ประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ของโลก และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่ประเทศเม็กซิโกมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยต่อผลผลิตทางด้าน วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของโลก และมีอัตราของสิทธิบัตรและการใช้จ่ายด้าน วิทยาศาสตร์ประจำปีต่ำกว่าประเทศบราซิลซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน อย่างไรก็ดี จากในอดีตนาย Mario J. Molina นักเคมีและเป็นชาวเม็กซิกันคนแรก ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี โดยค้นพบภัยคุกคามต่อชั้นโอโซนของโลกจากก๊าซ Chlorofluorocarbon (CFC) นอกจากนี้ ในช่วงปี ค.ศ. 2006 – 2010 ประเทศเม็กซิโกมีผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการอ้างอิงในวงวิชาการได้แก่ สาขาฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์อวกาศ สิ่งแวดล้อม/ระบบนิเวศวิทยา วิทยาศาสตร์การ เกษตร และจุลชีวิวทยา ในปัจจุบันประเทศเม็กซิโกยังมีการพัฒนาทางด้าน วิทยาศาสตร์อย่างต่อเนี่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการแจ้งเตือนภัยแผ่นดิน ไหวล่วงหน้า มีการก่อตั้งศูนย์ป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติของเม็กซิโก หรือ El Centro Nacional de Prevención de Disastres (CENAPRED) ที่เคยร่วมมือกับ JICA (ญี่ปุ่น) เพื่อให้ความช่วยเหลือประเทศซัลวาดอร์และเฮติ ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับแผ่นดินไหวในราคาประหยัด ในรูปแบบของความร่วมมือไตรภาคี ความก้าวหน้าที่เป็นไปอย่างรวดเร็วของการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ เป็นต้น

นอกจากนี้ มีหน่วยงาน Council for Science and Technology (CONACYT) เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุน เงินทุนการศึกษา ทางด้านวิทยาศาสตร์ งบประมาณในงานวิจัย และผลักดันให้มีการออกกฎหมายเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อ ให้นักวิจัยและมหาวิทยาลัยนำผลงานวิจัยสู่ตลาด การค้า และลด ภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในการวิจัยและ พัฒนามากยิ่งขึ้น รวมทั้ง รัฐสภาพยายามปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเพิ่มเงินบำนาญสำหรับนักวิจัยที่เกษียณอายุ การสนับสนุน ตำแหน่งและงานของนักวิจัยภายในประเทศเพื่อป้องกันโรค สมองไหล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *