การประเมินสถานการณ์ด้านนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายใต้รัฐบาลของ ประธานาธิบดี Donald J. Trump

ประธานาธ บด สหร ฐ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 นาย Donald J. Trump ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศสหรัฐอเมริกา การขึ้นดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี Trump เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้าน เนื่องจาก Trump มีนโยบายที่แตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนหน้าและมีทิศทางที่สุดโต่ง เช่น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติและผู้ลี้ภัย นโยบายด้านการประกันสุขภาพสาธารณะ และนโยบายทางทหาร

นโยบายที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองก็เป็นประเด็นขัดแย้งที่ไม่ต่างจากประเด็นอื่นๆ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า หลังจากที่ประธานาธิบดี Trump เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น โดยมีสรุปการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังนี้

  1. งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของสหรัฐอเมริกา

แม้ว่างบประมาณของปี พ.ศ. 2560 ยังเป็นงบประมาณที่กำหนดไว้แล้วในปีงบประมาณก่อนหน้าไปจนถึงเดือนเมษายน 2560 แต่รัฐบาลปัจจุบันจะต้องเริ่มพิจารณางบประมาณในหมวด discretionary spending (เป็นงบประมาณที่จะต้องมีการยื่นของบประมาณและพิจารณาอนุมัติใหม่ทุกปี) ซึ่งเป็นจำนวนเงินถึง 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ว่าจะยังไม่ถึงเวลายื่นร่างงบประมาณของปี 2561 แต่จากสัญญาณต่างๆ เชื่อว่า ประธานาธิบดี Trump จะมีการตัดลดงบประมาณและจำนวนลูกจ้างของหน่วยงานราชการลงเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญ ประธานาธิบดี Trump ไม่เชื่อในปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้เขามีแผนที่จะตัดลงงบประมาณของหน่วยงาน Environmental Protection Agency (EPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ช่วยรัฐสภาของสหรัฐฯ ร่างและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยตัดลดงบประมาณจำนวน 1 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 8 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่เคยได้รับในแต่ละปี นอกจากนี้ รัฐบาลของ Trump ยังมีท่าทีที่จะตัดลดงบประมาณของหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์อื่นๆ เช่น the National Institute of Health (NIH) และ องค์การ NASA อย่างไรก็ตาม รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจอนุมัติการการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐสภาไม่เคยอนุมัติร่างงบประมาณตามที่ประธานาธิบดียื่นเสนอโดยที่ไม่การปรับเปลี่ยนใดๆ

  1. ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของประธานาธิบดี Trump

จากสัญญาณต่างๆ มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของประธานาธิบดี Trump คือ David Gelernter นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และศาสตราจารย์จาก Yale University แน่นอนว่า เขามีความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปในทิศทางเดียวกับประธานาธิบดี Trump นั่นคือ เขาไม่เชื่อในปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยเขาอ้างว่า เขาไม่เคยเห็นหลักฐานใดที่ทำให้เขาเชื่อได้ว่ากิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์จะส่งผลทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และมีสภาพอากาศที่แปรปรวน หากเขาได้รับเลือกเป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจริงๆ เขาจะเป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คนแรกที่มาจากวิทยาศาสตร์สาขาคอมพิวเตอร์ และไม่เคยเป็นสมาชิกของ the National Academy of Sciences (NAS) และสมาคมวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอื่นๆ ของสหรัฐฯ ทำให้เขาไม่มีความสัมพันธ์กับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ มากนัก ในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่ว

ประเทศกำลังจับตามองผลการแต่งตั้งตำแหน่งที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และเชื่อว่าถ้าผลที่ออกมาเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้จริง ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านจากนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน

  1. โครงการริเริ่มด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ริเริ่มโดยอดีตประธานาธิบดี Obama

รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี Barak Obama ได้ริเริ่มโครงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นไปที่การศึกษาวิจัยพื้นฐานที่สำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก โครงการ Cancer Moonshot โครงการด้านการศึกษาสมอง โครงการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตในสหรัฐฯ โครงการสะเต็มศึกษา ฯลฯ แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี Trump

  1. การสำรวจอวกาศภายใต้รัฐบาลของ Trump

จากข้อมูลต่างๆ คาดว่า ประธานาธิบดี Trump จะตัดลดงบประมาณ และลดจำนวนแผนกและหน่วยงานขององค์การ NASA นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Trump ได้แสดงความเห็นไว้ว่าจะสนับสนุนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนายานอวกาศ ซึ่งนั่นหมายความว่า องค์การ NASA จะสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานเอกชน เช่น SpaceX และ Boeing ได้ต่อไป แต่โครงการความร่วมมือต่างๆ อาจจะเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า มิใช่การวิจัยขั้นพื้นฐานเช่นที่ปฏิบัติในทุกวันนี้

  1. การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายต่างๆ

ประธานาธิบดี Trump ได้กล่าวไว้ว่าเขามีเจตนารมย์ที่จะยกเลิกข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายข้อที่บัญญัติขึ้นในช่วงรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี Obama เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซ methane จากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การป้องกันแหล่งน้ำจากเหมืองถ่านหิน กฎหมายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุมัติจากทุกฝ่ายซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง

  1. กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและอนาคตของนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดี Trump มีจุดยืนที่ชัดเจนในการจำกัดการเข้าประเทศของคนต่างชาติโดยเฉพาะคนที่มาจากประเทศมุสลิมโดยมีเหตุผลเพื่อความปลอดภัยของคนอเมริกัน เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในประเทศสหรัฐฯ จำนวนมากเป็นประชากรของประเทศอื่น นักวิทยาศาสตร์ต่างชาติหลายคนหวาดกลัวที่จะเดินทางออกจากประเทศสหรัฐฯ เพราะเกรงว่าจะไม่สามารถกลับเข้ามาในประเทศได้ หลายคนเกรงว่า นโยบายที่เข้มงวดเหล่านี้จะทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสูญเสียบุคลากรที่มีค่าไป

สรุปการบรรยาย The Outlook for Science in the New Administration and Congress โดย AAAS

ในวันที่ 26 มกราคม 2560 American Association for the Advancement of Science (AAAS) ได้จัดการบรรยายผ่านระบบ Webinar โดย Norman Ornstein ผู้เชี่ยวชาญจาก American Enterprise Institute และ Dr. Rush Holt ผู้บริหารของ AAAS เกี่ยวกับอนาคตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี Trump สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

  • วิทยาศาสตร์ได้รับการยอมรับน้อยลงและได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง นักการเมืองบางคนไม่ยอมรับในข้อมูลและหลักฐานที่ได้จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์หากข้อมูลเหล่านั้นขัดแย้งกับนโยบายของตน ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดี Trump และนักการเมืองหลายคนไม่เชื่อในปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้พวกเขาเลือกที่จะไม่รับฟังข้อมูลข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนจุดยืนในฝ่ายตรงข้าม
  • ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย เราสามารถเลือกรับข้อมูลข่าวสารที่ตอบสนองความเชื่อและความต้องการของตนเอง ในขณะเดียวกันเราก็สามารถเป็นผู้ผลิตข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้โดยที่ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะนั้นไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบใดๆ ดังนั้น หากผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจเชิงนโยบายเลือกรับสารที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริงที่เป็นกลางแล้ว การทำงานของรัฐสภาจะก่อให้เกิดปัญหาแน่นอน
  • นอกจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ความรู้ด้านสังคมศาสตร์ (social science) ก็มีความสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจาก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีบทบาทและกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
  • หน้าที่ที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์ ในตอนนี้คือการพยายามสื่อสารกับตัวแทนของรัฐสภาท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ในการรับฟังเสียงจากนักวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็นประชาชนและองค์กรที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของพวกเขา นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ควรจะมีการสื่อสารกับสาธารณะและสื่อมวลชนให้พวกได้มีความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และเห็นถึงความสำคัญของการนำเอาข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์มาใช้ในการบริหารประเทศ
  • นักวิทยาศาสตร์ในหน่วยงานต่างๆ ที่มีจุดยืนและเป้าหมายเดียวกัน ควรให้ความร่วมมือกันสร้างกลุ่มพันธมิตรที่มีอำนาจในการต่อรองมากยิ่งขึ้น
  • Ornstein มีความกังวลในนโยบายหลายๆ อย่างของประธานาธิบดี Trump เช่น การตัดลดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาในบางหน่วยงาน อย่าง EPA และ NIH การจำกัดการสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์และสาธาณะและนักวิทยาศาสตร์ต่างหน่วยงาน เขาเชื่อว่านโยบายเช่นนี้จะมีผลเสียกับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
  • Ornstein สนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาททางการเมืองให้มากกว่านี้ เช่นตัวเขาเองที่เลือกเข้ามาทำงานด้านโยบายและทำงานร่วมกับรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาเขาสามารถช่วยสนับสนุนวงการวิทยาศาสตร์ได้อยากมาก

ที่มา:

  • David Gelernter, fiercely anti-intellectual computer scientist, is being eyed for Trump’s science adviser โดย Sarah Kaplan วันที่ 18 มกราคม 2560
  • President Trump and science: 10 things to look for (and fear?) โดย Jeffrey Mervis วันที่ 23 มกราคม 2560
  • The ScienceInsider briefing: How Trump’s immigration order affects scientists โดย Catherine Matacic วันที่ 30 มกราคม 2560
  • การบรรยาย The Outlook for Science in the New Administration and Congress วันที่ 26 มกราคม 2560 โดย AAAS

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *