จากภาพยนตร์เกี่ยวกับ Cyber ที่มีมากมายในตลาด ที่เค้าโครงเรื่องไม่ค่อยได้เน้นตัวเทคโนโลยีมากเท่ากับการก่อ อาชญากรรมและต่อสู้กับแผนการณ์ชั่วร้ายของคนที่ใช้ วทน. ด้าน Cyber ทำร้ายผู้อื่นหรือ ประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง The Net, Die Hard IV, Enemy of State, Citizenfour โดยตัวโกงประกอบอาชีพชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Hackers คือ พวกที่เข้าไปฉวย ฉก ยึด ล้วงฐานข้อมูลคนอื่น พร้อมกระทำ การมิดีมิร้าย ช่วงชิง หน่วงเหนี่ยว กักกัน ทำลาย รวมทั้งจับ เป็นสิ่งประกันเพื่อเรียกค่าไถ่ ความสนใจต่างๆ มักถูกมองไป ในมิติของความมั่นคงทางการเมือง ทางทหาร และความ มั่นคงทางการค้าและเศรษฐกิจ แต่ความน่ากลัวของปัญหา Cyber Security ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น โดยเฉพาะเมื่อเรามองว่า เยาวชน คือ หัวใจของการพัฒนาโลก ภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาด- เกมส์โกง” ของไทยที่โด่งดัง ก็เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ สะท้อนการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาประกอบอาชญากรรมของหมู่เยาวชน และการก่ออาชญากรรมไซเบอร์นั้นกลายเป็น State-of-the-Art ระดับแนวหน้าในโลกปัจจุบัน เมื่อมนุษย์ สามารถนำเทคโนโลยีมาประกอบกับกระบวนการคิดของตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ตนเองต้องการ ปรากฏการณ์ใน เกิดขึ้นในเรื่องฉลาดเกมส์โกง ถึงแม้จะมีความไม่เหมาะสม ปนอยู่ แต่ในอีกมุมของเยาวชนในต่างประเทศ เหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นอาจรุนแรงกว่านั้น โดยเฉพาะการเป็นสังคมของการ เคารพสิทธิส่วนบุคคล และทุกคนต้องพูดด้วยตัวเอง ไม่มีใครส้ม ใครเผือก เด็กในสังคมฝรั่งส่วนใหญ่เมื่อถูก คุกคามจึงมักมีความเปราะบางในการแก้ปัญหาแบบสังคม ขี้เม้าแบบไทยๆ และตะวันออก ภาพยนตร์เรื่อง Cyberbully ที่ฉายออกมาเมื่อปี ค.ศ.2511 เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนให้ ความหมายโดยตรงของความขัดแย้งระหว่างเยาวชนในยุค ไฮเทค หรือ เด็กแกล้งเด็กผ่านเน็ต โดยที่ใช้เครื่องมือสื่อสาร อย่างโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเครือ ข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม, แชท หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือหลัก ในการรังแกและกลั่นแกล้งกัน โดยการกลั่นแกล้งนี้สามารถ ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้กลั่นแกล้งหรือผู้เข้าชม ก็สามารถนั่งชมนั่งอ่านจากมุมใดของโลกก็ได้

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับเด็กผู้หญิงโรงเรียนมัธยม ที่ได้รับของขวัญวันเกิด เป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค และก็เข้าเป็นสมาชิก website ที่ชื่อว่า Cliquesters ที่สามารถสร้าง ข้อมูลตนเองและคุยกับคนอื่นได้แบบเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์ ด้วยความหมั่นไส้ของเพื่อนซี้ และความ เกลียดชังของคู่อริ ทำให้เธอตกเป็นเหยื่อของการ ถูกประนามในสังคมออนไลน์ โดยเธอก็พยายามแก้ ปัญหาของเธอไปด้วยตนเอง จนเกือบจะเอาชีวิต ไม่รอด ด้วยข้อครหาของการ เป็นเด็กสำส่อนและมีโรคทาง เพศสัมพันธ์ (ซึ่งถ้าเป็นโรงเรียน ไทย เพื่อนคงฟ้องครู ครูคง เรียกผู้ปกครองมาพบ และ ปัญหาคงจบได้ไม่ยาก) แต่ สำหรับฝรั่งแล้วคำว่า None of your business กับคำว่า Free of Speech ทำให้คนที่ไม่เข้ม แข็งพอมีความล่อแหลมต่อ การทำร้ายตนเองสูง เนื่องจาก หากคนผู้นั้นไม่เปิดโอกาสให้ใคร ช่วย เขาก็ต้องจัดการกับปัญหา ด้วยตนเอง ในจุดเปลี่ยนขอเรื่อง เมื่อเธอเลือกที่จะจบชีวิตด้วยการกินยาเกินขนาด ทำให้เพื่อนรักของเธอที่เป็นต้นตอของการก่อเรื่อง ได้หันมาสารภาพผิด และเมื่อผ่านเหตุการณ์ เลวร้าย เธอก็ได้เข้าใจความรักของแม่ที่มีให้เธอ และเลือกที่จะเปิดใจรับฟังคำแนะนำของบุพการี โดยการเข้าไปร่วมกลุ่มที่ปรึกษาปัญหา Cyber bully ซึ่งเธอได้พบคนจำนวนมากมีปัญหาเดียวกับ เธอ วลีสำคัญที่น่าสนใจเมื่อเรื่องดำเนินถึงตอนนี้ คือ อย่าซ่อนตัวอยู่หลังความกลัว “ Don’t hide behind your fear” ที่ทำให้เด็กสาวเลือกที่จะต่อสู้ตามวิธีและทางเลือกแบบที่สังคมฝรั่งเขาใช้ และ ในที่สุดผู้คนก็ค่อยๆ เข้าใจและหันมาเข้าข้างเธอ พร้อมกับ ชัยชนะที่ได้สอนให้ตัวอิจฉาว่า การด่า ว่าคนอื่นในช่องทางสาธารณะเป็นสิ่งทีร้ายแรง เช่นไร โดยพ่อของ Lindsay ตัวอิจฉา ซึ่งเป็นนัก กฎหมาย ก็เคยดีเฟนด์ให้กับลูกสาวของเขาว่าเธอ มีสิทธิใน Free of Speech โดยไม่สนใจที่จะแก้ไข ปัญหาดังกล่าว

หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายแล้ว ได้ กระตุ้นให้สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายรองรับและจัดการ เกี่ยวกับความผิดว่าด้วย Cyber bullying 34 รัฐ ภายในปี 2011 และใน ปัจจุบันทุกรัฐมีกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับกรณี Cyber bullying อย่างน้อยก็ช่วย ป้องกันการทำร้ายกันทาง วจีกรรมบนโลก Cyber ในสังคม Free of Speech

ความน่ากลัวในโลก Cyber สำหรับเยาวชนไม่ได้จบ แค่นั้น ล่าสุด The Dark Overlord ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่เคยพยายาม รีดไถ Netflix และ ABC News มาก่อนหน้านี้ มีการส่งข้อความรีดไถหรือข่มขู่โดยมุ่งเป้าหมาย ไปยังโรงเรียนในเขตต่างๆ เช่น ในเมือง Johnston รัฐ Iowa เมือง Flathead County และ Columbia Falls รัฐ Montana โดยแฮกเกอร์มุ่งเป้าหมายไป ยังโรงเรียนที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยใน โลกไซเบอร์ที่ไม่รัดกุมมากนัก เพื่อขโมยข้อมูล สำคัญของนักเรียนและคณาจารย์ เช่น ชื่อ ที่อยู่

เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลทางการแพทย์ การศึกษา และการลงโทษทางวินัย เป็นต้น และยังแฮกกล้อง รักษาความปลอดภัยของโรงเรียนเพื่อดูความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายโรงเรียนอีกด้วย โดยแฮกเกอร์เรียกร้อง ให้มีการจ่ายเงินในรูปแบบบิตคอยน์ (Bitcoin) หรือรูปแบบอื่นๆ เพื่อแลกกับการไม่เผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล เหล่านี้ ซึ่งในปีนี้ปีเดียวมีการข่มขู่โรงเรียนกว่า 30 แห่ง โดยหลายโรงเรียนถึงกับต้องจัดสรรงบฉุกเฉินมา แก้ไขปัญหา เช่น โรงเรียนใน Horry County มลรัฐเซาท์ แคโรไลน่า ยินยอมจ่ายเงินจำนวน 10,000 เหรียญสหรัฐฯ โรงเรียนใน Fulton County มลรัฐจอร์เจีย ยอมจ่ายเงิน 75,000 เหรียญสหรัฐฯ หลังจากที่ถูกหลอกลวงให้เข้าสู่ระบบผ่านอีเมล์ปลอมเป็นต้น ในขณะที่บางโรงเรียน เช่น Columbia Falls High School ได้พูดคุยกับครอบครัวของนักเรียนและหารือร่วมกับ FBI ก่อนการตัดสินใจที่จะไม่จ่ายเงินใดๆ ให้กับแฮกเกอร์ ทำให้ได้รับข้อความข่มขู่ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งทางด้านกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ขอให้ทาง โรงเรียนมีการดำเนินการตรวจสอบระบบความปลอดภัยและมีการฝึกอบรมบุคลากรทางด้านระบบความ ปลอดภัยโลกไซเบอร์ เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ โรงเรียนมองข้ามไปในการจัดสรรงบประมาณ นอกจากนี้ ในส่วนของ FBI กำลังพยายามตรวจสอบภัย คุมคามด้านไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอย่างจริงจัง และแนะนำว่าไม่ควรจ่ายเงินใดๆ ให้กับอาชญากรด้าน ไซเบอร์เหล่านี้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการถูกโจมตีต่อไป และจะเป็นการสนับสนุน กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

 

ภาพยนตร์สารคดี Citizenfour ซึ่งเป็นเรื่องราวของ Edward Snowden (เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน) อดีตลูกจ้างระดับสูงของรัฐบาลในหน่วยงาน Intelligence Community สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของ สหรัฐอเมริกา (NSA) และกลายมาเป็นบุคคลผู้สร้างประเด็นสำคัญที่สุดในด้าน Cyber Security เมื่อเขา เปิดโปงโครงการการสอดส่องดูแลมวลชนลับสุดยอดของรัฐบาลสหรัฐฯ และอังกฤษ และให้เห็นปัญหาว่า ข้อมูลส่วนตัวของเรา มันมีความสำคัญมากขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็น เลขประจำตัว บัตรเครดิต หมายเลข โทรศัพท์มือถือ อีเมล์เพราะในกลไกในโลกยุคไซเบอร์นี้ สามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงต่างๆ ด้วยกันได้ นั่นหมายความว่าสามารถระบุตัวตนคน ๆ หนึ่ง พฤติกรรม การติดต่อกับบุคคลอื่น ตำแหน่งที่อยู่ สินทรัพย์ รวมไปถึงการใช้งาน อินเทอร์เน็ตที่เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ ดังนั้น เยาวชนของฝรั่งจึงถูกฝึกให้เก็บความลับ ทางอัตลักษณ์ของตนเองไว้อย่างดีที่สุด การส่งรายงาน เขียนชื่อ (อาจชื่อเล่นย่อก็ได้) ในขณะที่เยาวชนไทย การวัดผลคะแนนอย่างหนึ่งจะมอบให้กับความสะอาดเรียบร้อย สวยงาม ข้อมูลครบ ลงรายละเอียดเลขที่ เลขประจำตัว พร้อมเข้าปกกระดาษหนังช้างร้อยด้วย กระดูกงู) ภาพยนตร์ Cyber จำนวนมาก หลายเรื่อง เกิดจากแรงบันดาลใจเหตุการณ์จริง และเตือนให้สังคมที่กำลังพัฒนา ไปในแนว 4.0 ทั้งหลาย ระมัดระวัง การใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือ Cyber กันมากขึ้น เพราะในปัจจุบัน ชีวิตปัจจุบันเราถูกผูกไว้กับเทคโนโลยี ไซเบอร์อย่างดิ้นไม่หลุด

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *