สหรัฐอเมริกาได้ริเริ่มนโยบายพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเมื่อปี 2497 หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงเกือบ 10 ปี ช่วงแรกของพัฒนาการ ก่อสร้างพื้นฐานและออกกฎระเบียบด้านพลังงานนิวเคลียร์ใช้ระยะเวลายาวนาน ระหว่างปี 2497 กฎหมายสำคัญที่ได้ปูทางให้กับการพัฒนา อาทิ Energy Reorganization Act ค.ศ. 1974 และการจัดตั้ง Nuclear Regulatory Commission ซึ่งในปีเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้ตั้ง คณะกรรมการพลังงานปรมาณู ที่ต่อมาคือ คณะกรรมการพลังงานปรมาณู เพื่อสันติในปัจจุบัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันกล่าวคือ สำหรับประเทศไทย กระแส ของการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เน้นไปทางการวิจัย และการใช้งานใน ระดับย่อม เช่น การแพทย์ การถนอมอาหาร การปรับปรุงผลิตภัณฑ์บาง ประเภท ซึ่งต่อมาได้รวมไว้กับภารกิจของกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ในขณะที่ สหรัฐฯ ได้มอบหมายกระทรวงพลังงาน (Department of Energy) ให้เป็นผู้รับผิดชอบ โดยโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรก ของสหรัฐฯ ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2499 ที่ Shippingport Atomic Power Station มลรัฐเพนซิลวาเนีย และมุ่งมั่นผลักดันการขยายตัวของภาคเอกชน ด้านพลังงานนิวเคลียร์ โดยอยู่ภายใต้กลไก 3 ฝ่าย คือ 1) ผลงานวิจัยทาง วิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนโดยภาครัฐ 2) ความต้องการการลุงทุนของภาค เอกชน และ 3) การรับฟังความเห็นของประชาชนที่มีการเปลี่ยนแปลงตาม กาลเวลา รวมถึงอุบัติภัยต่างๆ ที่จุดกระแสการต่อต้านเป็นระยะ ซึ่ง การขยายตัวของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ได้มอดลงในช่วงทศวรรษ 1980 และทำให้การพัฒนาด้านนี้ หยุดชะงักลงไปกว่าสิบปี ตั้งแต่ปี 2535

รัฐบาลสหรัฐได้พยายามผลักดันกฎหมาย และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นใหม่ เพื่อกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยปี 2548 ในสมัยประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช ได้ประกาศ Energy Policy Act ค.ศ. 2005 ที่ให้หลักประกันและการสนับสนุนแก่ภาคเอกชน อาทิ

  • ได้เงินภาษีคืนบางส่วนในรอบการผลิต 8 ปีแรก
  • ได้รับการคุ้มครองด้านการประกันภัย
  • ได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากรัฐบาล
  • สามารถขอรับการค้ำประกันเงินกู้ สำหรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี emission free ได้จนถึงร้อยละ 80 ของค่าลงทุนก่อสร้าง เป็นต้น

 

ในช่วงดังกล่าว งบประมาณกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บวกกับกลไกการลดภาษีได้ถูกระดมไปเพื่อ สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานนิวเคลียร์ ในปี 2551 กระทรวงพลังงานของสหรัฐ ได้เริ่มรับใบสมัครขอรับ การสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล โดยตัวเลขงบประมาณเริ่มต้น การค้ำประกันเงินกู้มียอดสูงถึง 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อเสนอโครงการ โดยโครงการทั้งหมดต้องผ่านการรับรองโดย Nuclear Regulatory Commission (NRC) กระแสการขอสนับสนุนสร้างโครงการโรงไฟฟ่านิวเคลียร์ยุคที่สองเป็นไปอย่างน่าสนใจ จนกระทั่งในเดือนมีนาคม ปี 2554 เหตุการณ์พิบัติภัยที่ฟุกุชิมา ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ความเชื่อมั่น ต่อการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ก็ไม่ สามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมายได้ในรอบสอง เนื่องจากผลการสำรวจความเห็นของประชาชนในการสร้าง โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ลดลงอย่างมาก โดยร้อยละ 64 ของประชากรจากผลสำรวจต่อต้านการสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ๆ โครงการในหลายพื้นที่ถูกยกเลิก และ เลื่อนการก่อสร้างออกไป อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ก็ยังเป็น ประเทศที่มีเตาปฏิกรณ์พลังงานนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก (104 เตา จาก 449 เตาทั่วโลก) โดยโรงงานไฟฟ้า พลังงานนิวเคลยร์ส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ในมลรัฐฝั่งตะวันออก และมลรัฐรอบทะเลสาบทั้ง 5 โดยเฉพาะในมลรัฐ อิลลินอยส์ เพนซิลวาเนีย และนิวยอร์ก ซึ่งเป็นมลรัฐที่มี ประชากรหนาแน่น รวมทั้งยังมีการพัฒนากลไก Zero Emission Credits เพื่อจูงใจให้กับภาคการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานทางเลือก ซึ่งพลังงานนิวเคลียร์เป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูงสุด ในขณะที่มี 14 รัฐที่มี การประกาศ nuclear moratorium คือไม่ขยายการพัฒนาโรงไฟฟ้าประเภทนี้

นขณะที่มลรัฐที่ไม่มีความกดดัน ด้านพลังงาน เนื่องจากมีประชากรเบาบาง กว่า และมีความเข้มข้นของอุตสาหกรรม น้อยกว่า อาทิ มลรัฐแถบเทือกเขาร๊อกกี้ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์จากการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ และแหล่งอื่นๆ เช่น ยูทาห์ ไวโอมิง ไอดาโฮ โคโลราโด เนวาด้า และแอริโซนาก็ยังไม่มีการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนผสมด้าน พลังงาน (Power Sector Mix) ของแต่ละ มลรัฐจึงแตกต่างกันไป

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับสถานการณ์ ด้านพลังงานของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน คือ รัฐบาลสหรัฐฯ ตระหนักดีว่าการใช้พลังงาน ที่สูงมากของสหรัฐฯ จำเป็นต้องมีการขยาย กำลังการผลิตไฟฟ้าไปพร้อมกับการไม่ สร้างสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามความตกลงปารีสที่สหรัฐฯ ได้ร่วมให้ สัตยาบันวันเดียวกับจีน เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2559 โดยเป็นพันธะสัญญาของ ประเทศมหาอำนาจที่มีการปลอดปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดสองอันดับแรกของโลก สำหรับจีน ด้วยระบอบการปกครองการจัดการแผนงานลดก๊าซต่างๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของตน ในฐานะความสมัครใจของประเทศกำลังพัฒนา ดูเหมือนจะดูง่ายกว่าประเทศเสรีนิยมพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ที่กลไกการตลาดและความคิดเห็นของประชาชนมีส่วนใน การกำหนดนโยบายและมาตรการของรัฐ สิ่งที่เป็นทางออกที่ดี ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐ คือการออกกฎหมาย และแรงจูงใจต่างๆ โดยล่าสุด ก็ได้ออกกฎหมาย Advanced Nuclear Technology Act เมื่อเดือนมกราคม 2560 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี พลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูง ซึ่งจีนเองก็มีการพัฒนาที่รุดหน้าใน เทคโนโลยีตัวใหม่ ที่เรียกว่าฟิวชั่น (Fusion) เช่นเดียวกัน

ในขณะที่ด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ยังคงมีการขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ และขลุกขลัก สหรัฐฯ ก็ยังคง เป็นประเทศที่วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับนิวเคลียร์มากที่สุดใน โลก รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ประเภทหัวรบนิวเคลียร์ ซึ่งยังถือว่าเป็น เครื่องคุ้มกันความปลอดภัยและสันติภาพบนโลก โดยเฉพาะจากการเยือนเอเชียของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน 2560 ที่ได้มีการซ้อมรบแสนยานุภาพกับเกาหลีใต้ ได้แสดงจุดยืนของสหรัฐฯ ที่ชัดเจน ถึงความระแวงภัยที่มีต่อเกาหลีเหนือ และแสดงให้ เป็นความจำเป็นที่สหรัฐจะยังคงเป็นผู้นำในด้าน แสนยานุภาพทางทหารของโลก ดังที่ผู้แทนฝ่าย ความมั่นคงสหรัฐฯ ได้กล่าวในที่ประชุม American Nuclear Society (ANS) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2560 ก่อนการเยือนของทรัมป์ว่า สหรัฐฯไม่ได้ให้ความ – สำคัญกับประเด็นของการลดอาวุธ (disarmament) มากเท่ากับประเด็นของการไม่แพร่กระจายอาวุธ และ ความมั่นคงปลอดภัย (non proliferation และ security) ซึ่งหมายความชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะยังคง รักษาศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปด้วย ตราบใดที่ยังเห็นว่ามีรัฐที่เป็นภัยคุกคามสันติภาพ ของโลก ในขณะที่ด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ซี่ง เป็นเรื่องพลเรือนก็ต้องมีการสร้างความยอมรับและ การสนับสนุนจากภาคประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญ ที่เหมือนกันคือ สหรัฐฯ มีความระมัดระวังในการถ่าย- ทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปยังประเทศภายนอก

สำหรับประเทศไทยเรา พัฒนาการของกฎหมาย ใหม่ในด้านพลังงานนิวเคลียร์ คือ พระราชบัญญัติ พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และระเบียบ คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติว่าด้วยวิธี การรักษาความปลอดภัยของวัสดุนิวเคลียร์และ สถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ. 2559 ที่ได้มี การบังคับใช้แล้วก็น่าจะเป็นอีกหน้าหนึ่งของ พัฒนาการสำคัญในการเชิญชวนให้สังคมหันมาสนใจ “พลังงานนิวเคลียร์” มากขึ้น และกระทรวงพลังงาน และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย ก็ต้องมีการเตรียมการพัฒนาบุคลากร การศึกษา เทคโนโลยีจากประเทศที่มีความก้าวหน้าดังเช่น สหรัฐฯ และจีน และเริ่มให้ความรู้กับสังคมให้มากขึ้น เพราะคำว่า “ความมั่นคง” ในอดีต ที่นานาชาติมัก หมายความถึง “ความมั่นคงทางทหารและการเมือง” ได้ค่อยๆ ถูกนำปรับไปใช้กับ “ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน” ในบริบทที่เข้มข้นและหลากหลายมาก ขึ้นทุกที

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *