. นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี, ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการ วช., ดร. สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการ สกอ., ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการ สสวท., นพ.ชาญวิทย์ ตรีพุทธรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช., และ ศ.ดร.รัตติกร บุณยวัฒน์ (Hewett)
  • “การพัฒนาทางปัญญาของทุนมนุษย์สำหรับ ประเทศไทย 4.0: ระบบนิเวศและเส้นทางอาชีพ (Cultivations of Human Intellectual Capitals for Thailand 4.0: Ecosystems and Career Paths)” โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พรชัย มาตังคสมบัติ ที่ปรึกษา สสวท.

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นอกจากนี้ นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่กำลังศึกษาในประเทศสหรัฐฯ มากกว่า 10 คน ได้มีโอกาส แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และนำเสนอโครงงานวิจัยของตนเองต่อคณะผู้แทนทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ และเอกชนของประเทศไทย รวมถึง สมาคม ATPAC ภายใต้หัวข้อหลักได้แก่ “Smart Sensors”, “Data Science and Technology”, “Energy and Energy Storage”, และ “Water Management and Environmental Technologies” ในช่วงท้ายของการประชุม นายสรธัญ จตุรพฤกษ์ นักศึกษาปริญญาเอกจาก Stanford University และ นายณัฐวุฒิ หอมทอง นักศึกษาปริญญาเอกจาก University of Nevada ได้เป็นตัวแทนนักเรียนนักศึกษา ในที่ประชุมกล่าวถึงมุมมองที่ได้รับจากการประชุมในครั้งนี้ โดยนักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกัน ถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการประชุม มีความเข้าใจในนโยบายประเทศและเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของ Thailand 4.0 มีโอกาสในการถาม-ตอบข้อสังสัยเกี่ยวกับองค์การและระบบการทำงานของหน่วยงานในประเทศไทย แนวทางในการทำงานหลังจบการศึกษา หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาและ Start up การขยายเครือข่าย การทำงานลักษณะ Team work โดยใช้ Thailand 4.0 เป็นตัวเชื่อมโยงทุกสายงานให้ ทำงานร่วมกัน รวมทั้ง เห็นว่าการประชุมนี้มีประโยชน์อยากมากควรมีการจัดการประชุมในลักษณะนี้อย่าง ต่อเนื่อง และนักเรียนนักศึกษาเสนอให้เพิ่มส่วนของการพูดคุยร่วมกับคณะผู้แทนทรงคุณวุฒิจากประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ มีการถาม-ตอบหรือให้คำแนะนำหลังจากจบการนำเสนอ การจัดแสดงโปสเตอร์ ของหน่วยงานจากประเทศไทย

 

เพื่อนักเรียนนักศึกษาจะได้มีโอกาสทำความรู้จักเกี่ยวกับ หน่วยงานของประเทศไทย และรัฐบาลควรมี นโยบายให้ความ สำคัญกับวิทยาศาสตร์พื้นฐานด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ดร.นิสัย วนากุล ประธานคณะ กรรมการสมาคม ATPAC กล่าวเสริมว่า อยากให้นัก เรียนนักศึกษารวมกลุ่มและเสนอกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อ จัดการประชุมในอนาคต รวมถึงอยากให้มีอาสาสมัครเพื่อทำหน้าที่ ผู้แทนของนักเรียนนักศึกษาในการนำเสนอ กิจกรรมต่อไปด้วย

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *