ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เมื่อกล่าวถึงคำว่ามหาอำนาจ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศ ที่มีศักยภาพเลื่องลือที่สุดในการจัดระเบียบของโลก และเป็นผู้นำเทคโนโลยีจากห้วงอวกาศ สู่ท้องทะเลลึก จากเทคโนโลยีอาวุธยุทโธปกรณ์ ไปจนถึง เทคโนโลยีของเล่น ทิศทางของโลกที่นำโดยสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา จึงมุ่งมั่นหลักการเสรีนิยม และทุนนิยม ซึ่งเชื่อว่าว่าจะนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมือง และความมั่งคั่งทาง เศรษฐกิจมากที่สุด และไม่เคยมีใครสามารถมาท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ ได้ หลังสิ้นสุดสงครามเย็น และการ ล่มสลายของสหภาพโซเวียต ดินแดนม่านเหล็ก จนกระทั่ง สามทศวรรษหลังที่ผ่านมา ประเทศโบราณที่ เคยสร้างสิ่งมหัศจรรย์ The Great Wall ที่ยิ่งใหญ่ ที่ปิดตัวเองหลบอยู่หลังม่านไม้ไผ่ อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับการเลือกที่จะเดินนโยบายเศรษฐกิจแบบเปิดอย่างสหรัฐ ซึ่งถ้าเทียบอายุและ การพัฒนาทางประวัติศาสตร์ จีนนับเป็นอาก๋ง ของสหรัฐฯ ได้เลย และโดยปัจจัยภายใน ไม่ว่าจำนวนประชากร แรงงานราคาถูก และการได้สิทธิประโยชน์หลายอย่างในฐานะประเทศกำลังพัฒนา ทำให้จีนค่อยๆ ก้าวขึ้นมา เป็นคู่แข่งกับสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน และกลายเป็นประเทศผู้นำในด้านวิทยาการ เทคโนโลยี และ นวัตกรรมต่างๆ โดยมีความแตกต่างทางนโยบายพัฒนาประเทศ คือจีนไม่ได้ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่าง เสรีทั้งหมด แต่รัฐบาลยังควบคุมและจ้องมอง ให้การพัฒนาเดินหน้าไปแบบรถด่วนที่ไร้แรงต้านใดๆ ซึ่งทำให้ จีนได้เปรียบหลายอย่างในด้านการตลาด การควบคุมสื่อ และระบบข้อมูลข่าวสารของประเทศ

 

นโยบาย Great Firewall ของจีน เป็นคำที่ชาวสหรัฐฯ ใช้อุปมา นโยบายด้านการควบคุมการสื่อสาร โทรคมนาคมของจีน ที่ได้นำมาใช้ในทศวรรษ 1980 หลังจากที่ท่านผู้นำหัวก้าวหน้า นายเติ้งเสี่ยวผิงกล่าวว่า “เมื่อคุณเปิดหน้าต่างรับอากาศบริสุทธิ์ มันก็ต้องมีแมลงวันบินเข้ามา” ดังนั้นในยุค 4 ทันสมัยของจีน ที่เริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1976 เรามักจะคุ้นวลีเด็ดของท่านเติ้งที่ว่า “ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี” เมื่อบวกด้วยนโยบายกั้นแมลงวันไม่ให้เข้ามากวนแมวขณะจับหนู จึงทำให้นโยบาย 4 ทันสมัยของจีนรุดหน้า ไปได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน แม้กระทั่งอาจโดนสะกิดเรื่องสิทธิมนุษยชนไปบ้าง แต่รัฐบาลจีนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงอัตราที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง อย่างไม่หยุดยั้ง

 

อินเทอร์เน็ต ได้เข้ามายังประเทศจีนใน 2537 และรัฐบาลก็เริ่มควบคุมการไหลของข้อมูลผ่าน ระบบดังกล่าวในปี 2540 จีนให้ความสำคัญกับการ รักษาเอกภาพและความสงบของประเทศ และยังคง ต้องระมัดระวังความพยายามก่อความไม่สงบของ ชนกลุ่มน้อย รัฐบาลได้ป้องกันการให้ข้อมูลที่เป็น ปฏิปักษ์ การบิดเบือนความจริง ข่าวลือ ลามกอนาจาร การพนัน ความรุนแรง หรือการ ทำร้ายระเบียบสังคม โดยมีศูนย์ควบคุมกลั่นกรอง ข้อมูลแบบ single gateway ที่เข้มแข็ง ในปี 2546 จีนใช้นโยบายเกราะทองคำ (Golden Shield) ที่พัฒนามาจากโปรดแกรมของบริษัท CISCO ของ สหรัฐ โครงการนี้สำเร็จในปี 2549 และเป็นการ สร้างยามเฝ้าประตู ไม่ให้ website ไม่พึงประสงค์ หรือฝ่ายปรปักษ์ เข้ามาระคายเคืองสังคมจีน โดยเฉพาะการก่อให้เกิดการยั่วยุทางการเมืองจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

ในปี 2551 รัฐบาลจีนเข้าจัดการกับอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ที่เยาวชนเข้าไปมั่วสุมให้เป็น สิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น ความก้าวหน้าของจีนในทางเทคโนโลยี ไม่ได้ ส่งเสริมให้เด็กจีนมีศักยภาพในการเล่นเกมส์ออนไลน์และซิ่งรถมอร์เตอร์ไซต์ ซึ่งต่างจากเด็กไทยตั้งแต่ยุค 1.0 – 4.0 อินเทอร์เน็ต คาเฟ่ทุกแห่งต้องลงทะเบียน ผู้เข้าใช้ และห้ามเยาวชนต่ำกว่าอายุ 18 เข้าใช้คาเฟ่ การลงโทษไม่ได้มาลงที่เด็ก แต่จัดการกับร้าน ในขณะเดียวกันก็พัฒนามุม IT ตามเมืองใหญ่ในแนว ผับและคาเฟ่หลายแห่ง เปิดโอกาศให้นักศึกษา มหาวิทยาลัยได้มารวมตัวกันคิดค้นปั้นตนเองไปสู่ การเป็น Start-up นโยบายจีนจึงเด่นที่กล้าที่จะ โหดเหี้ยมกับสิ่งเลวร้ายและกล้าที่จะส่งเสริม กิจกรรมสิ่งดuงามสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกกังวล คือนโยบายดังกล่าว ถือเป็นการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการค้า ออนไลน์ เนื่องจาก จีนได้ปิดกั้นเว็บไซต์ของต่างชาติ ที่จะเข้ามายังจีน ด้วยเช่นกัน และสนับสนุนให้บริษัท IT ภายในประเทศพัฒนาเว็บไซต์ที่มีศักยภาพขึ้นมา รองรับความต้องการของประชาชน ดังเช่น บริษัท Alibaba ของแจ๊คหม่า หรือ บริษัท Tencent เจ้าของ Wechat

สิ่งที่รัฐบาลจีนยังคงดำเนินนโยบายเช่นนี้ ยังคงสามารถอธิบายต่อประชาคมโลกได้ไม่ยาก สำหรับ ประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 1300 ล้าน ที่ไม่ต้องการเสี่ยงกับปัญหาความล่อแหลมทาง ความมั่นคงภายใน ตัวอย่างง่ายๆ อาทิ ขณะที่กฎหมายจีน มีการควบคุมการค้าการพกพาอาวุธปืนที่เคร่งครัด ในสหรัฐฯ อาวุธปื่นสั่งซื้อปืนได้ออนไลน์ในสหรัฐฯ เพียงแต่ต้องไปรับสินค้าที่ Dealer เพื่อลงทะเบียน การควบคุมตลาดอาวุธปืนของจีน จึงอาจนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการคุ้มครองความสงบสุขของสังคม และแม้ว่า จีนกับสหรัฐฯ มีกฎหมายที่เข้มงวด และมีการบังคับใช้ที่ชัดเจน สิ่งที่สองประเทศก็มีการบังคับใช้ที่ต่างกัน โดยจีนมีการบังคับใช้กฎหมายอาญาได้รุนแรงแบบท่านเปาบุ้นจิ้นกับเครื่องประหาร 3 สไตล์สำหรับผู้กระทำผิดได้มากกว่า

 

เมื่อคำถามสำคัญที่มักถูกโยงมาหาประเด็นสิทธิมนุษยชน ถามว่าคนจีนรู้สึกอึดอัดไหม ที่ถูกบล๊อกเว็บ ต่างๆ คำตอบส่วนใหญ่ก็คือไม่ เพราะเว็บของจีนเองล้วนมีลักษณะที่เรียกว่าง่ายกับผู้ใช้ (user friendly) โดยเฉพาะ การใช้ภาษาจีนแมนดารินเป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากเวลาคนจีนมาเมืองไหย ซึ่งสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ หลายหลาก นักท่องเที่ยวจีนก็ยังของเลือกใช้บริการอะไรๆ ที่เป็นของคนจีน โดยคนจีน และเพื่อคนจีน และเมื่อถามว่า นโยบายควบคุมปิดกั้นทาง IT ของจีนนั้น เป็นการละเมิดการค้าเสรีหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่แน่ เพราะสินค้าที่เสนอขายกันในเว็บไซต์ของจีน เช่น อาลีบาบานั้น ก็มีราคาถูก และจัดส่งไว มากกว่าสินค้าจาก ภายนอกประเทศ ดังนั้น ถ้าหากรัฐบาลจีนยังสามารถใช้นโยบายที่ไม่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัด และสูญเสียคุณภาพชีวิตจากการปิดกั้นเหล่านี้ กฎหมายต่างๆ ที่รัฐบาลจีนตั้งขึ้นมา ก็มีความชอบธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์ของตนเอง อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวต่างชาติ เมื่อเข้าไปในจีน อาจจะรู้สึกอึดอัดได้ ในทันที เมื่อไม่สามารถติดต่อประสานงานในช่องทางที่คุ้นเคยเดิมๆ ได้

 

ดังนั้น The Great Firewall จึงเป็นคำนิยามที่เหมาะสมกับนโยบายปิดกั้นการสื่อสารทางไอทีของจีน เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีน The Great Wall ในอดีต เพราะการรุกรานของศัตรูความมั่นคงในโลกสมัยใหม่ มาได้ด้วยคลื่น ที่ยากแก่การป้องกัน แต่ก็เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ในสถานการณ์ที่จีนใช้นโยบายเปิดไม่เต็มบาน ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ มาตั้งแต่การใช้นโยบาย 4 ทันสมัย ไม่ได้เป็นความคิดที่ผิด แต่อย่างใด แล้วประเทศไทยเราหล่ะ นโยบาย 4.0 จะทันสมัยได้แบบจีนในเร็ววันหรือไม่ ก็ต้องติดตามดูกันต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *